
เปิดมติ ครม. เห็นชอบผลศึกษา ‘คตร.’ ชงรื้อสูตรคำนวณ ‘Adjusted GRM’ ขอ‘โรงกลั่นฯ’ ส่งประโยชน์ ‘ส่วนเกิน’ บรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน คุม ‘ค่าตลาด’ ไม่เกิน 2.45 บาท/ลิตร
..........................................
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เป็นประธาน เมื่อวันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมา ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบผลการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) (เบื้องต้น) ตามที่กระทรวงพลังงาน เสนอ และมอบหมายกระทรวงพลังงานดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ และมติ ครม.ที่เกี่ยวข้องต่อไป

สำหรับสรุปผลการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (เบื้องต้น) มีดังนี้
-สถานการณ์ปัจจุบัน
(1) สถานการณ์ด้านพลังงานของโลกได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านอุปทานน้ำมัน ทำให้ราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปมีความผันผวนสูงกว่าปกติ
อีกทั้งยังก่อให้เกิดต้นทุนเพิ่มเติมในห่วงโซ่อุปทาน ได้แก่ ค่า Premium ของน้ำมันดิบ (Crude Premium) ค่า Premium ของน้ำมันสำเร็จรูป (Product Premium)ค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มจากสถานการณ์ความเสี่ยงหรือความไม่แน่นอน (War Risk Premium) ค่าขนส่ง (Freight)และค่าประกันภัย (Insurance) ที่สูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการจัดหาน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
โดยมีสาเหตุมาจากค่าใช้จ่ายการนำเข้าน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นในช่วงวิกฤตประมาณ 15-20 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ประกอบกับอัตราการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดน้ำมันสำเร็จรูปสิงคโปร์ โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลได้ปรับตัวสูงขึ้นถึงร้อยละ 215 (จาก 92.88 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 เป็น 292.82เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ณ วันที่ 3 เมษายน 2569) เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดวิกฤต
ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบมีอัตราเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 56 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน (จาก 72.47 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 เป็น 113.51 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ณ วันที่ 3 เมษายน 2569) ส่งผลให้ค่าการกลั่นสูงกว่าปกติ
(2) โครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศไทยใช้หลักการ Import Parity โดยอ้างอิงราคาตลาดน้ำมันสำเร็จรูปสิงคโปร์ เพื่อให้เกิดการแข่งขันเสรีและสะท้อนกลไกตลาด โดยโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานเผยแพร่เป็นรายวัน
ประกอบด้วย ราคา ณ โรงกลั่น ภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล อัตราเงินส่งเข้าหรืออัตราเงินชดเชยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง อัตราเงินส่งเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ค่าการตลาด และภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมเป็นราคาขายปลีก โดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีบทบาทในการรักษาเสถียรภาพราคาขายปลีกไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้น้ำมันมากเกินไป
(3) ตามข้อมูลโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานเผยแพร่ มีการแสดงข้อมูลค่าการกลั่น (Gross Refining Margin: GRM) โดยคำนวณจากส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักรายผลิตภัณฑ์กับต้นทุนการจัดหาน้ำมันดิบ ซึ่งประกอบด้วยราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยและค่าขนส่งกับค่าประกันภัยในภาวะปกติ
ทั้งนี้ จากข้อมูลสถิติย้อนหลัง 5 ปี พบว่า ค่าการกลั่นเฉลี่ย 5 ปี (2564-2568) อยู่ที่ 2.42 บาทต่อลิตร ขณะที่ค่าการกลั่นเฉลี่ยรายเดือนในปี 2569 เดือนมกราคมอยู่ที่ 2.14 บาทต่อลิตร เดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ 2.09 บาทต่อลิตร เดือนมีนาคมอยู่ที่ 7.23 บาทต่อลิตร และช่วงวันที่ 1-2 เมษายน 2569 อยู่ที่ 15.99 บาทต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าระดับปกติอย่างมีนัยสำคัญและก่อให้เกิดผลประโยชน์ส่วนเกินแก่ผู้ประกอบกิจการโรงกลั่นน้ำมัน
(4) จากข้อมูลค่าการกลั่น (GRM) ที่สูงผิดปกติตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ได้ศึกษารายละเอียดวิธีการคำนวณค่าการกลั่นของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน พบว่า การคำนวณต้นทุนที่เพิ่มเติมจากราคาเนื้อน้ำมันดิบ ยังใช้อัตราค่าขนส่งและค่าประกันภัยในช่วงสถานการณ์ตลาดปกติ
ขณะที่ในช่วงภาวะวิกฤตมีต้นทุนส่วนเพิ่ม ได้แก่ ค่า Crude Premium ค่า Product Premium ค่า War Risk Premium รวมทั้งค่าขนส่งและค่าประกันภัยที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่ยังมิได้นำมาคิดคำนวณในค่าการกลั่นของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน จึงทำให้หลักเกณฑ์การคำนวณค่าการกลั่นที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเหมาะสำหรับภาวะปกติ แต่ไม่สามารถสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงได้อย่างเหมาะสมในช่วงวิกฤต
(5) เพื่อศึกษาข้อมูลต้นทุนของโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงได้ขอให้โรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 ราย จัดส่งข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนการจัดหาน้ำมันดิบ ได้แก่ ค่า Crude Premium ค่า Product Premium ค่า War Risk Premium ค่าขนส่ง และค่าประกันภัย ซึ่งเป็นข้อมูลประมาณการตั้งแต่เดือนมกราคม-มีนาคม 2569
โดยผลการศึกษาพบว่า หลังจากเริ่มเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ต้นทุนการจัดหาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อันเนื่องมาจากต้นทุนดังกล่าวที่ปรับตัวสูงขึ้น
-การพิจารณาของคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุน
ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง
(1) คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ได้ศึกษาแนวทางการคำนวณต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์ด้านพลังงานในปัจจุบัน และสามารถใช้เป็นฐานในการพิจารณาผลประโยชน์ส่วนเกินที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างเป็นธรรมและโปร่งใส
โดยเห็นควรให้ทบทวนหลักเกณฑ์การคำนวณค่าการกลั่นให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงในภาวะวิกฤต (Adjusted GRM) โดยยังคงยึดหลัก Import Parity เป็นหลักการพื้นฐานในการคำนวณ แต่เพิ่มเติมองค์ประกอบต้นทุนที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ได้แก่ ค่า Crude Premium ค่า Product Premium ค่า War Risk Premium ค่าขนส่ง และค่าประกันภัย ให้เป็นปัจจุบัน เพื่อให้ค่า Adjusted GRM สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในสถานการณ์ปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น
(2) คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เห็นควรกำหนดหลักเกณฑ์การคำนวณค่า Adjusted GRM โดยกำหนดองค์ประกอบออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่
X คือ ค่าการกลั่นในภาวะปกติ ซึ่งใช้ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี หรือตามความเหมาะสม เพื่อสะท้อนระดับผลตอบแทนตามปกติของธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน
Y คือ ค่า Crude Premium ค่า Product Premium ค่า War Risk Premium ค่าขนส่ง และค่าประกันภัยที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ผิดปกติหรือภาวะวิกฤต ซึ่งเป็นต้นทุนหรือผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่เกิดขึ้นชั่วคราวจากภาวะตลาด และ
Z คือ ผลประโยชน์ส่วนเกินที่เกิดจากส่วนต่างระหว่างค่าการกลั่นที่คำนวณได้ตามภาวะตลาดกับค่าการกลั่นที่ควรเป็นภายใต้ต้นทุนที่แท้จริง
ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถแยกให้ชัดเจนว่า ส่วนใดเป็นผลตอบแทนปกติ ส่วนใดเป็นต้นทุนหรือส่วนเพิ่มจากภาวะวิกฤตและส่วนใดเป็นผลประโยชน์ส่วนเกิน
(3) เพื่อให้การคำนวณค่า Adjusted GRM มีความเหมาะสมและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในภาวะวิกฤต คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เห็นควรให้กระทรวงพลังงานดำเนินการเพิ่มเติม ได้แก่ ปรับปรุงแบบฟอร์มการรายงานข้อมูลให้มีมาตรฐาน จัดทำตารางแยกรายละเอียดต้นทุนในช่วงภาวะวิกฤตให้เป็นปัจจุบัน
ประสานให้กลุ่มโรงกลั่นน้ำมันจัดส่งข้อมูลชนิดและแหล่งที่มาของน้ำมันดิบที่นำเข้าจริง ศึกษามาตรฐานสากลเพื่อใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงของค่า Premium ต่างๆ และศึกษาโครงสร้างและกำลังการผลิตของแต่ละโรงกลั่นน้ำมัน เพื่อให้การคำนวณต้นทุนมีความใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด
(4) จากหลักเกณฑ์การคำนวณค่า Adjusted GRM และข้อมูลที่ได้รับจากกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน 6 ราย พบว่า ในเดือนมีนาคม 2569 โรงกลั่นน้ำมันมีผลประโยชน์ส่วนเกินเกิดขึ้นจริง คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง จึงเห็นควรให้นำผลประโยชน์ส่วนเกินดังกล่าวของกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันส่งผ่านไปช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน
อย่างไรก็ดี การดำเนินการดังกล่าวต้องเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนต้องคำนึงถึงผลกระทบต่างๆ อย่างรอบคอบ ทั้งในด้านฐานะการเงินและสภาพคล่องของผู้ประกอบการ ความเชื่อมั่นของผู้ถือหุ้นและนักลงทุน ตลอดจนผลกระทบต่อการผลิต การจัดหาเชื้อเพลิง และความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว โดยเห็นควรมีแนวทางดำเนินการ ดังนี้
(4.1) ระยะสั้น ขอความร่วมมือกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันนำส่งผลประโยชน์ส่วนเกินที่เกิดขึ้นในเดือนมีนาคม 2569 เพื่อลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยอ้างอิงแนวทางการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2565 หรือพิจารณาดำเนินการในรูปของการลดราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการน้ำมันโดยตรง
ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวมีข้อดี คือสามารถดำเนินการได้รวดเร็ว ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนได้ทันต่อสถานการณ์ และไม่จำเป็นต้องรอการตรากฎหมายใหม่ อย่างไรก็ดี ควรพิจารณาความเสี่ยงด้านกฎหมายและผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนประกอบด้วย
สำหรับข้อดีของแนวทางในระยะสั้นเห็นว่า เป็นมาตรการที่สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2565 ที่เคยดำเนินมาแล้ว และสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนจากราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิง โดยสามารถนำผลประโยชน์ส่วนเกินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และนำมาใช้ช่วยลดราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงได้ทันที
นอกจากนี้ แนวทางดังกล่าวยังไม่ต้องรอการตรากฎหมายใหม่ ซึ่งมีความซับซ้อนและใช้เวลานาน หากการเจรจาขอความร่วมมือประสบผลสำเร็จ การที่กลุ่มโรงกลั่นน้ำมันยอมนำส่งผลประโยชน์ส่วนเกินในช่วงที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ย่อมสะท้อนความรับผิดชอบต่อสังคมและช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดี เนื่องจากเป็นสถานการณ์ผิดปกติที่ทุกภาคส่วนควรร่วมมือกันให้ผ่านวิกฤตด้านพลังงานในครั้งนี้
อย่างไรก็ดี มีข้อพึงระวังหรือความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว อาจเกิดการฟ้องร้องจากผู้ถือหุ้น (Legal Risk) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินและสภาพคล่องของกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน การขาดความเชื่อมั่นจากสถาบันการเงิน และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ (Investment Risk) และอาจส่งผลให้โรงกลั่นน้ำมันไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้
(4.2) ระยะต่อไป มอบหมายให้กระทรวงพลังงานพิจารณาศึกษาแนวทางที่เหมาะสมในการนำผลประโยชน์ส่วนเกินดังกล่าวมาใช้ประโยชน์เพื่อลดภาระประชาชนอย่างเป็นระบบ อาทิ การพิจารณาปรับราคา ณ โรงกลั่น ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยยึดหลักความยืดหยุ่นตามภาวะตลาดและความเหมาะสมของผลประกอบการของโรงกลั่นน้ำมันในแต่ละช่วงเวลา
หรือพิจารณามาตรการอื่นที่เหมาะสมภายใต้กรอบกฎหมาย เพื่อไม่ให้เป็นการแทรกแซงกลไกการค้าเสรีเกินสมควร และไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการผลิต การจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิง และความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว
ทั้งนี้ การดำเนินการตามแนวทางข้างต้นอยู่ภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่ของกระทรวงพลังงานตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 มาตรา 3 และคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 15/2562 ซึ่งมอบหมายให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์การคำนวณราคาและกำหนดราคาน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงค่าการตลาด ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา และราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
(5) ในส่วนค่าการตลาด (Marketing Margin) พบว่า ปัจจุบันการกำหนดค่าการตลาดตามโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานเผยแพร่เป็นไปตามผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ซึ่งได้พิจารณาอัตราที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยมีอัตราอ้างอิงที่ชัดเจนและสอดคล้องตามสถานการณ์ ทั้งนี้ ค่าการตลาดเฉลี่ยตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 อยู่ที่ 2.45 บาทต่อลิตร
และคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมีข้อเสนอแนะให้กระทรวงพลังงานกำกับดูแล ให้ค่าการตลาดเฉลี่ยของน้ำมันเชื้อเพลิงทุกประเภทอยู่ในระดับไม่เกิน 2.45 บาทต่อลิตร เพื่อให้เป็นไปตามมติดังกล่าวและสะท้อนต้นทุนราคาไปสู่ผู้ค้าน้ำมันอย่างเหมาะสมต่อไปเชื้อเพลิง
-มติคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมัน
(1) เห็นชอบผลการศึกษาแนวทางที่เหมาะสมในการกำหนดค่าการกลั่นและค่าการตลาดของน้ำมันเชื้อเพลิงให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง (เบื้องต้น) ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อลดภาระประชาชน และมอบหมายให้ปลัดกระทรวงพลังงานในฐานะเลขานุการของคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง
นำผลการศึกษาแนวทางที่เหมาะสมในการกำหนดค่าการกลั่นและค่าการตลาดของน้ำมันเชื้อเพลิงให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง (เบื้องต้น) เสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พิจารณาให้ความเห็นชอบ เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบและสั่งการต่อไป ตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ และมติ ครม. ที่เกี่ยวข้องเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนโดยเร็ว
(2) มอบหมายให้กระทรวงพลังงานนำผลการศึกษาฯ ไปพิจารณาดำเนินการในรายละเอียดเพิ่มเติม รวมทั้งตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของข้อมูลที่ได้รับจากกลุ่มโรงกลั่น เพื่อกำหนดอัตราค่าการกลั่นในภาวะวิกฤต (Adjusted GRM) สำหรับการพิจารณาผลประโยชน์ส่วนเกินของกลุ่มโรงกลั่นให้มีความชัดเจน เป็นธรรม และโปร่งใส รวมถึงให้กระทรวงพลังงานพิจารณาแนวทางการนำผลประโยชน์ส่วนเกินที่เกิดขึ้นไปช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนร่วมด้วย
ทั้งนี้ การดำเนินการนี้จะต้องเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนต้องคำนึงถึงผลกระทบต่าง ๆ อย่างรอบคอบ
(3) มอบหมายให้กระทรวงพลังงานกำกับดูแลให้ค่าการตลาดอยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยค่าการตลาดเฉลี่ยของน้ำมันเชื้อเพลิงทุกประเภทควรอยู่ในระดับไม่เกิน 2.45 บาทต่อลิตร เพื่อให้เป็นไปตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568
(4) มอบหมายให้กระทรวงพลังงานศึกษาและเผยแพร่ข้อมูลโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน เกี่ยวกับค่าการกลั่นในภาวะวิกฤต (Adjusted GRM) ต่อสาธารณชน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเหตุผลของการคำนวณ และความโปร่งใส ในการกำหนดโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการดำเนินงานของกระทรวงพลังงาน
ก่อนหน้านี้ นายกฯ ได้ลงนามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 5/2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2569 โดยได้แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) เพื่อศึกษาแนวทางที่เหมาะสมในการกำหนดค่าการกลั่นและค่าการตลาดของน้ำมันเชื้อเพลิงให้สะท้อนราคาจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน
โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นประธานกรรมการ โดยมีหน้าที่และอำนาจ ดังนี้ (1) ศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการกำหนดค่าการกลั่นค่าการตลาด ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาของน้ำมันเชื้อเพลิง (2) ศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการคำนวณราคาและกำหนดราคาสำหรับราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น ราคาขายให้แก่ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 มาตรา 10 และมาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2553

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา