
'ศิริกัญญา'แฉฐานะการคลังวิกฤต งบกลางเหลือ 2.5 หมื่นล้าน และตั้งงบบำนาญไม่พอจ่าย ค้านออก พ.ร.ก.โอนงบฯ เพื่อเลี่ยงตรวจสอบสภาฯ
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ในการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ขึ้นอภิปรายวิพากษ์วิจารณ์นโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างดุเดือด โดยระบุว่าคำแถลงนโยบายครั้งนี้เปรียบเสมือนระบบนำทางหรือ GPS ที่มีความพร่าเบลอ ไม่สามารถฝากความหวังในการนำพาประเทศออกจากวิกฤตได้
น.ส.ศิริกัญญา ระบุว่า นโยบายที่รัฐบาลแถลงคือ "สัญญาประชาคม" แต่กลับขาดความชัดเจน โดยเปรียบว่า มองใกล้ไม่ชัด เพราะไม่มีการเขียนแยกนโยบายระยะสั้นหรือนโยบายเร่งด่วนออกมาให้เห็นชัดเจนว่าอะไรจะทำเสร็จภายใน 6 เดือน หรือ 1 ปี มองไกลไม่เห็น เพราะอ่านจนจบแล้วยังไม่เห็นเป้าหมายปลายทางที่ชัดเจนว่ารัฐบาลจะขับเคลื่อนประเทศไปสู่จุดใด
น.ส.ศิริกัญญา ยังได้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและปัญหา Supply Shock จากสงครามในตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อ ส่งผลให้ไทยเสี่ยงเผชิญภาวะ Stagflation (เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจเติบโตต่ำ) โดยระบุว่า
-
GDP ปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตไม่เกิน 1.5% ในขณะที่เงินเฟ้อมีโอกาสพุ่งเกิน 3% หากราคาน้ำมันโลกเฉลี่ยอยู่ที่ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
-
ราคาต้นทุนสินค้า ทั้งพลาสติก ปุ๋ย และวัสดุก่อสร้าง พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง กระทบค่าครองชีพประชาชนอย่างรุนแรง
ในส่วนของฐานะการคลัง น.ส.ศิริกัญญา เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า งบกลางสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็นของรัฐบาลปัจจุบันอาจเหลืออยู่เพียง 25,000 ล้านบาท เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากหากต้องเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจซ้ำเติม นอกจากนี้ยังพบว่ามีการตั้งงบประมาณรายจ่ายไว้ไม่เพียงพอ (Under-budgeted) ในหลายรายการ เช่น งบชำระดอกเบี้ยที่ตั้งไว้ขาดไปกว่า 65,000 ล้านบาท งบบำนาญข้าอาศการที่ขาดไป 51,000 ล้านบาท งบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ตั้งไว้เพียง 3 หมื่นล้านบาท จากเดิมที่เคยใช้ปีละ 5 หมื่นล้านบาท
ประเด็นที่เป็นข้อถกเถียงสำคัญ คือการที่รัฐบาลมีแผนจะออก พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) โอนงบประมาณ แทนการออกเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เพื่อความรวดเร็ว น.ส.ศิริกัญญาคัดค้านแนวทางนี้โดยมองว่าเป็นการเลี่ยงการตรวจสอบของสภาฯ และตั้งคำถามว่าเป็นการ "เกลี่ยก่อนกู้" หรือไม่ เนื่องจากมีกระแสข่าวว่ารัฐบาลอาจต้องออก พ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มเติมเพื่อมาโปะรายจ่ายประจำ
"อย่าฆ่าตัวตายทางการเมืองด้วยการข้ามหัวสภาฯ เลยค่ะ ให้เราได้ทำหน้าที่ตรวจสอบงบประมาณเถอะ การโอนงบในไตรมาส 3 นั้นทำได้ยากมาก เพราะงบส่วนใหญ่ถูกเบิกจ่ายไปแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือหน่วยงานรัฐจะหยุดชะงักการเบิกจ่ายเพราะความไม่แน่นอน" น.ส.ศิริกัญญา กล่าว
สุดท้าย น.ส.ศิริกัญญา ได้ตั้งคำถามถึงแผนการหาเงินคืนหนี้สาธารณะ โดยหยิบยกแผนการคลังระยะปานกลางที่ระบุถึงการเตรียมขึ้นภาษีหลายประเภท เช่น การเพิ่มภาษีสรรพสามิตน้ำมันอีก 1 บาท, ภาษีการเดินทางออกนอกประเทศ (Sayonara Tax), และแผนการปรับขึ้น VAT เป็น 10% ภายใน 3 ปี โดยเรียกร้องให้รัฐบาลตอบให้ชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไรเพื่อไม่ให้ภาระตกอยู่กับประชาชนเพียงฝ่ายเดียว

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา