
'เอกนิติ' ชูแผนสู้ Stagflation พยุงน้ำมัน-เร่งใช้พลังงานสะอาด ด้าน'ศุภจี' รุกแก้ค่าครองชีพ-ปุ๋ย พร้อมกวาดล้างนอมินีวูบ 60% มุ่งปฏิรูปเกษตร-ท่องเที่ยว
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาวาระคณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 162
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เริ่มต้นชี้แจงถึงภาวะเศรษฐกิจโลกที่เผชิญกับ Stagflation หรือเงินเฟ้อสูงพร้อมเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงาน โดยระบุว่ารัฐบาลจำเป็นต้องออกแบบนโยบายภายใต้ทรัพยากรที่จำกัดเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด
นายเอกนิติ อธิบายถึงเหตุผลการใช้กลไก “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” เป็นด่านแรกในการพยุงราคาน้ำมันแทนการลดภาษีสรรพสามิต เนื่องจากต้องรักษาความสมดุลทางการคลังและรายได้แผ่นดิน เพื่อนำไปใช้ดูแลสวัสดิการด้านสาธารณสุขและค่ารักษาพยาบาลของประชาชนที่มีแนวโน้มสูงขึ้น
นายเอกนิติ ยังได้เปิดเผยมาตรการ “Targeted Subsidy” หรือการอุดหนุนแบบตรงจุดเพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยเตรียมเยียวยากลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ กลุ่มขนส่ง กลุ่มเปราะบาง กลุ่มประมง และกลุ่มเกษตรกร เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ต้นทุนพลังงานลุกลามไปสู่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค
นายเอกนิติ เน้นย้ำถึงการปฏิรูปเศรษฐกิจใน 3 มิติ คือ ความมั่นคงทางอาหารและยา, การเปลี่ยนผ่านสู่ Green Energy ผ่านนโยบาย Solar Rooftop และ Direct PPA รวมถึงการนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจผ่านแอปพลิเคชัน "ถุงเงิน" และ "เป๋าตัง" เพื่อให้ SMEs สามารถวิเคราะห์ข้อมูลการค้าได้อย่างแม่นยำ
นายเอกนิติ กล่าวสรุปในส่วนของความเชื่อมั่นด้านการลงทุนว่า ในปีที่ผ่านมามียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI สูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะในกลุ่มหุ่นยนต์และดิจิทัล พร้อมชี้ให้เห็นว่าการปลดล็อกกฎระเบียบ (Ease of Doing Business) ส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชนในไตรมาส 4 ขยายตัวถึง 8%
ทางด้าน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงต่อเนื่องถึงมาตรการเร่งด่วนในการแก้ปมค่าครองชีพผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย” ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิตรายใหญ่ลดราคาสินค้าจำเป็นกว่า 3,000 รายการ สูงสุดถึง 58% ครอบคลุมร้านค้าปลีก-ส่งทั่วประเทศกว่า 300 ล้านแห่ง (ในเชิงระบบ)
นางศุภจี ระบุถึงการบริหารจัดการสินค้าควบคุม โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียที่กำลังประสบปัญหาวัตถุดิบขาดแคลน รัฐบาลเตรียมเสนอ ครม. อนุมัติโครงการ “แม่ปุ๋ยคนละครึ่ง” ผ่าน ธกส. และสหกรณ์การเกษตร พร้อมมาตรการ “ธงเขียว” ช่วยค่าปุ๋ยกระสอบละ 300 บาท รวมถึงการดึงเม็ดพลาสติกเข้าสู่บัญชีสินค้าควบคุมเพื่อดูแลกลุ่มบรรจุภัณฑ์อาหารและเวชภัณฑ์
นางศุภจี ได้กางแผนปฏิรูปภาคเกษตรแบบแยกรายสินค้า อาทิ การแก้ปัญหาอุปทานส่วนเกินของมะพร้าวน้ำหอมด้วยการจัดตั้ง “ล้งชุมชน” ใน 5 จังหวัดภาคกลาง การหาตลาดใหม่ให้ทุเรียนในจีน และการผลักดัน “ข้าวประณีต” (ข้าว GI และข้าวสุขภาพ) แทนที่ข้าวขาวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ
นางศุภจี เปิดเผยสถิติสำคัญในการปราบปราม “นอมินีต่างชาติ” ว่าหลังจากบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด พบว่าจำนวนบริษัทเข้าข่ายนอมินีลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 60% ในไตรมาสแรก โดยจากเดิม 3,510 ราย เหลือเพียง 87 รายในช่วงต้นเดือนเมษายน พร้อมยืนยันการเดินหน้าเจรจาทางการค้ากับสหรัฐฯ (USTR) และยุโรปอย่างต่อเนื่อง
นางศุภจี กล่าวปิดท้ายถึงยุทธศาสตร์การทำงานแบบ Cluster โดยมุ่งเน้นเศรษฐกิจสุขภาพ (Medical & Care Economy) และการจัดการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพเพื่อตั้งเป้ารายได้ 3 ล้านล้านบาท โดยย้ำว่าข้อมูลและข้อเท็จจริงเป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างความตระหนักให้คนไทยร่วมกันปรับตัวเพื่อความอยู่รอดอย่างยั่งยืน

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา