
‘สุริยะ’ ยอมรับซือขายเครื่องเจ็ทกับ ‘เบนสมิธ’ จริง มูลค่า 862 ล้านบาท แต่ในส่วนตัวเองถือครองแค่ 30 ล้านบาทเท่านั้น แจงเครื่องบินดังกล่าวซื้อในนามครอบครัว ด้าน ‘ประเสริฐ’ ลุกแจงปม MOU สแกนม่านตา ชี้ไม่เกี่ยวกัน ก่อนยืนยันเข้าพบ ‘ดีเอสไอ’ ในฐานะพยาน ยังไม่เคยถูกกล่าวหา แจ้งความ หรือชี้มูลความผิด
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 10 เมษายน 2569 ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อรับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาวันที่สอง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงการอภิปรายการซื้อขายเครื่องบินเจ็ท จากภรรยา ของนายเบน สมิธ ทั้งหมด 3 ประเด็นว่า เคยชี้แจงผ่านสื่อมวลชนและผ่านสังคมก่อนหน้านี้แล้ว ให้ทราบถึงข้อเท็จจริงและความโปร่งใส กรณีนี้แล้ว แต่ในเมื่อวันนี้โดนถามอีก ก็ขอมาชี้แจงให้ทราบอีกครั้ง
นายสุริยะกล่าวว่า ได้ซื้อเครื่องบินร่วมกับครอบครัว โดยเครื่องบินเจ็ทดังกล่าวมีมูลค่า 862 ล้านบาทเศษ ตนเองมีสัดส่วนถือครอง จำนวน 30 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะเป็นของญาติพี่น้อง โดยชำระเงินและผ่านกระบวนการจดแจ้งเครื่องบินเสร็จสิ้น เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2567 ซึ่งในขณะนั้น ยังไม่ได้มีการกล่าวหา นายเบน สมิธ ว่ามีการ ยุ่งเกี่ยวกับเครือข่าย ทุนสีเทา โดยนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้เอาเรื่องนายเบนสมิธ มาพูด ในสภาแห่งนี้ครั้งแรกในเดือน กันยายน ปี 2568 นับเป็นเวลาหลังจากการซื้อขายเสร็จสิ้นถึง 1 ปีเต็ม
“ซึ่งถ้าผมทราบว่านายเบนสมิธ มีพฤติกรรมดังกล่าว ธุรกรรมการซื้อขายเครื่องบินกับนายเบนสมิธ จะไม่เกิดขึ้นแน่นอนครับ” นายสุริยะกล่าว
สำหรับประเด็นข้อกล่าวหาของนายกรณ์ นายสุริยะกล่าวว่า ขอตอบดังนี้
1. การซื้อขายมีการซื้อขายจริง มีการชำระเงินผ่าน ผ่านธนาคารกรุงเทพ ในสาขาประเทศไทยทั้งหมด ไม่ได้ผ่านธนาคาร BIC กัมพูชา ของ ยิม เลียก คู่หูของ เบน สมิธ แต่อย่างใด
2. เงินที่ใช้ในการชำระค่าเครื่องบินเจ็ทดังกล่าว เป็นเงินของผมและครอบครัว ซึ่งในส่วนของตนได้ชี้แจงบัญชีทรัพย์สินต่อ ปปช. ในเรื่องนี้ ตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2567 ซึ่งสามารถตรวจสอบที่ไปที่มาของเงินได้ชัดเจน
3. เมื่อชำระเงินแล้ว เงินที่โอนไปผ่านธนาคารกรุงเทพในประเทศไทย ผู้ขายจะโอนไปที่ไหนต่อ ตนก็ไม่สามารถทราบได้
@ยังไม่เคยถูกชี้มูล แจ้งความ MOU ไม่เกี่ยวสแกนม่านตา
ด้านนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อภิปรายในส่วนของการถูกเชื่อมโยงกรณี MOU ในสมัยที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ว่า การได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีครั้งนี้ ถือว่าได้รับการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบแล้ว ทำให้มีคุณสมบัติพร้อมในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี โดยขอชี้แจงดังนี้
เรื่องแรก การสแกนม่านตา ไม่เกี่ยวข้องกับ MOU การสแกนม่านตาเป็นการกระทำภายหลังลงนาม ซึ่งไม่เคยได้รับรายงานมาก่อนหรือมีส่วนร่วมใดๆกับการทำสแกนม่านตา การทำ MOU ผ่านการตรวจสอบจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, สำนักงานอัยการสูงสุด และกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงฝ่ายกฎหมายของกระทรวงเองก็ได้ตรวจสอบแล้ว การลงนามในขณะนั้นเป็นไปเพื่อพัฒนาด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัล การลงนาม MOU ไม่มีข้อผูกมัดราชการ สามารถยกเลิกได้ ซึ่งก็ทราบว่า ยกเลิกแล้ว
“ผมเองไม่รู้จักกับบริษัทที่ลงนามทั้งสิ้น สามารถตรวจสอบได้ ไม่มีความสัมพันธ์และไม่รู้จัก ที่สำคัญไม่เคยรับผลประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น การเข้าพบดีเอสไอ (กรมสอบสวนคดีพิเศษ) เป็นการเข้าพบเพื่อให้ข้อมูลในฐานะพยาน ไม่ใช่ผู้ถูกกล่าวหา ผมไม่เคยถูกกล่าวหา ชี้มูลทั้งสิ้น” นายประเสริฐกล่าว
หลังชี้แจงเสร็จ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้สอบถามว่า แล้วกรณีที่มีกระแสข่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้รับเรื่องแล้วนั้น ไม่ได้ถูกดำเนินคดีจริงหรือไม่ และการที่บอก MOU ไม่เกี่ยวกับการสแกนม่านตา ทำไมนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีเอส คนปัจจุบันถึงรวมทั้งสองเรื่องไว้ แล้วดำเนินคดีไปพร้อมกัน นายประเสริฐกล่าวว่า ไม่เคยได้รับข้อกล่าวหาจาก ป.ป.ช. ส่วนการที่นายไชยชนกรวมทั้งสองเรื่องไว้ คงต้องถามนายไชยชนกเอง

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา