
‘ส.ทีวีดิจิทัล’ ติง ‘สำนักงาน กสทช.’ เร่งผลักดันจัดสรรงบสนับสนุนระบบ ‘เตือนภัย’ ผ่านกล่อง ‘IPTV-OTT Box’ 186 ล้าน ให้ 3 ค่ายมือถือ ‘เท่ากัน’ รายละ 62.27 ล้านบาท แต่ไม่เร่งระบบ 'เตือนภัย' ผ่านโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินฯ ทั้งๆที่ครอบคลุมในวงกว้างมากกว่า-‘บอร์ด กสทช.’ไฟเขียวหลักการแล้ว
..................................
จากกรณีที่เมื่อวันที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่มี ศ.คลินิก นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. เป็นประธานฯ ได้พิจารณาวาระการขอรับการสนับสนุนเงินสำหรับพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉิน (Cell Broadcast) ผ่านช่องทางกล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต หรือ IPTV/OTT Box กรอบวงเงินรวม 186.822 ล้านบาท
โดยการดำเนินการดังกล่าวจะใช้งบในส่วน Hardware, Software, Installation และค่าบำรุงรักษาระบบ 3 ปี ของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 ราย และให้นำค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปหักลดหย่อนจากเงินรายได้เพื่อนําไปใช้ในการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (เงิน USO) ได้ ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ดี ที่ประชุม กสทช. ได้ขอให้สำนักงาน กสทช. ถอนเรื่องออกไป และนำกลับไปทบทวนใหม่ เนื่องจาก กรรมการ กสทช. ให้ความเห็นเกี่ยวกับความคุ้มค่าในการใช้งบฯ รวมทั้งอาจมีความซ้ำซ้อนกับระบบ Cell Broadcast เดิมที่มีอยู่แล้ว นอกจากนี้ ในการจัดทำระบบ Cell Broadcast ผ่านช่องทางกล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ฯ ต้องไม่ใช่การอนุมัติงบให้ผู้ประกอบการเพียง 3 รายเท่านั้น เพราะยังมีผู้ประกอบการรายอื่นๆอีก นั้น
ล่าสุดแหล่งข่าวจากสมาคมทีวีดิจิทัล ระบุว่า สิ่งที่ทำให้โครงการพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินผ่านช่องทาง IPTV/OTT Box ถูกจับตามอง คือ การขอรับจัดสรรงบประมาณฯให้กับทั้ง 3 ค่ายมือถือนั้น ปรากฎว่ามีการจัดสรรงบฯให้เท่ากันหมด คือ รายละ 62.274 ล้านบาท ทั้งค่า Software ค่า License ค่าบริการติดตั้งและทดสอบระบบ ตลอดจนค่า Maintenance Agreement (MA) 3 ปี จึงทำให้ถูกตั้งคำถามว่า เป็นการคิดต้นทุนตามข้อเท็จจริงของแต่ละรายหรือไม่
ทั้งนี้ จากเอกสารที่นำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม กสทช. พบว่าผู้ให้บริการทั้ง 3 ราย ได้แก่ AWN (AIS), True และ NT ขอรับการสนับสนุนเท่ากันรายละ 62.274 ล้านบาท แบ่งเป็นค่า Software CBC Enhancement/System Module Development 27 ล้านบาท ค่า Software Usage License 9 ล้านบาท ค่า Professional Service 15 ล้านบาท และ ค่า MA 3 ปี 7.2 ล้านบาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วเป็น 62.274 ล้านบาทต่อราย และใช้เวลาดำเนินการ 6 เดือนเท่ากัน
“นี่คือเงิน 186 ล้านบาท ในนามระบบเตือนภัยของประเทศ แต่ตัวเลขกลับออกมาเท่ากันทั้ง 3 รายแทบทุกบรรทัด มันจึงหนีไม่พ้นข้อสงสัยว่าเป็นการคำนวณตามต้นทุนจริง หรือเป็นการแบ่งเค้กให้ลงตัวกันแน่” แหล่งข่าวจากสมาคมทีวีดิจิทัล ระบุ
แหล่งข่าวรายนี้ ระบุด้วยว่า จากเอกสารการเสนอวาระดังกล่าว สำนักงาน กสทช.ได้มีข้อสังเกตเกี่ยวกับโครงการนี้ เช่น การไม่อธิบายรายละเอียดของซอฟต์แวร์ให้ชัดเจนเพียงพอ ทั้งยี่ห้อและเวอร์ชันของระบบ CBC Enhancement การแยกคิดค่า Software Usage License ออกจากค่า module รวมถึงค่า Professional Service ที่สำนักงานฯ ระบุว่า มีราคาค่อนข้างสูงมาก หรือประมาณ 41% ของราคา Hardware และ Software
นอกจากนี้ ในส่วนของค่าบำรุงรักษาระบบ 3 ปี หรือ MA สำนักงาน กสทช. ตั้งข้อสังเกตว่า ไม่มีราคาตั้งต้นที่ชัดเจน อาจทำให้การคำนวณคลาดเคลื่อน และยังไม่กำหนด SLA ที่ชัดเจน ไม่มีเงื่อนไขรองรับการแก้ปัญหาฉุกเฉินแบบ 24x7 หรือการรับประกัน Uptime เช่น 99.99% ทั้งๆ ที่เป็นระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉิน ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยของประชาชน
“ถ้าเอกสารยังตอบไม่ได้ แม้กระทั่งในเรื่องซอฟต์แวร์ว่า คืออะไร ไลเซนส์คิดซ้ำหรือไม่ ค่าติดตั้งแพง เพราะอะไร และค่าบำรุงรักษาระบบ (MA) จะรับประกันระบบฉุกเฉินอย่างไร บอร์ดก็ควรตีกลับ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่โครงการทั่วไป แต่เป็นโครงสร้างความปลอดภัยของประเทศ” แหล่งข่าวกล่าว
แหล่งข่าวจากสมาคมทีวีดิจิทัลรายดังกล่าว ระบุอีกว่า หาก กสทช. จะเร่งลงทุนเรื่องการพัฒนาระบบเตือนภัยจริง ก็ควรจัดลำดับความสำคัญให้ชัดเจน โดยเฉพาะระบบแจ้งเตือนภัยผ่านโครงข่ายทีวีดิจิทัลภาคพื้นดิน หรือ EWS ซึ่งมีศักยภาพเข้าถึงประชาชนระดับครัวเรือนได้กว้างกว่า และเหมาะกับการเป็นโครงสร้างเตือนภัยสาธารณะในภาวะวิกฤต มากกว่าการเร่งผลักงบก้อนใหญ่ไปยังระบบที่ผูกกับกล่อง IPTV/OTT ของผู้ให้บริการเอกชน 3 รายเป็นลำดับแรก
โดยก่อนหน้านี้ ที่ประชุม กสทช. เมื่อวันที่ 23-24 ธ.ค.2568 มีมติรับทราบผลการศึกษาและเห็นชอบในหลักการโครงการพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยผ่านโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล พร้อมทั้งมีการจัดทำร่าง TOR และรายละเอียดงบประมาณเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการตามกระบวนการขอรับการสนับสนุนจากกองทุนฯ รวมถึงมีการทดสอบระบบ EWS แบบเปิดบนโครงข่ายออกอากาศจริงร่วมกับ ททบ. แล้วด้วย
“ถ้าถามว่าอะไรเร่งด่วนกว่า คำตอบ คือ ระบบเตือนภัยผ่านโครงข่ายทีวีภาคพื้นดิน เพราะเป็นโครงสร้างสาธารณะที่ครอบคลุมระดับครัวเรือนได้จริง และไม่ควรถูกปล่อยให้เดินช้ากว่าโครงการที่ยังมีข้อกังขาเต็มไปหมด” แหล่งข่าวจากสมาคมทีวีดิจิทัลกล่าว
แหล่งข่าว ยังตั้งข้อสังเกตว่า จากเอกสารเสนอวาระเรื่อง ระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉิน (Cell Broadcast) ผ่านช่องทางอื่น (กล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต) ยังระบุด้วยว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ขอความอนุเคราะห์ให้สำนักงาน กสทช. สนับสนุนการขยายช่องทางแจ้งเตือนภัยหลายช่องทาง ทั้งโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล สถานีวิทยุกระจายเสียง และกล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต
แต่ในทางปฏิบัติกลับเกิดคำถามว่า เหตุใดข้อเสนอการขอรับจัดสรรวงเงิน 186.822 ล้านบาท สำหรับการพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินผ่านช่องทาง IPTV/OTT Box จึงถูกผลักขึ้นมาอย่างเร่งด่วน ในขณะที่การระบบแจ้งเตือนภัยผ่านโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล ซึ่งครอบคลุมในวงกว้างและมีความคืบหน้าเชิงหลักการอยู่แล้ว ยังไม่ถูกเร่งผลักดันให้เดินหน้าในระดับเดียวกัน
“การใช้งบฯในนามความปลอดภัยสาธารณะ ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเรื่องเทคนิคหรือเรื่องธุรการ เพราะทุกบาททุกสตางค์ต้องตอบได้ว่าช่วยประชาชนได้จริง ครอบคลุมจริง และตรวจสอบได้จริง ไม่เช่นนั้นโครงการเตือนภัยก็อาจถูกสังคมตั้งคำถามว่า สุดท้ายแล้วกำลังเร่งสร้างระบบเพื่อประชาชน หรือเร่งเปิดทางให้งบไหลลงผู้ประกอบการกันแน่” แหล่งข่าวจากสมาคมทีวีดิจิทัล กล่าว
อ่านประกอบ :
‘บอร์ด กสทช.’ไฟเขียว‘บ.สเปซเทคฯ’เช่าสัญญาณ‘ดาวเทียมเกาหลี’ หลังแผนส่ง‘ไทยคม 9’ส่อเลื่อน

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา