
‘ศาลปกครองสูงสุด’ พิพากษา ‘อ.ต.ก.’ ชนะคดีชดใช้ ‘ข้าวเสื่อมสภาพ’ 542 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย แต่อาจไม่ได้รับเงินคืน หลัง ‘คู่สัญญา’ ล้มละลายแล้ว
...............................
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา ศาลปกครองสูงสุด ได้อ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.134/2565 คดีหมายเลขแดงที่ อ.201/2569 ระหว่างองค์การตลาดเพื่อเกษตร (อ.ต.ก.) (ผู้ฟ้องคดี) กับนายคณิน หรือเกรียงศักดิ์ ภัทรไชยะอนันต์ หรือลี้ตระกูล (ผู้ถูกฟ้องคดี) ซึ่งคู่สัญญารับฝากเก็บข้าวสารในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2556/57 กับ อ.ต.ก. ในคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง
โดยคดีนี้ ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้ นายคณิน หรือเกรียงศักดิ์ ภัทรไชยะอนันต์ หรือลี้ตระกูล คู่สัญญาฯต้องชดใช้เงินให้แก่ อ.ต.ก. เป็นจำนวน 542,052,183.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตรา 7.5% ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 515,366,102.95 บาท เนื่องจากนายคณิน หรือเกรียงศักดิ์ กระทำผิดสัญญา โดยไม่สามารถส่งมอบข้าวสารคืนให้แก่ อ.ต.ก. ตรงตามคุณภาพ ชนิด ตามที่ได้รับฝากไว้ได้ ในขณะที่ข้าวสารที่ส่งมอบดังกล่าว เป็นข้าวที่มีคุณภาพไม่ตรงตามมาตรฐาน หรือเป็นข้าวที่ต่ำกว่ามาตรฐานมาก (ระดับ C)
“คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดี (อ.ต.ก.) ได้ทำสัญญาฝากเก็บรักษาข้าวสาร (โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2556/57) สัญญาเลขที่ กธข. 31/2557 (ปีการผลิต 2556/57) ลงวันที่ 5 มกราคม 2557 กับผู้ถูกฟ้องคดี (นายคณิน หรือเกรียงศักดิ์) เพื่อรับฝากเก็บรักษาข้าวสาร จำนวนรวม 180,306 กระสอบ โดยเก็บรักษาไว้ที่คลังสินค้าห้างหุ้นส่วนจำกัด วุฒิชัยทรานสปอร์ต หลังที่ 1 ตั้งอยู่เลขที่ 28 หมู่ที่ 8 ตำบลยางตาล อำเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค์
ผู้ถูกฟ้องคดี ได้นำหลักประกันสัญญาเป็นหนังสือค้ำประกันของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาหันคาจำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ หนังสือ ค้ำประกันเลขที่ 800061026217 ลงวันที่ 7 มกราคม 2557 จำนวนเงิน 16,500,000 บาท และเลขที่ 800062729456 ลงวันที่ 21 มกราคม 2557 จำนวนเงิน 13,200,000 บาท รวมเป็นเงิน 29,700,000 บาท มอบให้แก่ผู้ฟ้องคดีเพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา
ผู้ถูกฟ้องคดี ได้รับมอบข้าวสารหอมมะลิ 100 เปอร์เซ็นต์ ชั้น 2 จากโรงสีที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2556/57 ระหว่างวันที่ 16 มกราคม 2557 ถึงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2557 จำนวน 179,556 กระสอบ น้ำหนักรวมกระสอบ 18,153.116 ตัน (น้ำหนักสุทธิ 17,955.600 ตัน) เข้าเก็บรักษาในคลังสินค้าห้างหุ้นส่วนจำกัด วุฒิชัยทรานสปอร์ต หลังที่ 1 โดยบริษัท ยูนิตี้ พ้อยท์ จำกัด ผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าวสารที่ผู้ถูกฟ้องคดีว่าจ้าง ได้ตรวจสอบ คุณภาพข้าวสารดังกล่าวแล้ว
ต่อมา เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2557 คณะทำงานตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าว ชุดที่ 49 เข้าตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าว พร้อมทั้งเก็บตัวอย่างในคลังสินค้าของผู้ถูกฟ้องคดี (นายคณิน หรือเกรียงศักดิ์) พบว่ามีข้าวหอมมะลิ 100 เปอร์เซ็นต์ ชั้น 2 ของโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2556/57 จำนวน 10 กอง กองหมายเลข 1 ถึงกองหมายเลข 3 นับได้กองละ 18,564 กระสอบ น้ำหนักสุทธิ 1,856.400 ตัน
กองหมายเลข 4 นับได้ 19,724 กระสอบ น้ำหนักสุทธิ 1,972.400 ตัน กองหมายเลข 5 นับได้ 18,444 กระสอบ น้ำหนักสุทธิ 1,844.400 ตัน กองหมายเลข 6 และกองหมายเลข 7 นับได้กองละ 19,894 กระสอบ น้ำหนักสุทธิ 1,989.400 ตัน กองหมายเลข 8 และกองหมายเลข 9 นับได้กองละ 17,280 กระสอบ น้ำหนักสุทธิ 1,728.000 ตัน กองหมายเลข 10 นับได้ 11,348 กระสอบ น้ำหนักสุทธิ 1,134.800 ตัน
โดยคณะทำงานตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าว ชุดที่ 49 ส่งมอบตัวอย่างข้าวสารให้แก่คณะทำงานรับ-ส่งและเก็บรักษาตัวอย่างข้าว มาจำแนกเพื่อเก็บรักษา และส่งวิเคราะห์คุณภาพข้าว จัดทำรหัสตัวอย่างข้าว เมื่อคณะทำงานรับ-ส่งและเก็บรักษาตัวอย่างข้าวดำเนินการแล้วเสร็จ จึงได้ส่งตัวอย่างข้าวให้แก่สำนักงานคณะกรรมการตรวจข้าว สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ซึ่งสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้ว่าจ้างให้เป็นผู้ตรวจ วิเคราะห์ตัวอย่างข้าวที่เก็บจากคลังสินค้า
ต่อมาคณะทำงานรับ-ส่งและเก็บรักษาตัวอย่างข้าว ได้มีหนังสือ ลับ ที่ พณ 0403/18 ลงวันที่ 5 มกราคม 2558 แจ้งผลการตรวจสอบคุณภาพข้าวในสต็อกของรัฐบาลให้ผู้ฟ้องคดี (อ.ต.ก.) ทราบ ซึ่งผลการตรวจวิเคราะห์ปรากฏว่าข้าวหอมมะลิ 100 เปอร์เซ็นต์ ชั้น 2 ที่เก็บรักษาอยู่ในคลังสินค้าห้างหุ้นส่วนจำกัด วุฒิชัยทรานสปอร์ต หลังที่ 1 ทั้งหมด 10 กอง น้ำหนักสุทธิจำนวน 17,955.600 ตัน
จากการทดสอบเบื้องต้น จากการต้ม เมล็ดข้าวที่สุกสมบูรณ์ (ไม่มีไตสีขาวขุ่น) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 92 โดยกองที่ 1 ร้อยละ 70 กองที่ 2 ร้อยละ 44 กองที่ 3 ร้อยละ 70 กองที่ 4 ร้อยละ 60 กองที่ 5 ร้อยละ 70 กองที่ 6 ร้อยละ 42 กองที่ 7 ร้อยละ 65 กองที่ 8 ร้อยละ 70 กองที่ 9 ร้อยละ 20 กองที่ 10 ร้อยละ 52 ข้าวทั้ง ๑๐ กอง จึงเป็นข้าวมีคุณภาพไม่ตรงตามมาตรฐานหรือเป็นข้าวที่ต่ำกว่ามาตรฐานมาก (ข้าวระดับ C) ตามแนวทางที่คณะทำงานตรวจสอบและจัดระดับคุณภาพข้าวในสต็อกของรัฐได้กำหนดไว้
ต่อมา ผู้ฟ้องคดี (อ.ต.ก.) ได้ตกลงขายข้าวหอมมะลิ 100 เปอร์เซ็นต์ ชั้น 2 โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2556/57 ซึ่งเก็บรักษาในคลังสินค้าห้างหุ้นส่วนจำกัด วุฒิชัยทรานสปอร์ต หลังที่ 1 ของผู้ถูกฟ้องคดี ราคาเนื้อข้าวรวมกระสอบตันละ 10,150 บาท ให้แก่บริษัท กรุงไทยพืชผล จำกัด ตามสัญญาซื้อขายข้าวสาร (ครั้งที่ 2/2560)สัญญาที่ 62/2560 ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2560 ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดี (นายคณิน หรือเกรียงศักดิ์) ต้องรับผิดชอบส่วนต่างของราคาข้าวที่ขายได้ กับราคากลางของข้าวหอมมะลิ 100 เปอร์เซ็นต์ ชั้น 2 ตามที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวมีมติในการประชุม ครั้งที่ 1/2558 เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2558
ผู้ฟ้องคดี (อ.ต.ก.) ได้มีหนังสือที่ กษ 2209/3919 ลงวันที่ 5 กันยายน 2561 แจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ราคาข้าวสารที่เสียหาย เป็นเงินจำนวน 745,088,782.33 บาท ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ แต่ไม่สามารถส่งหนังสือดังกล่าว ให้ผู้ถูกฟ้องคดีได้ เนื่องจากไม่มีผู้รับ
ผู้ฟ้องคดี จึงประกาศในหนังสือพิมพ์รายวันสายกลางฉบับวันที่ 17 ถึงวันที่ 19 กันยายน 2561 ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือที่ กษ 2209/0719 ลงวันที่ 4 มีนาคม 2562 แจ้งแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนเงินที่ต้องชดใช้ตามสัญญา โดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหาย
ได้แก่ มูลค่าข้าวเสียหายหรือข้าวเสื่อมคุณภาพ ค่าจ้างสีแปรข้าวเปลือก ค่ากระสอบในการบรรจุข้าวสาร ค่าจ้างกรรมกรในการขนย้ายข้าวสาร ค่าฝากเก็บรักษาข้าวสาร ค่าน้ำหนักข้าวสารสูญหายหรือ ค่าข้าวสารขาดบัญชี รวมทั้งเบี้ยปรับตามสัญญา รวมเป็นเงินจำนวน 2,772,087,710.43 บาท ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากพ้นกำหนดจะต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว
โดยผู้ฟ้องคดีได้ประกาศในหนังสือพิมพ์รายวัน สายกลาง ฉบับวันที่ 18 ถึงวันที่ 20 มีนาคม 2562 แต่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้ชำระเงินดังกล่าวให้แก่ ผู้ฟ้องคดี โดยผู้ฟ้องคดีได้เรียกให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาหันคา ชำระเงินตามสัญญาค้ำประกัน ซึ่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาหันคา ได้ชำระเงินจำนวน 29,700,000 บาท ให้แก่ผู้ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2561
จากข้อเท็จจริงดังกล่าวเห็นได้ว่า เมื่อผลการตรวจวิเคราะห์ข้าวหอมมะลิ 100 เปอร์เซ็นต์ ชั้น 2 ที่เก็บรักษาอยู่ในคลังสินค้าห้างหุ้นส่วนจำกัด วุฒิชัยทรานสปอร์ต หลังที่ 1 จำนวน 10 กอง น้ำหนักสุทธิจำนวน 17,955.600 ตัน เป็นข้าวมีคุณภาพไม่ตรงตามมาตรฐาน หรือเป็นข้าวที่ต่ำกว่ามาตรฐานมาก (ระดับ C) โดยไม่ปรากฏว่าข้าวสารดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพตามปกติ อันเนื่องมาจากการเก็บรักษาตามข้อ 9 ของสัญญาพิพาท
ผู้ถูกฟ้องคดี จึงไม่สามารถส่งมอบข้าวสารคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดีตรงตามคุณภาพ ชนิด ตามที่ได้รับฝากไว้ได้ ตามข้อ 3.2 ของสัญญาพิพาท อันเป็นการกระทำผิดสัญญาตามข้อ 6 วรรคหนึ่ง ของสัญญาพิพาท โดยผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น
โดยชดใช้ข้าวสารตามชนิด ปริมาณ และคุณภาพอย่างเดียวกันกับข้าวสารที่ผู้ฟ้องคดี (อ.ต.ก.) นำไปฝากคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดี หรือชดใช้ ราคาข้าวสารที่ทอนจากราคารับจำนำข้าวเปลือกโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2556/57 หรือราคาข้าวสารเฉลี่ยของกรมการค้าภายใน และสมาคมโรงสีข้าวไทยแล้วแต่ในราคาใดจะสูงกว่า ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 6 วรรคสอง ของสัญญาพิพาท
เมื่อผู้ฟ้องคดี (อ.ต.ก.) ได้ทำสัญญาซื้อขายข้าวสาร กับบริษัท กรุงไทยพืชผล จำกัด ตามสัญญาซื้อขายข้าวสาร (ครั้งที่ 2/2560) สัญญาที่ 62/2560 ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2560 โดยมีข้าวหอมมะลิ 100 เปอร์เซ็นต์ ชั้น 2 ในคลังสินค้า ห้างหุ้นส่วนจำกัด วุฒิชัยทรานสปอร์ต หลังที่ 1 จำนวน 179,556 กระสอบ ปริมาณน้ำหนัก รวมกระสอบจำนวน 18,153.1116 ตัน ราคารวมกระสอบตันละ 10,150 บาท รวมเป็นเงิน จำนวน 184,254,082.74 บาท
จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีไม่ประสงค์ให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ ข้าวหอมมะลิ 100 เปอร์เซ็นต์ ชั้น 2 จำนวน 18,153.1116 ตัน คืนให้แก่ผู้ฟ้องคดี แต่ประสงค์ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ราคาข้าวสารแทน ตามข้อ 6 วรรคสอง ของสัญญาพิพาท ซึ่งราคาข้าวสารที่ทอนจากราคารับจำนำข้าวเปลือก โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2556/57 ราคาตันละ 40,506.32911 ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าราคาข้าวสารเฉลี่ยของกรมการค้าภายใน และสมาคมโรงสีข้าวไทย
ผู้ถูกฟ้องคดีจึงต้องชดใช้ราคาข้าวสารที่ฝากเก็บซึ่งเสื่อมคุณภาพ จำนวน 17,955.60 ตัน คิดเป็นเงินจำนวน 727,315,442.96 (40,506.32911 x 17,955.60) และเมื่อผู้ฟ้องคดีได้ขายข้าวหอมมะลิ 100 เปอร์เซ็นต์ ชั้น 2 ในคลังสินค้าห้างหุ้นส่วนจำกัด วุฒิชัยทรานสปอร์ต หลังที่ 1 จำนวน 179,556 กระสอบ โดยมีปริมาณน้ำหนัก รวมกระสอบจำนวน 18,153.1116 ตัน ราคารวมกระสอบตันละ 10,150 บาท รวมเป็นเงิน จำนวน 184,254,028.74 บาท ให้แก่บริษัท กรุงไทยพืชผล จำกัด ตามสัญญาซื้อขายข้าวสาร (ครั้งที่ 2/2560) สัญญาที่ 62/2560 ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2560
กรณีจึงต้องนำมูลค่า ข้าวหอมมะลิ 100 เปอร์เซ็นต์ ชั้น 2 ที่ขายได้ไปหักออกจากค่าเสียหายกรณีข้าวเสื่อมคุณภาพ เมื่อนำราคาประมูลขายข้าวสารปริมาณ 17,955.60 ตัน ราคาตันละ 10,150 บาท มูลค่าขาย จำนวน 182,249,340 บาท (17,955.60 x 10,150) มาหักออกจากมูลค่าความเสียหาย จำนวน 727,315,442.96 บาท คงเหลือค่าเสียหายจำนวน 545,066,102.96 บาท
และเมื่อผู้ฟ้องคดีได้ใช้สิทธิตามข้อ 22.1 ของสัญญาพิพาท เรียกให้ธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร สาขาหันคา ชำระเงินตามสัญญาค้ำประกัน ซึ่งธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร สาขาหันคา ได้ชำระเงินจำนวน 29,700,000 บาท ให้แก่ผู้ฟ้องคดีแล้ว จึงนำเงินจำนวนดังกล่าวมาหักออกจากค่าเสียหาย คงเหลือค่าเสียหายจำนวน 515,366,102.96 บาท (545,066,102.96 - 29,700,000) อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีจึงฟังขึ้น” คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขดำที่ อ.134/2565 คดีหมายเลขแดงที่ อ.201/2569 ระบุ
รายงานข่าวแจ้งว่า ในระหว่างการพิจารณาคดีนี้ ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่ง ลงวันที่ 21 พ.ย.2565 คดีหมายเลขแดงที่ ล.6350/2565 ให้พิทักษ์ทรัพย์ผู้ถูกฟ้องคดี (นายคณิน หรือเกรียงศักดิ์ ภัทรไชยะอนันต์ หรือลี้ตระกูล) ในคดีนี้ และต่อมาเมื่อวันที่ 2 พ.ค.2566 ได้มีคำพิพากษาให้ล้มละลาย ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำสั่ง ลงวันที่ 13 ธ.ค.2566 เรียกเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้ามาดำเนินคดีแทนผู้ถูกฟ้องคดี และมีคำสั่ง ลงวันที่ 25 ธ.ค.2566 ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของผู้ถูกฟ้องคดีทำคำแก้อุทธรณ์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของผู้ถูกฟ้องคดี ไม่ได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์
ดั้งนั้น แม้ว่าศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาให้ อ.ต.ก. ชนะคดีข้าวเสื่อมคุณภาพ และมีคำสั่งให้ นายคณิน หรือเกรียงศักดิ์ ภัทรไชยะอนันต์ หรือลี้ตระกูล คู่สัญญากับ อ.ต.ก. ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้ อ.ต.ก. เป็นเงิน 542,052,183.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตรา 7.5% ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 515,366,102.95 บาท แต่เนื่องจากศาลล้มละลายกลางได้มีคำพิพากษาให้นายคณิน หรือเกรียงศักดิ์ เป็นบุคคลล้มละลาย ทำให้ อ.ต.ก. อาจไม่ได้รับเงินชดใช้ค่าเสียหายในคดีนี้คืนทั้งหมด


Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา