
เปิดโครงสร้างงบปี 70 สัดส่วนรายจ่ายประจำพุ่งแตะ 73.3% เพิ่มจากปีก่อนที่มีสัดส่วน 70.2% ขณะที่ ‘งบลงทุน’ ลดลง 7.3 หมื่นล้าน หดตัว 8.6% พบขาดดุลงบฯ 3.8% ต่อจีดีพี แต่ช่วยดันเศรษฐกิจปี 70 โตแค่ 2.2%
..................................
จากกรณีที่เมื่อวันที่ 28 เม.ย.ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 จำนวน 3,788,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2569 (วงเงิน 3,780,600 ล้านบาท) เป็นจำนวน 7,400 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2% จากปีก่อน ทั้งนี้ กรอบงบประมาณยังคงอยู่ภายใต้หลักวินัยการเงินการคลัง นั้น (อ่านประกอบ : ขาดดุลฯ 7.88 แสนล้าน! ครม.เคาะกรอบงบปี 70 วงเงิน 3.788 ล้านล้าน เพิ่มจากปีก่อน 0.2%)
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า สำหรับวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 มีโครงสร้างงบประมาณรายจ่าย ประกอบด้วยประมาณการรายจ่าย ดังนี้
1.รายจ่ายประจำ จำนวน 2,777,441.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ.2569 จำนวน 122,799.7 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.6 และคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 73.3 ของวงเงินงบประมาณรวม เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 70.2
2.รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 71,038.1 ล้านบาท ลดลงจากปีงบประมาณ พ.ศ.2569 จำนวน 52,503 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 42.5 และคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 1.9 ของวงเงินงบประมาณรวม ลดลงจากปีงบประมาณ พ.ศ.2569ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 3.3
3.รายจ่ายลงทุน จำนวน 788,000 ล้านบาท ลดลงจากปีงบประมาณ พ.ศ.2569 จำนวน 73,736.3 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 8.6 และคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20.8 ของวงเงินงบประมาณรวม ลดลงจากปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 22.4
4.รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ จำนวน 151,520 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ.2569 จำนวน 320 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 และคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 4.0 ของวงเงินงบประมาณรวม เท่ากับปีงบประมาณ พ.ศ.2569
สำหรับรายได้สุทธิ มีจำนวน 3,000,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ.2569 จำนวน 79,400 ล้านบาท โดยเป็นงบประมาณขาดดุล จำนวน 788,000 ล้านบาท ลดลงจากปีงบประมาณ พ.ศ.2559 จำนวน 72,000 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 8.4 และคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 3.8 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ลดลงจากปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 4.3
ทั้งนี้ ในการกำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ดังกล่าว รัฐบาลตั้งสมมติฐานทางเศรษฐกิจว่า เศรษฐกิจไทยปี 2570 มีแนวโน้มที่จะขยายตัวในช่วงร้อยละ 1.7-2.7 (ค่ากลางร้อยละ 2.2) ปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อนหน้า ตามแนวโน้มการฟื้นตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจและการค้าโลก ซึ่งจะช่วยสนับสนุนภาคการส่งออกสินค้าและบริการ ขณะเดียวกัน อุปสงค์ภายในประเทศทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนยังคงมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงจากความยืดเยื้อของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของการดำเนินมาตรการทางการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก ประกอบกับแนวโน้มความผันผวนของตลาดการเงินและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ
สำหรับอัตราเงินเฟ้อในปี 2570 คาดว่าจะอยู่ในช่วงร้อยละ 1.0-2.0 (ค่ากลางร้อยละ 1.5) และดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มเกินดุลร้อยละ 2.2 ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ


ส่วนประมาณการรายได้รัฐบาลนั้น ปีงบประมาณ พ.ศ.2570 คาดว่ารัฐบาลจะจัดเก็บรายได้รวม จำนวน 3,584,300 ล้านบาท เมื่อหักการคืนภาษีของกรมสรรพากร อากรถอนคืนกรมศุลกากร การจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด การกันเงินเพื่อชดเชยภาษีสำหรับสินค้าส่งออก
และการจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตาม พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม คงเหลือรายได้สุทธิ จำนวน 3,000,000 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการรายได้สุทธิปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ตามเอกสารงบประมาณที่กำหนดไว้ จำนวน 2,920,600 ล้านบาท เป็นจำนวน 79,400 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7
นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม.มอบหมายให้หน่วยรับงบประมาณดำเนินการตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ว่า การจัดทำคำขอตั้งงบประมาณจะต้องตรงเป้า แม่นยำ (Precisely Targeted Budgeting) สามารถตอบโจทย์นโยบาย 10 พลัสของรัฐบาล และแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อนของประชาชน โดยให้ความสำคัญกับการปรับวิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นในทรัพยากรที่น้อยลง เพื่อผลักดันไปสู่การปรับโครงสร้างของประเทศให้สามารถตอบสนองต่อความท้าทายต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน ขอให้หน่วยรับงบประมาณจัดทำคำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายเพิ่มขึ้นไม่เกินร้อยละ 20 ของปีที่ผ่านมา ส่วนที่เพิ่มจะต้องเป็นรายจ่ายลงทุน รวมทั้งยึดหลักความคุ้มค่า (Value for Money: VfM และหลักงบประมาณฐานศูนย์ (Zero -based Budgeting) โดยไม่ยึดติดกับฐานงบประมาณเดิม แต่ให้พิจารณาจากความจำเป็น ความเร่งด่วน และความเหมาะสมของสถานการณ์เป็นสำคัญ รวมทั้ง เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน
ทั้งนี้ ให้หน่วยงานพิจารณาปรับลดงบประมาณและพิจารณาดำเนินการ ดังนี้ 1) ขอให้ชะลอการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ 2.) เสนอของบลงทุนเท่าที่จำเป็น โดยเฉพาะเส้นทางคมนาคม ให้เน้นซ่อมบำรุง เส้นทางเดิมมากกว่าขยายเส้นทางใหม่ 3.) งบประมาณของกลุ่มจังหวัด ให้งดตั้งงบประมาณเพื่อการพัฒนาถนนและแหล่งน้ำ เพื่อลดความซ้ำซ้อนของพื้นที่ดำเนินการ สำหรับงบประมาณของจังหวัดจะมีการพิจารณาจัดสรรงบประมาณ ให้เป็นไปตามกฎหมาย เท่าที่จำเป็น
4.) ให้ปรับลดคำขอตั้งงบประมาณเกี่ยวกับการศึกษาดูงาน โดยเฉพาะการไปดูงานต่างประเทศจนกว่าสถานการณ์ด้านพลังงานจะคลี่คลาย 5.) ให้ปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น โดยการทำ สัญญาเช่าหรือซื้อรถยนต์มาใช้ในราชการ ให้ดำเนินการจัดหารถยนต์ EV รวมทั้งขอให้หน่วยงานติดตั้ง Solar Rooftop ในทุกพื้นที่ที่สามารถทำได้ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero
และ 6) ให้พิจารณานำเงินนอกงบประมาณ เงินรายได้ และเงินสะสม มาใช้ในการดำเนินภารกิจเป็นลำดับแรก รวมทั้งพิจารณาแหล่งเงินอื่นในการดำเนินโครงการภาครัฐ อาทิ เงินกู้ การร่วมลงทุน ระหว่างรัฐและเอกชน (Public Private Partnership: PPP) การระดมทุนผ่านกองทุนเพื่อการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐาน และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund: TFFIF) เพื่อลดภาระงบประมาณของประเทศ
อ่านประกอบ :
ขาดดุลฯ 7.88 แสนล้าน! ครม.เคาะกรอบงบปี 70 วงเงิน 3.788 ล้านล้าน เพิ่มจากปีก่อน 0.2%
ที่ประชุม 4 หน่วยงาน เคาะกรอบงบ 70 วงเงิน 3.788 ล้านล.-‘เอกนิติ’เผยคงเพดานหนี้สาธารณะ 70%

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา