
‘ศาลปกครองสูงสุด’ พิพากษายืนคำสั่งปลด ‘คณบดี’ ม.เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ออกจากราชการ อนุมัติเบิก ‘ค่าศึกษาดูงาน’ ไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริง อ้างคืนเงินแล้ว แต่ลบล้างการกระทำความผิดไม่ได้
.....................................
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้ ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.1259/2566 คดีหมายเลขแดงที่ อ.10/2569 ระหว่าง นาย ว. อดีตคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร กับพวกรวม 2 ราย คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
โดยคดีนี้ ศาลปกครองสูงสุด พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ว่า การที่อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) มีคำสั่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ที่ 883/2561 ลงวันที่ 4 ก.ย.2561 ลงโทษปลด นาย ว. (ผู้ฟ้องคดี) ออกจากราชการ เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว และการที่คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์และร้องทุกข์ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) มีคำวินิจฉัยที่ อ. 1/2562 ลงวันที่ 15 ม.ค.2562 ยกอุทธรณ์ของนาย ว. จึงชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน
“…ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ขณะที่ผู้ฟ้องคดี (นาย ว.) ดำรงตำแหน่งคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครนั้น คณะวิศวกรรมศาสตร์ได้จัดทำโครงการพัฒนาบุคลากรสายสนับสนุนด้านการจัดการและพัฒนาคณะวิศวกรรมศาสตร์ และไปศึกษาดูงาน ณ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดอุดรธานี และจังหวัดหนองคาย ระหว่างวันที่ 5 ถึงวันที่ 8 กรกฎาคม 2559 ซึ่งผู้ฟ้องคดีในฐานะคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้มีคำสั่งอนุมัติให้บุคลากร จำนวน 70 คน เข้าร่วมโครงการ และอนุมัติให้เปลี่ยนวิธีการเดินทางจากเดิมที่กำหนดให้เดินทางโดยรถโดยสารปรับอากาศ เป็นให้เดินทางโดยเครื่องบิน
ต่อมา ผู้ฟ้องคดี ได้มีหนังสือ ที่ บค.พิเศษ/2559 ลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2559 แจ้งบุคลากรในสังกัดคณะวิศวกรรมศาสตร์ว่า ถ้าผู้ใดติดราชการไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ให้แจ้งผู้ฟ้องคดี ภายในวันที่ 3 มิถุนายน 2559 หากเกินกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว ผู้ที่ไม่ไปเข้าร่วมโครงการจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเป็นการส่วนตัว ซึ่งมีบุคลากรทำหนังสือขออนุญาตไม่ไปเข้าร่วม โครงการจำนวน 8 คน ประกอบด้วย...
นอกจากนั้น ผู้ฟ้องคดีได้มอบหมายให้นาย ส. ตำแหน่งรองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา เข้าร่วมโครงการอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง ระบบการบริหารข้ามสายงาน รุ่นที่ 1 ระหว่างวันที่ 8 ถึงวันที่ 9 กรกฎาคม 2559 ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพมหานคร นาย ส. จึงไม่สามารถเข้าร่วมโครงการดังกล่าวได้
ต่อมา ผู้ฟ้องคดี ในฐานะคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร) ให้มีอำนาจหน้าที่ในการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ได้ปฏิบัติราชการแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยทำสัญญาจ้างบริษัท ศรีไทยเดิม มีเดีย จำกัด ให้เป็นผู้จัดโครงการดังกล่าว ในจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 70 คน ราคาคนละ 9,850 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 689,500 บาท ตามราคาค่าใช้จ่ายต่อคนที่ได้เดินทาง ทั้งนี้ ตามข้อตกลงจ้าง เลขที่ ผปย. 17/2559 ลงวันที่ 24 มิ.ย.2559
และในการดำเนินโครงการดังกล่าว ปรากฏข้อเท็จจริงอีกว่า ได้มีบุคลากรที่ไม่ไปร่วมโครงการและไม่ได้ขออนุญาตเป็นหนังสืออีก 1 ราย... ทำให้มีบุคลากรที่ไม่ได้ไปเข้าร่วมโครงการและไม่ได้ไปศึกษาดูงานทั้งสิ้น จำนวน 10 คน
เมื่อการไปศึกษาดูงานเสร็จสิ้นลงแล้ว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ป. ในฐานะประธานกรรมการตรวจรับพัสดุ ได้ตรวจสอบพบว่า มีการลงชื่อผู้เข้าร่วมโครงการเกินกว่าจำนวนคนที่เดินทางจริง ทำให้จำนวนบุคลากรที่เข้าร่วมโครงการไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริง จึงมีหนังสือลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2559 ถึงหัวหน้างานพัสดุ ชี้แจงเหตุผลของการไม่สามารถตรวจรับโครงการได้ พร้อมทั้งแจ้งให้ปรับปรุงแก้ไขข้อมูลให้ตรงกับข้อเท็จจริง
และเมื่อมีการรายงานเรื่องดังกล่าวให้ผู้ฟ้องคดีทราบ ผู้ฟ้องคดีได้มีคำสั่งแต่งตั้งนาย ค. ให้ทำหน้าที่ประธานกรรมการตรวจรับพัสดุแทนผู้ช่วยศาสตราจารย์ ป. และต่อมา นาย ค. ในฐานะประธานกรรมการตรวจรับพัสดุที่ได้รับแต่งตั้งขึ้นใหม่ ได้ทำการตรวจรับงาน
ผู้ฟ้องคดี จึงได้ขออนุมัติเบิกจ่ายเงินค่าจ้างจัดทำโครงการดังกล่าวให้แก่บริษัท ศรีไทยเดิม มีเดีย จำกัด ผู้รับจ้าง เต็มตามจำนวนบุคลากรผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 70 คน เป็นเงินค่าจ้างจำนวน 689,500 บาท แต่เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบหลักฐานการลงชื่อแล้ว พบว่ามีผู้ลงชื่อเข้าร่วมโครงการเพียง 68 คน จึงอนุมัติให้เบิกจ่ายเงินค่าจ้างจัดทำโครงการตามจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ จำนวน 68 คน
แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า มีบุคลากรที่เข้าร่วมโครงการจริงเพียง 60 คน การที่ผู้ฟ้องคดีอนุมัติเบิกจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่บริษัท ศรีไทยเดิม มีเดีย จำกัด ผู้รับจ้าง ดังกล่าว จึงเกินกว่าจำนวนบุคลากรที่ต้องจ่ายจริงรวม 8 คน คิดเป็นเงินจำนวน 76,000 บาท
ซึ่งเห็นได้ว่า เมื่อผู้ฟ้องคดีได้รับทราบข้อมูลบุคลากรที่ไม่ไปเข้าร่วมโครงการ จำนวน 9 คน ตั้งแต่ก่อนทำสัญญาจ้างกับบริษัท ศรีไทยเดิม มีเดีย จำกัดแล้ว แต่ผู้ฟ้องคดียังได้ทำสัญญาจ้างบริษัท ศรีไทยเดิม มีเดีย จำกัด โดยระบุจำนวนบุคลากรที่เข้าร่วมโครงการเต็มจำนวน 70 คน ในจำนวนเงินค่าจ้างจำนวน 689,500 บาท จึงเป็นการทำสัญญาจ้างที่ไม่ตรงกับจำนวนบุคลากรที่ไปเข้าร่วมโครงการจริง
ประกอบกับเมื่อเสร็จสิ้นการดำเนินการตามโครงการดังกล่าวแล้ว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ป. ในฐานะประธานกรรมการตรวจรับพัสดุ ได้ตรวจสอบสภาพการจ้างแล้ว พบว่าจำนวนบุคลากรที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าวไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริง ผู้ฟ้องคดีได้มีคำสั่งเปลี่ยนประธานกรรมการตรวจรับพัสดุจากผู้ช่วยศาสตราจารย์ ป. เป็นนาย ค. ตามคำสั่งคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ที่ 181/2559 ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2559
ซึ่งปรากฏหลักฐานว่า เป็นการทำคำสั่งเปลี่ยนประธานกรรมการตรวจรับพัสดุย้อนหลังไปก่อนวันทำสัญญาจ้างกับบริษัท ศรีไทยเดิม มีเดีย จำกัด ที่ทำขึ้นในวันที่ 24 มิถุนายน 2559 อันแสดงให้เห็นเจตนาพิเศษที่ต้องการตรวจรับงานโครงการว่า ส่งมอบงานครบถ้วนตามสัญญาแล้ว และทำให้มีการเบิกจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่บริษัท ศรีไทยเดิม มีเดีย จำกัด ผู้รับจ้างเกินกว่าจำนวนบุคลากรที่ต้องจ่ายจริงรวม 8 คน คิดเป็นเงินจำนวน 76,000 บาท ซึ่งเป็นการกระทำที่มีลักษณะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบด้วยกฎหมายและก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงให้แก่ราชการ
ส่วนการที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า บริษัท ศรีไทยเดิม มีเดีย จำกัด ได้นำเงินมาคืนแก่มหาวิทยาลัยเป็นเงินจำนวน 34,235.75 และบุคลากรที่ไม่ได้ไปเข้าร่วมโครงการจำนวน 8 คน ได้นำเงินมาคืนแก่มหาวิทยาลัยคนละ 9,353.83 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 74,830.64 บาท แล้ว ทางราชการจึงไม่ได้รับความเสียหาย นั้น
เห็นว่า เมื่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ฟ้องคดี เป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย และก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงให้แก่ราชการ อันเป็นการกระทำความผิดที่สำเร็จตามกฎหมายแล้ว การที่บริษัท ศรีไทยเดิม มีเดีย จำกัด กับบุคลากรที่ไม่ได้ไปเข้าร่วมโครงการจำนวน 8 คน ได้นำเงินมาคืนแก่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครในระหว่างการดำเนินการทางวินัยผู้ฟ้องคดี และเป็นเวลาภายหลังจากการกระทำความผิดทางวินัยสำเร็จลงแล้ว จึงมิใช่เหตุอันอาจจะลบล้างการกระทำความผิดทางวินัยที่ทำสำเร็จลงแล้วได้
ด้วยเหตุผลดังกล่าว การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร) มีคำสั่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ที่ 883/2561 ลงวันที่ 4 กันยายน 2561 ลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ เนื่องจากเห็นว่าผู้ฟ้องคดีมีพฤติการณ์กระทำผิดทางวินัยฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยประมาทเลินเล่อ ขาดการเอาใจใส่ระมัดระวัง รักษาประโยชน์ของทางราชการ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง อันเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามมาตรา 39 วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 จึงชอบด้วยกฎหมาย
ส่วนกรณีที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า พยานบุคคลที่ให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสอบสวนเป็นบุคคลที่มีเหตุโกรธเคืองกับผู้ฟ้องคดีจำนวน 5 ราย ได้แก่ (1) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ป. (2) นางสาว น. (3) นาง ร. (4) นางสาว ท. และ (5) นาง ก. การให้ถ้อยคำของพยานบุคคลดังกล่าวไม่อาจนำมารับฟังได้ นั้น
เห็นว่า คณะกรรมการสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง โดยมีพยานบุคคล จำนวน 25 ราย พยานเอกสาร จำนวน 23 รายการ ซึ่งพยานบุคคลที่ผู้ฟ้องคดียกขึ้นอ้างดังกล่าว เป็นเพียงพยานบุคคลส่วนหนึ่ง ซึ่งจะต้องรับฟังควบคู่ไปกับพยานบุคคลรายอื่นและพยานเอกสารอื่นประกอบกัน
นอกจากนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ว. ตำแหน่งรองคณบดีฝ่ายบริหาร ผู้ร่วมจัดทำโครงการ และเป็นผู้ถูกกล่าวหาร่วมกับผู้ฟ้องคดี ก็ได้ให้ถ้อยคำสอดคล้องกับพยานบุคคลดังกล่าว และถือเป็นการให้ถ้อยคำของประจักษ์พยานที่มีความเชื่อมโยงเป็นแนวทางเดียวกันว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้สั่งการให้ นางสาว น. นำใบลงชื่อไปให้บุคลากรที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการลงลายมือชื่อว่าเข้าร่วมโครงการ เพื่อเบิกจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่ผู้รับจ้าง ซึ่งต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ก็ได้มีคำสั่งลงโทษปลดผู้ช่วยศาสตราจารย์ ว. ออกจากราชการเช่นเดียวกับผู้ฟ้องคดี
การรับฟังพยานหลักฐานของคณะกรรมการสอบสวนดังกล่าว จึงไม่ปรากฏ เหตุของการใช้ดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใดข้ออ้างของผู้ฟ้องคดี จึงไม่อาจรับฟังได้
เมื่อได้วินิจฉัยข้างต้นแล้วว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ที่ 883/2561 ลงวันที่ 4 กันยายน 2561 ลงโทษปลดผู้ฟ้องคดี ออกจากราชการ เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์และร้องทุกข์) มีคำวินิจฉัยที่ อ. 1/2562 ลงวันที่ 15 มกราคม 2562 ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีโดยอาศัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างเดียวกัน จึงชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีจึงฟังไม่ขึ้น
การที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน” คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขดำที่ อ.1259/2566 คดีหมายเลขแดงที่ อ.10/2569 ระบุ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา