
‘อนุทิน’ ชี้เลิก MOU44 ไม่เกี่ยวปัญหาชายแดน ยืนยันเลิกเพราะเป็นการปรับนโยบาย ด้านโฆษกฯเผยเตรียมเจรจาให้ใช้แนว UNCLOS ร่วมกันแทน
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจ MOU 44 โดยยืนยันชัดเจนว่า การตัดสินใจดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา แต่เป็นการปรับแนวนโยบายตามความเหมาะสม หลังจากข้อตกลงดังกล่าวดำเนินมายาวนานกว่า 25 ปี โดยยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่เป็นรูปธรรมได้
นายกรัฐมนตรีระบุว่า จากนี้ประเทศไทยจะพิจารณาใช้กรอบทางกฎหมายสากล เช่น อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล เป็นหลักอ้างอิงในการเจรจา เนื่องจากทั้งไทยและกัมพูชาเป็นภาคีร่วมกัน ซึ่งจะช่วยสร้างมาตรฐานกลางในการหารือครั้งใหม่แทนกรอบเดิม
เมื่อถูกถามถึงความเห็นของ ฮุน เซน ที่กังวลว่าการยกเลิก MOU 44 อาจเพิ่มความตึงเครียด นายอนุทินกล่าวว่า เป็นมุมมองของฝ่ายกัมพูชา พร้อมย้ำว่า ขณะนี้ยังไม่มีการเจรจาใด ๆ เกิดขึ้น และประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “บริบทใหม่” ที่ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับกรอบเดิมอีกต่อไป
สำหรับแนวทางในอนาคต นายกรัฐมนตรีอธิบายว่า MOU 44 เดิมมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดการแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรใต้ทะเล ดังนั้น หากจะมีการหารือกันใหม่ ก็อาจต้องจัดทำข้อตกลงรูปแบบใหม่ขึ้นมาแทน โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้ชื่อหรือกรอบเดิม พร้อมระบุว่าการยกเลิกจะมีผลเมื่อมีการแจ้งอย่างเป็นทางการไปยังคู่สัญญา
ในประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นายอนุทินกล่าวว่า ในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่ ฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 7–9 พฤษภาคมนี้ มีโอกาสพบกับ ฮุน มาเนต อยู่แล้ว ซึ่งการพบปะหารือถือเป็นเรื่องปกติ และยืนยันว่ารัฐบาลไทยจะยึดหลัก “ไทยแลนด์เฟิร์ส” โดยจะไม่ดำเนินการใด ๆ ที่ทำให้ประเทศเสียประโยชน์
ส่วนสถานการณ์ชายแดน นายกรัฐมนตรีระบุว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงยังคงติดตามและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยมีการประสานงานกับกองทัพอย่างต่อเนื่อง และประเมินว่าสถานการณ์โดยรวมยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ และมีแนวโน้มดีขึ้น ไม่มีประเด็นน่ากังวลในขณะนี้
@ปรับไปใช้ UNCLOS
ด้านนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มีมติยกเลิกบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน หรือ MOU 44 โดยมีมติให้ปรับแนวทางไปใช้กลไกกฎหมายระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) เป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินการ เพื่อยกระดับการคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับข้อเสนอและการให้ข้อมูลของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ได้ชี้แจงถึงความจำเป็นในการปรับกรอบการดำเนินการให้ทันต่อสถานการณ์ และยึดโยงกับกฎหมายสากลที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า การยกเลิก MOU 44 เป็นการ “ปรับกรอบ” ความร่วมมือ มิใช่การยุติความสัมพันธ์หรือการยุติเจรจา โดยไทยยังคงเดินหน้าพูดคุยกับกัมพูชา แต่เปลี่ยนมาใช้กลไกภายใต้ UNCLOS ซึ่งมีความชัดเจน ครบถ้วย และเป็นระบบมากยิ่งขึ้น เพื่อให้การแก้ไขปัญหาพื้นที่ทางทะเลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ MOU 44 เดิม มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแนวทางบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลร่วมกันในพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยกับกัมพูชา อย่างไรก็ดี ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ยังไม่ปรากฏความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม จึงมีความจำเป็นต้องทบทวนและปรับเปลี่ยนแนวทาง เพื่อให้การดำเนินการในระยะต่อไปเกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน และสอดคล้องกับผลประโยชน์ของประเทศไทย
โฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยยังคงยึดมั่นในหลักการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และพร้อมใช้กระบวนการภายใต้ UNCLOS ซึ่งครอบคลุมทั้งข้อกฎหมายและแนวปฏิบัติในการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างรัฐภาคี โดยเฉพาะการกำหนดให้กรณีอ้างสิทธิทับซ้อน ต้องใช้การเจรจาหารือเป็นแนวทางหลัก
นอกจากนี้ ไทยได้แจ้งไปยังกัมพูชาในระดับไม่เป็นทางการแล้ว และจะดำเนินการแจ้งอย่างเป็นทางการต่อไป พร้อมทั้งเตรียมทาบทามให้ใช้กรอบ UNCLOS ร่วมกันในการเจรจา ขณะเดียวกัน รัฐบาลอยู่ระหว่างการจัดตั้งคณะกรรมการด้านเทคนิคและกฎหมาย เพื่อรองรับการดำเนินการภายใต้กรอบใหม่อย่างเป็นระบบและรอบด้าน
“การเปลี่ยนผ่านจาก MOU 44 ไปสู่กรอบ UNCLOS เป็นการยกระดับเครื่องมือในการเจรจา บนพื้นฐานของกฎหมายสากลที่ไทยยึดถือมาโดยตลอด ไม่ใช่การยุติความร่วมมือ ไทยยังคงเดินหน้าการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ โดยยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ และมุ่งให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา