
‘นักเศรษฐศาสตร์’ ชี้ทางรัฐบาลหารายได้ 4 แสนล. ไม่ต้อง‘กู้’ แนะเดินหน้าปฏิรูปภาษี ระบุ ‘หน่วยงานรัฐ’ มีข้อมูลครบถ้วนแล้ว รอ ‘การเมือง’ ตัดสินใจ ขณะที่ ‘ทวี’ จี้แก้ความไม่ชอบธรรมเชิงโครงสร้าง-ลดเอื้อ ‘กลุ่มทุนผูกขาด’ หวั่นกู้ 2 แสนล้าน ลงทุน ‘พลังงานสะอาด’ สุดท้ายอาจเป็นแค่การ ‘เปลี่ยนมือผู้ผูกขาด’
...........................................
เมื่อวันที่ 13 พ.ค. รศ.ดร.ทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยแพร่บทความเรื่อง ‘ถ้าไม่กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ประเทศจะหารายได้มาจากไหน?’ โดยมีเนื้อหาว่า การกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เมื่อเทียบกับ GDP ไทยประมาณ 18.97 ล้านล้านบาท จะคิดเป็นราว 2.1% ของ GDP ซึ่งถือว่าเป็นมาตรการขนาดใหญ่พอมีนัยต่อเศรษฐกิจมหภาค เพื่อเป้าหมายเพิ่มให้ GDP โตขึ้นอีก 0.8% โดยหากกู้เต็มจำนวนจะทำให้หนี้สาธารณะไทยเพิ่มขึ้นอีกราว 3% ของ GDP ทำให้เข้าใกล้เพดานหนี้สาธารณะ 70%
ทั้งนี้ ในระยะสั้นเม็ดเงินดังกล่าว สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการลงทุนได้ โดยเฉพาะหากนำไปใช้กับโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี หรือโครงการที่เพิ่มผลิตภาพของประเทศ แต่ในระยะยาวผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับคุณภาพของการใช้จ่าย เพราะแม้การกู้จะช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ แต่ก็ทำให้ภาระดอกเบี้ยและข้อจำกัดทางการคลังในอนาคตเพิ่มขึ้นเช่นกัน อีกทั้งการกู้เงินในประเทศเป็นหลัก จะทำให้เกิด Crowding out effect คือ รัฐบาลกู้เงินแข่งกับภาคเอกชน ทำให้เงินกู้เอกชนมีจำกัดและมีต้นทุนการกู้เงินของเอกชนเพิ่มสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม การกู้เงินครั้งนี้น่าจะผ่านความเห็นชอบทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ตลอดจนคณะกรรมการกลั่นกรองนโยบายการใช้เงินกู้ ซึ่งมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน
“คำถามพื้นฐาน คือ หากประเทศไทยไม่กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แล้วเราจะหาแหล่งรายได้มาจากไหน คำตอบในเชิงเทคนิคมีชัดเจนอยู่แล้ว เพราะรัฐมีเมนูมาตรการอยู่ในมือครบถ้วน และตัวเลขประมาณการรายได้ก็ชัดเจน จากเอกสารศึกษาของหน่วยงานเศรษฐกิจแห่งหนึ่ง สามารถจัดเก็บช่วงปี 2566–2570 ที่รวมแล้วแตะราว 4 แสนล้านบาท ประเด็นจึงไม่ใช่ไม่รู้จะเก็บจากไหน แต่เป็นจะเลือกเก็บอย่างไร และเมื่อใด” รศ.ดร.ทีปกร ระบุ
ส่วนในระยะสั้นถึงกลาง ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) คือ แหล่งรายได้ที่ทรงพลังที่สุด การปรับอัตราเพียงเล็กน้อยสามารถสร้างรายได้ระดับหลายหมื่นถึงแสนล้านบาท สะท้อนว่าฐานภาษีการบริโภคของไทยกว้างและจัดเก็บได้มีประสิทธิภาพ แต่ข้อจำกัดก็คือ ภาษีทางอ้อมมีลักษณะถอยหลัง (regressive) กระทบครัวเรือนรายได้น้อยมากกว่ารายได้สูง หากรัฐพึ่งพา VAT เป็นแกนหลักโดยไม่ออกแบบมาตรการชดเชยที่เพียงพอ ย่อมถูกตั้งคำถามในด้านความเป็นธรรม
รศ.ดร.ทีปกร ระบุว่า ในขณะที่ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (PIT) และภาษีนิติบุคคล (CIT) ยังมีพื้นที่นโยบายอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นการขยายฐานภาษี การทบทวนค่าลดหย่อนที่กระจัดกระจาย การรวมรายได้จาก capital gains เข้าฐานภาษี การปรับอัตราสำหรับรายได้สูง หรือการจำกัดการนำผลขาดทุนมาหักในอนาคต (loss carry forward) มาตรการเหล่านี้ช่วยเพิ่มรายได้และยกระดับความก้าวหน้า (progressivity) ของระบบภาษี
แต่ในทางปฏิบัติให้รายได้ค่อยเป็นค่อยไป และเผชิญแรงต้านทางการเมืองอันทรงพลัง รวมทั้งเราเห็นกรณี “ไม่รับเงินสด” ของร้านดังหรือย่านคนจีน อันอาจจะเป็นช่องทางทุจริตของระบบการประเมินและจัดเก็บภาษี
อีกเสาหลักคือ ภาษีสรรพสามิต ซึ่งสามารถใช้ทั้งเพื่อหารายได้และกำหนดพฤติกรรม จากพลังงาน สุรา ยาสูบ ไปจนถึงภาษีสิ่งแวดล้อม เช่น ความเค็มหรือบรรจุภัณฑ์พลาสติก กลุ่มนี้ให้รายได้ระดับค่อนข้างน้อยถึงปานกลาง แต่มีข้อดีเชิงนโยบายสาธารณะ (positive externalities on health/environment) อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาภาษีพลังงานต้องระวังผลกระทบค่าครองชีพและต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจปัจจุบัน
นอกจากนี้ ยังมีรายได้ที่รั่วไหลที่สามารถดึงกลับมาเข้าระบบได้ เช่น VAT จากสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำ ภาษีธุรกรรมทางการเงิน การจัดเก็บจากเศรษฐกิจดิจิทัล และการปิดช่องว่างภาษีของธุรกิจข้ามชาติ มาตรการเหล่านี้ไม่ได้หวือหวาในเชิงตัวเลขเท่า VAT แต่สำคัญต่อความเป็นธรรมแนวนอน (horizontal equity) คือ คนรายได้เท่ากันควรจะเสียอัตราเดียวกัน และความเป็นธรรมแนวดิ่ง (vertical equity) คือ คนมีโอกาสได้รับผลประโยชน์มากกว่าควรเสียภาษีมากกว่า
“หากตอบให้ตรงคำถาม ประเทศจะหารายได้จากไหน คำตอบโดยสรุปจากเอกสารศึกษาของหน่วยงานเศรษฐกิจ คือ 1.เพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อย่างมีจังหวะขั้นตอน พร้อมมาตรการชดเชยผู้มีรายได้น้อย 2.ขยายฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (PIT) และภาษีนิติบุคคล (CIT) ให้สะท้อนความสามารถในการจ่ายจริงมากขึ้นและเป็นธรรม 3.ใช้สรรพสามิตเชิงนโยบาย เพื่อช่วยเสริมรายได้ 4.อุดช่องโหว่การจัดเก็บในเศรษฐกิจใหม่และเพิ่มความเป็นธรรม
แต่เหตุผลที่เรายังไปไม่ถึงไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือ หากอยู่ที่การเมืองของการปฏิรูปภาษี การขึ้น VAT ให้รายได้มากแต่ก็กระทบวงกว้าง การเก็บจากคนรวยเป็นธรรมมากกว่าแต่ก็เผชิญแรงต้านสูง ภาษีสรรพสามิตสร้างทั้งรายได้และนโยบายแต่ก็จะกระทบราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน เมื่อทุกทางมีต้นทุนทางการเมือง รัฐจึงมักเลือกทางที่ “พอไปได้” มากกว่าทางที่ดีที่สุด
โจทย์ที่แท้จริงของประเทศจึงเป็นการออกแบบชุดนโยบาย (policy package) ที่รักษาสมดุลระหว่าง การหารายได้ ความเป็นธรรม การยอมรับของสังคม เช่น การขึ้น VAT แบบค่อยเป็นค่อยไปควบคู่เงินโอนเป้าหมาย การลดสิทธิหักลดหย่อนที่ไม่จำเป็น การกำหนดสรรพสามิตที่สะท้อนต้นทุนภายนอก (externalities) อย่างโปร่งใส และการลงทุนในระบบข้อมูลเพื่อปิดช่องโหว่ หากทำได้พร้อมกัน ระบบภาษีไทยจะไม่ใช่แค่ “รู้คำตอบ” แต่เริ่ม “ไปถึงคำตอบ” ได้จริงในเชิงปฏิบัติ” รศ.ดร.ทีปกร ระบุ
รศ.ดร.ทีปกร ยังระบุว่า เมื่อเร็วๆนี้ ทาง 101 Public Policy Think Tank) มีผลโพลพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่พร้อมจ่ายภาษีมากขึ้น หากรัฐขยายบทบาทและบริการสาธารณะที่ดีขึ้น ยิ่งไปว่านั้น ในประเด็นภาษีก้าวหน้าและสวัสดิการ แนวทางที่ประชาชนยอมรับมากที่สุด คือ การเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า แล้วจัดสวัสดิการให้ผู้ที่จำเป็นมากกว่า (เช่น คนจน) อีกทั้งผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า ควรเพิ่มภาษีกับกลุ่มคนรายได้สูงและธุรกิจขนาดใหญ่/ข้ามชาติ จึงเป็นทิศทางที่ดีว่า ผลสำรวจจากหลายจังหวัดทั่วประเทศและทางออนไลน์ มีข้อคิดเห็นที่สมเหตุผลตามหลักวิชาการทางเศรษฐศาสตร์
“นักเศรษฐศาสตร์และหน่วยงานทั้งภาครัฐหรือองค์กรระหว่างประเทศ มีข้อเสนอมากมายเรื่องการปฏิรูปการคลัง ทั้งการปฏิรูปภาษีและการปฏิรูปงบประมาณ แต่รัฐบาลก็เลือกจะกู้เงิน ทำให้ชวนระลึกถึงการกู้เงินเพื่อโครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งมีปัญหาทุจริตเชิงนโยบายอย่างกว้างขวาง และน่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นว่า รัฐมนตรีในสมัยนั้น ก็ยังคงมีหลายคนหลายตระกูลที่มีอำนาจเป็นรัฐบาลในปัจจุบัน ดังนั้น เมื่อรัฐบาลยังเลือกกู้แทนปฏิรูปภาษี คำถามจึงไม่ใช่เรื่องขาดทางเลือก หากเป็นเรื่องขาดเจตจำนงทางการเมืองมากกว่า ซึ่งแน่นอนว่า การกู้เงินอาจง่ายในวันนี้ แต่ต้นทุนทั้งหมดจะถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อไปในวันหน้าอย่างแน่นอน” รศ.ดร.ทีปกร กล่าว

ขณะที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์ข้อความบนเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘Tawee Sodsong - พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง’ ให้ความเห็นกรณีที่รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท โดยระบุว่า “ในขณะที่ฝ่ายค้านได้ยื่นเรื่องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่ ซึ่งเป็นกระบวนการตรวจสอบความชอบธรรมตามกฎหมายสูงสุดที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้
สิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่กัน คือ "ความไม่ชอบธรรมเชิงโครงสร้าง" ของระบบเศรษฐกิจที่เอื้อกลุ่มทุนผูกขาดและอำนาจเหนือตลาด ซึ่งสร้างความเหลื่อมล้ำที่ประชาชนต้องแบกรับเกิดจากโครงสร้างที่บิดเบี้ยว ดังนี้
1.วิกฤตค้าปลีกและอำนาจเหนือตลาดวงจร "เงินผ่านมือ"
ตาม พ.ร.ก. วางกรอบว่าเม็ดเงินกู้ 200,000 ล้านบาท ในงวดแรก จะส่งถึงประชาชนผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" แต่โครงสร้างปัจจุบันถูกออกแบบมาให้เงินไหลเข้าสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจที่คนตัวเล็กเสียเปรียบตั้งแต่วันแรก
-ความเหลื่อมล้ำในการแข่งขัน ร้านอาหารเล็ก ร้านค้าชุมชน และผู้ค้ารายย่อยจำนวนมาก ตกอยู่ในสภาวะที่ต้องพึ่งพาระบบค้าส่งของทุนขนาดใหญ่เพื่อจัดหาวัตถุดิบ ขณะเดียวกัน “ร้านสะดวกซื้อ” ในปี 2568 มีสูงถึง 15,945 แห่งทั่วประเทศ เมื่อรวมร้านขายส่งที่เป็นบริษัทเดียวกันอีกจึงมีรวมกันกว่า 21,000 แห่งทั่วประเทศ ครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 70%
-ข้อมูลเชิงประจักษ์ ปี 2568 ชี้ชัดว่ากลุ่มทุนค้าปลีกยักษ์ใหญ่มีรายได้รวมสูงถึง 1,022,143 ล้านบาท และกวาดกำไรสุทธิไป 28,206 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 11.30%) ในขณะที่ GDP ของประเทศโตเพียง 1.6-2% แต่กำไรกลุ่มทุนกลับโตหลักสิบถึง 11.30% สะท้อนว่านี่ไม่ใช่การเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวม แต่เป็นการถ่ายโอนความมั่งคั่งจากกระเป๋าประชาชนไปสู่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่สะท้อนถึงอำนาจเหนือตลาดที่เบ็ดเสร็จ เงินกู้รัฐจึงเป็นเพียง “เงินผ่านมือประชาชน” ที่สุดท้ายจะไหลกลับไปเป็นกำไรสะสมของกลุ่มทุนในเวลาอันสั้น เป็นโครงสร้างที่คนตัวเล็กถูกทิ้งไว้ข้างหลังเสมอ
2.วิกฤตพลังงาน: ภาระประชาชนบนความมั่งคั่งของกลุ่มทุน
เงินกู้ 200,000 ล้านที่อ้าง ‘พลังงานสะอาด’ และ ‘EV’ สุดท้ายอาจเป็นแค่การ “เปลี่ยนมือผู้ผูกขาด” จากฟอสซิลไปสู่มือกลุ่มทุนเจ้าเดิม ดังมติ กพช. (28 พ.ย.68) ที่ประเคนโซลาร์ฟาร์ม 1,500 MW ให้รายใหญ่ แทนที่จะกระจายสู่ ‘โซลาร์ภาคประชาชน’ ให้คนไทยได้ลืมตาอ้าปาก มติวันดัง
กล่าวที่ถูกทักท้วงมาก คือ “การบิดเบือนต้นทุนพลังงานผ่านก๊าซสองมาตรฐาน” รัฐจัดสรรก๊าซราคาถูกจากอ่าวไทยประเคนให้ภาคปิโตรเคมี แต่ผลักภาระก๊าซนำเข้า (LNG) ราคาแพงมาให้ประชาชนแบกในบิลค่าไฟ หากรัฐหยุดเอื้อทุนใหญ่และคืนก๊าซอ่าวไทยให้ประชาชน ค่าไฟจะลดลงทันที 0.53 บาท/หน่วย เงินหลักหมื่นล้านควรกลับสู่กระเป๋าคนไทย ไม่ใช่ถูกแปรรูปเป็นกำไรปันผลให้เอกชนรวยเละฝ่ายเดียว
ความย้อนแย้งที่น่าหดหู่ใจที่สุด คือ ในขณะที่ประชาชนควักเนื้อจ่ายค่าน้ำมันจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว แต่งบการเงินไตรมาส 1/2569 ของบริษัทยักษ์ใหญ่โรงกลั่นน้ำมันกลับ “รวยจนทนไม่ไหว” กวาดกำไรสุทธิสูงถึง 19,481 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปีที่แล้วที่มีกำไรเพียง 2,458 ล้านบาท เท่ากับกำไรพุ่งพรวดเดียว 17,023 ล้านบาท หรือโตกว่า 450% ภายใน 3 เดือน
โดยเฉพาะรายได้จากการขายที่ทะยานสูงถึง 114,809 ล้านบาท ขณะที่รัฐบาลยังทำเป็นไขสือแสร้งตามหา “ไอ้โม่ง” ที่ฟันกำไรจากวิกฤตน้ำมันนี้คือเบาะแสชี้ถึงหลักฐานที่สำคัญ หรือกรณีกลุ่มไฟฟ้าเอกชนแห่งหนึ่งที่ขายไฟให้รัฐรายงานกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โตกว่า 40% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า กวาดกำไรเพิ่มขึ้นกว่า 1,490 ล้านบาท
ข้อมูลเชิงประจักษ์เหล่านี้คือหลักฐานที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า โครงสร้างพลังงานไทยกำลังป่วยขั้นรุนแรง ถึงเวลาที่รัฐบาลและรัฐสภาต้องหันมาซ่อมถังเศรษฐกิจที่รั่วให้ประชาชนเสียที
3.สร้างความรับผิดชอบหน่วยรับงบประมาณให้ใช้งบลงทุนตามเวลาที่ได้อนุมัติ
ที่ผ่านมาใช้ไม่เกิน 20% เป็นเหตุให้งบค้างท่อจำนวนมาก ซึ่งในทางบัญชีบริหาร นี่คือความล้มเหลวอย่างร้ายแรงการกู้เงินมาแล้วใช้ไม่หมด แต่ "ดอกเบี้ยเดินตั้งแต่วินาทีแรก" คือการเอาเงินภาษีของประชาชนไปเผาทิ้งเปล่าๆ รัฐบาลกู้เงินเกินความสามารถในการเบิกจ่ายซึ่งเป็นการสร้างภาระโดยไม่จำเป็น ข้อมูลเชิงประจักษ์ ในปีงบประมาณ 2567-2568 รัฐต้องจ่ายดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมเงินกู้สูงถึง 451,000 ล้านบาท ภาระหนี้และดอกเบี้ยทั้งหมดนี้ตกอยู่กับประชาชนและลูกหลานในอนาคต
ผลคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไรต้องรอติดตาม แต่ในมุมมองเชิงโครงสร้าง "ความยุติธรรมต้องมาก่อนเงินกู้" รัฐบาลต้องเลิกอุดรูรั่วด้วยการสร้างหนี้ ด้วยการคุ้มครองสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน รัฐต้องรักษาสัดส่วนการถือครองกิจการไฟฟ้า น้ำมัน และน้ำประปา ไว้ไม่น้อยกว่า 51% เพื่อให้รัฐยังมีอำนาจกำหนดนโยบาย ควบคุมราคา และรักษาผลประโยชน์ของประชาชน และเร่งแก้ไขหรือปฏิรูปกฎหมายแข่งขันทางการค้าให้เกิดความสมดุลการค้าระหว่าง
การค้าเสรีกับการป้องกันการผูกขาด การฮั้วราคา การขายตัดราคา และการใช้อำนาจเหนือตลาดเอาเปรียบผู้ประกอบการรายเล็ก โดยเฉพาะในภาคค้าปลีก ค้าส่ง และแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่กลุ่มทุนขนาดใหญ่กำลังควบคุมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำในเวลาเดียวกัน ประการสำคัญที่สุดคือการแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำรัฐด้วยหลักการประชาธิปไตยและหลักนิติธรรมที่เข็มแข็ง เพื่อให้ประชาชนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง
ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนรอยต่อสำคัญทางประวัติศาสตร์ หากรัฐยังใช้นโยบายก่อหนี้เพื่อประคองโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิมโดยไม่ปฏิรูปความเป็นธรรมเชิงโครงสร้าง วิกฤตจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ถึงเวลาที่รัฐต้องเลิกอุดรูรั่วด้วยเงินกู้ แล้วหันมาซ่อมถังด้วยการสร้างความเป็นธรรม หากไม่ทำเช่นนั้น เงินกู้ 400,000 ล้านบาทนี้ จะเป็นเพียงภาษีที่ประชาชนกู้มาเพื่อจ่ายเป็นกำไรปันผลให้กลุ่มทุนผูกขาดเท่านั้น”

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา