
“…โอกาสในการแผ่ขยายอิทธิพลของมหาอำนาจภายนอกภูมิภาคผ่านเงินทุนที่สนับสนุนการสร้างโครงสร้างสาธารณูปโภคเพิ่มขึ้นได้ โดยเฉพาะจีน…ซึ่งไทยมีข้อควรระวังในการดำเนินนโยบายในหลัก ที่จะต้องไม่ถูกดึงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งทางผลประโยชน์ของมหาอำนาจ โดยจะเห็นได้ว่าจีนและสหรัฐอเมริกาเคยดำเนินสงครามการค้า และอาจกลายเป็นสงครามการค้าผ่านตัวแทนในช่วงที่ความตึงเครียดลดลง…”
.............................................
จากกรณีที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 เม.ย.2569 มอบหมายกระทรวงคมนาคม ศึกษาความเป็นไปได้โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (แลนด์บริดจ์)
อย่างไรก็ดี ต่อมา อนุทิน ได้ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 133/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ที่มี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นประธาน โดยมีหน้าที่และและอำนาจ ได้แก่
1.ประเมินความเป็นไปได้ของการพัฒนา และผลกระทบในมิติต่างๆ เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาแนวทางในการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทย และอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบัน เพื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีพิจารณา
2.รับฟังและรวบรวมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อประกอบการพิจารณาแนวทางในการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) เป็นต้น นั้น
ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ได้นำเสนอรายงานการศึกษาโครงการ ‘แลนด์บริดจ์’ ในมิติ ‘ความเป็นไปได้และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์’ และมิติ ‘ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม’ ในตอนนี้ สำนักข่าวอิศรา จึงขอนำเสนอผลกระทบของโครงการแลนด์บริดจ์ใน ‘มิติความมั่นคง’ ผ่านรายงานการศึกษาฯ 3 ฉบับ ดังนี้
@‘แลนด์บริดจ์’กับผลกระทบด้าน‘ความมั่นคง-ต่างประเทศ’ 4 มิติ
โครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามันของประเทศไทย (รายงานฉบับสมบูรณ์) โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกับศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยแพร่เมื่อเดือน เม.ย.2568
การวิเคราะห์ผลกระทบต่อความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
การประเมินผลกระทบต่อขีดความสามารถในด้านความมั่นคงและต่างประเทศ มีปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ สมุททานุภาพ รวมทั้งต้นทุนเพิ่มเติมจากการรักษาความมั่นคงจากสถาปัตยกรรมด้านความมั่นคง ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงไปจากการพัฒนาทางเลือกทั้ง 4 ด้าน ประกอบด้วย
(1) ทางเลือกที่ 1 Enhancing Transport Activities on Existing Trade Lanes
(2) ทางเลือกที่ 2 Land Bridge
(3) ทางเลือกที่ 3 Artificial Waterway และ
(4) ทางเลือกที่ 4 GMS Southern Economic Corridor Land Bridge
ก่อให้เกิดฉากทัศน์ที่ประกอบด้วยโอกาสและความท้าทาย มีประเด็นที่ใช้เปรียบเทียบผลกระทบของแต่ละทางเลือก ดังนี้
ประเด็นด้านความมั่นคง
1) แรงคัดค้านในท้องถิ่นจากผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิต
มิติด้านแรงคัดค้านในท้องถิ่นจากผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิต เป็นการพิจารณาถึงสภาวะการต่อต้านหรือคัดค้านต่อนโยบาย แผนงาน หรือโครงการ ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ทั้งนี้เพราะการดำเนินโครงการต่างๆ เหล่านั้น จะมีผลต่อสภาพแวดล้อมทางกายภาพ ได้แก่ สภาพแวดล้อมทางด้านภูมิศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติ
รวมถึงสภาพแวดล้อมในเชิงสังคม ได้แก่ วิถีชีวิต สังคมวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ ประกอบกับการที่สังคมมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้นรวมถึงการมีสิทธิและการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทำให้การดำเนินการต่าง ๆ จะต้องได้รับความยินยอมหรือฉันทานุมัติจากสังคม ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินโครงการ
ดังนั้น การดำเนินการพัฒนาทางเลือกในการเชื่อมต่อพื้นที่ทั้ง 4 แนวทาง จึงมีมิติที่จะต้องพิจารณาถึงแรงสนับสนุนและคัดค้านจากพื้นที่อันจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินโครงการ
สำหรับแรงคัดค้านในท้องถิ่นจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตนั้น ในปัจจุบันการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิทธิของชุมชนในพื้นที่มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งประชนชนมีความตื่นตัวและมีส่วนร่วมในทางการเมืองและมีส่วนร่วมในเรื่องต่างๆ สูง
การดำเนินโครงการใดๆ ในพื้นที่จะได้รับความสนใจจากประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ซึ่งจะมีทั้งการให้ความสนับสนุนและคัดค้านในการดำเนินการดังกล่าว การเลือกแนวทางในการพัฒนาพื้นที่ทั้ง 4 แนวทาง จึงต้องให้ความสำคัญของความเห็นและการคัดค้านหรือสนับสนุนจากพื้นที่
นอกจากนี้ ทางเลือกแต่ละแนวทางส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ สภาพสังคม และวิถีชีวิตของประชาชนแตกต่างกันออกไป ทำให้เกิดแรงคัดค้านและสนับสนุนต่อการดำเนินการ ซึ่งแรงคัดค้านและการสนับสนุนเหล่านี้หากไม่มีการดำเนินการที่เหมาะสมอาจนำไปสู่ความขัดแย้งในระยะยาวและส่งผลกระทบต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวของนโยบายได้
การเลือกแนวทางการพัฒนาแต่ละแนวทางจะมีระดับและความรุนแรงของแรงคัดค้านและสนับสนุนในท้องถิ่นแตกต่างกัน การตัดสินใจเลือกแนวทางใดแนวทางหนึ่งจึงเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับของแรงคัดค้านในท้องถิ่น และจำเป็นต้องนำมาประกอบการพิจารณาทางเลือก
โดยทางเลือกที่มีผลกระทบน้อยต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตน่าจะทำให้เกิดแรงคัดค้านน้อยและการจัดการอาจจะเน้นพัฒนาต่อยอดจากกิจกรรมเดิม ต่างกับการสร้างเส้นทางใหม่ที่จะก่อให้เกิดแรงคัดค้านมากขึ้นเนื่องจากมีการเปลี่ยนสภาพพื้นที่ซึ่งจะสร้างผลกระทบมาก แปรตรงกับระดับการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ แต่ในขณะเดียวกันทางเลือกที่ 3 มีเสียงสนับสนุนที่มากอยู่เดิมด้วย
2) ภาคใต้มีความสงบร่มเย็น
ปัจจัยใน 3 จังหวัดภาคใต้ถือเป็นปัจจัยสำคัญในมิติด้านความมั่นคงของประเทศมาโดยตลอด ดังระบุไว้ในแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติด้านความมั่นคง โดยเป็นการคำนึงถึงสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และพื้นที่ที่เกี่ยวข้องจากสภาพในปัจจุบันว่าจะมีผลกระทบในด้านบวกหรือลบมากหรือน้อยเพียงใดจากการพัฒนาที่เป็นทางเลือกทั้ง 4 ด้าน
กล่าวคือ เป็นการพิจารณาถึงฉากทัศน์ในอนาคตอันใกล้เพื่อสนองตอบต่อความท้าทายในอนาคตที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาที่เป็นทางเลือกทั้ง 4 ด้าน ทั้งด้านบวกอันจะนำมาซึ่งการพัฒนามากขึ้น อันนำไปสู่การลดลงของปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดภาคใต้และพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง และด้านลบอันจะนำไปสู่การกระตุ้นให้เกิดความรุนแรงเพิ่มขึ้น
ภาคใต้มีความสงบร่มเย็น นอกจากในมิติเศรษฐกิจแล้ว ก็ยังเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงในพื้นที่ ซึ่งในปัจจุบันการก่อความรุนแรงระหว่างรัฐมีแนวโน้มที่จะลดลง แต่การก่อความรุนแรงภายในประเทศกลับมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้น ในภาคใต้อาจพิจารณาเป็นความรุนแรงจากกลุ่มผู้ก่อเหตรุนแรงและการใช้กำลังระหว่างรัฐบาลไทยกับผู้ก่อเหตุรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งทางการเมืองเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นทุกที่
ดังนั้น จุดสำคัญคือการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงโดยสันติวิธี เพื่อให้ความขัดแย้งในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมืองเอง ด้านสังคม ด้านวัฒนธรรม หรือด้านเศรษฐกิจได้รับกระประสานอย่างเหมาะสมไม่ให้บานปลายออกไปอันจะนำมาสู่ความชะงักงันทางการเมืองและการพัฒนาในด้านต่างๆ
ปัจจัยแวดล้อมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดความตึงเครียด ความรุนแรง และปัญหาทางการเมืองตามมา ทางเลือกทั้ง 4 ด้าน จึงเป็นปัจจัยแวดล้อมที่สำคัญซึ่งจะมีผลกระทบต่อการที่ภาคใต้มีความสงบร่มเย็นทั้งด้านบวกและลบในระดับที่แตกต่างกันไป ตามรูปแบบของการพัฒนาทางเลือกทั้ง 4 แบบ ซึ่งอาจจะสร้างระดับของปัจจัยในโอกาสทางเศรษฐกิจ ปัจจัยของความเหลื่อมล้ำในพื้นที่
ปัจจัยของผลกระทบทั้งในด้านสังคมและวัฒนธรรม และที่สำคัญอีกอันหนึ่งคือปัจจัยทางด้านกายภาพจากการพัฒนาหรือปรับปรุงระบบสาธารณูปโภค (เช่น ระบบถนน ราง ท่าเรือหรือคลองขุด) อันมีผลกระทบต่อความสงบในพื้นที่ภาคใต้ในทุกทางเลือกมีผลกระทบค่อนข้างน้อยต่อความสงบในพื้นที่ภาคใต้ อาจเป็นไปในลักษณะผลกระทบทางอ้อมเชิงบวกหากมีการส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
โดยสรุป ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตมีผลกระทบต่อความมั่นคงเนื่องจากประชาชนในพื้นที่อาจไม่สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที รวมทั้งมลพิษจากสิ่งแวดล้อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสภาพความเป็นอยู่ในการใช้ชีวิตประจำวัน อาจทำให้เกิดความรู้สึกไม่มั่นคงและปะทุเป็นแรงต่อต้านได้ ซึ่งต้องอาศัยการจัดการอย่างเหมาะสมในทางสันติวิถีและประชาธิปไตย เพื่อบรรเทาผลกระทบที่มีต่อความมั่นคง
อนึ่ง ความสงบร่มเย็นในภาคใต้มีบทบาทอย่างยิ่งต่อความมั่นคงโดยองค์รวมของประเทศไทย แต่อาจไม่ได้รับผลกระทบจากโครงการฯ โดยตรง เนื่องจากความห่างไกลทางกายภาพและภูมิศาสตร์
ประเด็นด้านการต่างประเทศ
1) ความเชื่อมโยงในระดับภูมิภาคและการเป็นหุ้นส่วนการพัฒนา
ทางเลือกต่างๆ มีผลต่อการจัดการพื้นที่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการขนส่ง ทั้งประสิทธิภาพด้านระยะเวลาและลดต้นทุน อันเป็นส่วนหนึ่งที่ไทยจะบรรลุผลสัมฤทธิ์ตามแผนแม่บทว่าด้วยการเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียน (Master Plan on ASEAN Connectivity: MPAC) เส้นทางการพัฒนาอาจเชื่อมโยงกับโครงการคล้ายกันในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งอาจก่อให้เกิดโอกาสเพิ่มขึ้นในการร่วมมือเพื่อการพัฒนาก็เป็นได้
เช่น ลาวได้สร้างความร่วมมือกับจีนในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูง โดยลาวอาจเชื่อมโยงการขนส่งสินค้า และเพิ่มปริมาณการท่องเที่ยวจากตอนใต้ของจีนเข้ามาในบริเวณภูมิภาค และเชื่อมโยงกับกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Sub-region: GMS) เส้นทางรถไฟจีน-ลาว ยังเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI)
ทั้งนี้ ในโครงการพัฒนาเส้นทางและหุ้นส่วนการพัฒนาใดก็ตาม หากมีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจค่อนข้างมากอาจเพิ่มความท้าทายในแง่เป็นเส้นทางการแผ่ขยายอิทธิพลของมหาอำนาจในภูมิภาค และการต่อรองที่ไม่เท่าเทียม แม้ว่าจะก่อให้เกิดการพัฒนาควบคู่ไปด้วยแต่ก็ต้องมีความสมดุลกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและชีวิตสังคมในพื้นที่เช่นเดียวกันซึ่งไทยก็ต้องคำนึงถึงด้วย
ในกรณีของไทย นอกจากความเชื่อมโยงด้านเส้นทางคมนาคมขนส่งและการพัฒนาท่าเรือแล้ว ความเชื่อมโยงที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ การพัฒนาระบบสารสนเทศ เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงทางดิจิตอล (Digital connectivity) และยังต้องอาศัยการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน และด้านการสื่อสารสาธารณะไปพร้อมกัน เพื่อลดความเสี่ยง
เพิ่มการพัฒนาและความน่าดึงดูด อันจะทำให้ไทยเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาที่มีคุณค่าและมีความหมาย มีการพัฒนาพื้นที่รองรับการลงทุนและพาณิชยกรรม ไทยอาจกลายเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าของภูมิภาคอาเซียนได้หากมีการพัฒนาอย่างเหมาะสม
อนึ่ง การเป็นหุ้นส่วนการพัฒนายังอยู่ภายใต้กรอบการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในด้านหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อการพัฒนาบนพื้นฐานของหลักการด้านแบ่งปันประสบการณ์การพัฒนาที่ไทยมีบทบาทอยู่แล้วรวมถึงการให้เงินช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา และการเปิดตลาดให้กับประเทศพัฒนาน้อยในด้านสินค้านำเข้า โดยมุ่งหวังถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้วย และการลงทุนภายนอกประเทศ
ทั้งนี้ ต้องพิจารณาถึงความสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาพื้นที่โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการขจัดความยากจน ส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดี ลดความเหลื่อมล้ำและส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในทุกทางเลือกที่ไม่ใช่ทางเลือกที่หนึ่งจึงมีข้อควรระวังเรื่องที่ไทยอาจมีบทบาทลดลงในความน่าดึงดูดสำหรับหุ้นส่วนเชิงพัฒนา เนื่องจากผลประโยชน์ในเชิงแข่งขันและอำนาจต่อรองจากภายนอกภูมิภาค
2) ไทยกับการกลายเป็นพื้นที่แข่งขันทางผลประโยชน์
ทางเลือกทั้งสี่ทางอาจต้องพิจารณาควบคู่กับการที่มหาอำนาจอาจจะใช้ประโยชน์ในการแผ่อำนาจและอิทธิพลตัวเองและเกิดการแข่งขันกันในพื้นที่อันจะทำให้ไทยกลายเป็นพื้นที่แห่งการขัดแย้งได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาและไทยพยายามหลีกเลี่ยงในนโยบายต่าง ๆ มาตลอดกับการต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง
อนึ่ง การแสวงหาผลประโยชน์และแผ่อิทธิพลเข้ามาไม่เป็นแต่เพียงวิธีการที่เห็นได้ชัด เช่น การใช้กำลังหรือความกดดัน แต่อาจใช้อำนาจนุ่มนวลก็ได้ ทุกทางเลือกมีการลงทุนเพิ่มและใช้ทรัพยากรที่แตกต่างกัน ซึ่งส่งผลกับการที่มหาอำนาจอาจจะเข้ามามีอิทธิพลโดยผูกโยงความจำเป็นของไทยในทางเลือกต่างๆ เข้ากับอำนาจของตน
นอกจากนี้ ในการเข้ามาใช้บริการเองอาจมีโอกาสที่ทำให้เกิดความขัดแย้งในผลประโยชน์หรือกระทบกระทั่งกันขึ้นได้ ซึ่งต้องการการบริหารจัดการที่รอบคอบและรัดกุมหรือการพัฒนาทางกลไกและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อไม่ให้ไทยต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งโดยไม่จำเป็น
การเข้ามามีอิทธิพลของชาติต่างๆ อาจต้องพิจารณาถึงมิติอื่นๆ ที่กระทบชีวิตสังคมความเป็นอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นมิติสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และการพัฒนาเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน มหาอำนาจสามารถอาศัยมุมมองความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน
การสนับสนุนเงินทุนและทรัพยากรให้กับประเทศที่รับความช่วยเหลือ หรือผูกพันเงื่อนไขต่าง ๆ เข้ากับความช่วยเหลือ รวมทั้งการรวมกลุ่มที่มีลักษณะเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาคก็เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ว่าไทยจะได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของการรวมกลุ่มเช่นนั้นหรือไม่ก็ตาม
ในฉากทัศน์ในอนาคตการใช้อำนาจเช่นนี้นอกจากมีความเป็นอำนาจนุ่มนวลในการเข้ามามีอิทธิพลเชิงวัฒนธรรมแล้ว ยังมีความซับซ้อนและแยบยลมากขึ้นด้วย การพัฒนาพื้นที่ขึ้นมาจึงมักเกี่ยวข้องกับการเข้ามามีอิทธิพลจากภายนอกเสมอในด้านการลงทุน ดูแล บริหารจัดการว่าต้องพึ่งพิงทรัพยากรภายนอกมากเท่าใด หรือแรงจูงใจที่มาในรูปแบบอื่นๆ
นอกจากนี้ ขีดความสามารถของประชาชนในประเทศ โดยเฉพาะผู้คนในพื้นที่ก็มีความสำคัญเป็นอย่างมากที่จะทำให้เกิดประโยชน์และความคุ้มค่าอย่างแท้จริง และทิศทางการพัฒนาต่างๆ สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาความเป็นอยู่ของประเทศอย่างเหมาะสมกลมกลืนหรือไม่เพียงใด
ในการศึกษานี้ ได้ทำการวิเคราะห์ผลกระทบต่อความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จัดลำดับระดับความรุนแรงของผลกระทบ
(+) หมายถึง ส่งผลดีในการสร้างเสริมความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
(-) หมายถึง ส่งผลทางเสียต่อความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
และระดับความรุนแรงของผลกระทบ มาก หมายถึง ส่งผลกระทบมากต่อความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ปานกลาง หมายถึง ส่งผลกระทบปานกลางต่อความมั่นคง น้อย หมายถึง ส่งผลกระทบน้อยต่อความมั่นคง
@ไทยไทยกลายเป็นพื้นที่แข่งขันทางผลประโยชน์'ชาติมหาอำนาจ’
ทางเลือกที่ 2 Land Bridge ((Thai Only + Very Small Non-Thai Traffic: Land Bridge))
ประเด็นผลกระทบในมิติความมั่นคงและต่างประเทศ
ประเด็นความมั่นคง
-แรงคัดค้านในท้องถิ่นจากผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิต
เกิดแรงคัดค้านปานกลางจากการสร้างเส้นทางใหม่ทางบก เนื่องจากมีผลกระทบทางด้านพื้นที่ สิ่งแวดล้อมและต่อชุมชน ถ้าต้องมีการสร้างท่าเรือทั้ง 2 ด้านทะเล และมีการพัฒนาระบบขนส่งเชื่อม โดยเฉพาะถ้าเป็นการสร้างเส้นทางใหม่ เพราะจะเป็นการสร้างประเด็นเรื่องการทำลายทรัพยากรธรรมชาติทั้งทางทะเล ทางชายฝั่ง และทางบก
ผลกระทบต่อชุมชนและวิถีชีวิต ชุมชนในบริเวณที่มีการเวนคืนที่ดินและบริเวณก่อสร้าง ก็อาจมีผลต่อแรงคัดค้านในพื้นที่ที่แตกต่างกัน การเลือกแนวทางในการเชื่อมต่อ 2 ทะเลตรงบริเวณใด (เช่น การตัดสินใจว่าจะเชื่อมโดยการสร้างถนน หรือการสร้างระบบราง พื้นที่ที่ต้องการสร้างความเชื่อมโยงล้วนแล้วแต่มีผลต่อการเกิดแรงคัดค้านจากพื้นที่ทั้งสิ้น)
(-) ปานกลาง
ในด้านการรักษาความมั่นคงทางทะเลและชายฝั่ง ด้านการเคลื่อนกำลังพลมีความสะดวกรวดเร็วมากขึ้น โดยเฉพาะภาคสองและภาคสาม เนื่องจากเพิ่มทางเลือกเส้นทางขนส่งทางบก อย่างไรก็ดีน่าจะต้องมีการจัดสรรงบประมาณในการรักษาความปลอดภัยมากขึ้นเช่นเดียวกันจากเส้นทางขนส่งที่เพิ่มขึ้นมา
(+) ปานกลาง
-ภาคใต้มีความสงบร่มเย็น
การพัฒนาตามทางเลือกนี้ เป็นโครงการขนาดยักษ์ที่สร้างและเสริมสร้างสาธารณูปโภคในระบบขนส่งขึ้นมา ถ้าจุดทางภูมิศาสตร์ของโครงการยิ่งอยู่ใกล้บริเวณพื้นที่ของจังหวัดชายแดนใต้มาก จังหวัดต่างๆ เหล่านี้ ก็จะได้รับอานิสงส์มาก แต่ถ้าบริเวณที่มีการจัดทำโครงการน้อยตามลำดับ
แต่ในภาพรวมแล้ว แม้ผลกระทบจะมีมากกว่าการพัฒนาในรูปแบบที่ 1 แต่ก็ไม่น่าจะมากกว่ามาก เพราะระบบ ขนส่งที่มีพัฒนาจะเน้นการเชื่อมต่อระหว่างฝั่งอันดามันและอ่าวไทย มากกว่าที่จะเชื่อมโยงลงไปสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เว้นแต่จะมีระบบเสริมเชื่อมเครือข่ายเพิ่มเติมก็จะทำให้การพัฒนาทางเศรษฐกิจได้รับผลเร็วขึ้น
แต่ในขณะเดียวกัน ผลกระทบที่มีต่อสังคมและวัฒนธรรมของชุมชนก็จะมีมากขึ้นตาม ซึ่งต้องระมัดระวังว่าถ้าไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชน สภาพที่ของภาคใต้ร่มเย็นอาจจะเปลี่ยนไป
(+) น้อย
ประเด็นด้านการต่างประเทศ
-ความเชื่อมโยงในระดับภูมิภาคและการเป็นหุ้นส่วนการพัฒนา
เป็นส่วนหนึ่งในแผนแม่บทว่าด้วยการเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียนในเส้นทางทางบก ซึ่งมีผลส่งเสริมความเชื่อมโยงในลักษณะอื่น ได้แก่ทางดิจิทัล และการติดต่อสัมพันธ์ของคน เนื่องจากแผนแม่บทว่าด้วยการเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียนมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้สึกร่วมกันของการเป็นประชาคมด้วย และอาจพิจารณาเชื่อมโยงกับโครงการ ASEAN Highway Network (AHN) และทางรถไฟ Singapore Kunming Rail Link (SKRL) ผ่านประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย กัมพูชา เวียดนาม และเชื่อมต่อไป ยังเมืองคุนหมิง ประเทศจีน
(+) มาก
การเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาอย่างยั่งยืนขึ้นอยู่กับปัจจัยดึงดูดอื่นๆ ในการลงทุนจากภายนอกรวมทั้งจำนวนเรือที่ใช้บริการ และเงื่อนไข ส่งเสริมทางเศรษฐกิจต่างๆ
(-) ปานกลาง
-ไทยกลายเป็นพื้นที่แข่งขันทางผลประโยชน์
โอกาสในการแผ่ขยายอิทธิพลของมหาอำนาจภายนอกภูมิภาคผ่านเงินทุนที่สนับสนุนการสร้างโครงสร้างสาธารณูปโภคเพิ่มขึ้นได้ โดยเฉพาะจีน ซึ่งมีนโยบายการทูตรถไฟความเร็วสูง (High-Speed Rail Diplomacy) และใช้สนับสนุน โครงการ ASEAN Highway Network (AHN) ซึ่งมีแผนก่อสร้างถนน 23 สายระยะทางกว่า 38,400 กิโลเมตร
และทางรถไฟ Singapore Kunming Rail Link (SKRL) ผ่านประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย กัมพูชา เวียดนาม ละเชื่อมต่อไปยังคุนหมิง ประเทศจีน ซึ่งไทยมีข้อควรระวังในการดำเนินนโยบายในหลัก ที่จะต้องไม่ถูกดึงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งทางผลประโยชน์ของมหาอำนาจ
โดยจะเห็นได้ว่าจีนและสหรัฐอเมริกาเคยดำเนินสงครามการค้า และอาจกลายเป็นสงครามการค้าผ่านตัวแทนในช่วงที่ความตึงเครียดลดลง เช่น ผ่านอินเดียที่มีข้อขัดแย้งเดิมกับจีน ทั้งทางเทคโนโลยีและพรมแดน
(-) ปานกลาง






@‘แลนด์บริดจ์’พื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ-‘มหาอำนาจ’แผ่ขยายอิทธิพล
รายงานผลการพิจารณาศึกษาญัตติ เรื่อง การศึกษาโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2567
โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) สภาผู้แทนราษฎร ที่มี วิสุทธิ์ ไชยอรุณ (พรรคเพื่อไทย) เป็นประธานคณะกรรมาธิการฯ
มิติด้านความมั่นคงของประเทศ
ในการพิจารณาโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) จะละเลยมิติด้านความมั่นคงไม่ได้เลย เพราะเป็นโครงการใหญ่ที่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับด้านความมั่นคงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นั่นหมายถึงความปลอดภัยในการขนส่งสินค้า การลงทุน ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเช่นกัน ที่จะต้องหาแนวทางในการป้องกัน และดำเนินการให้ไปในทิศทางที่ดี เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ และไม่สร้างความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน
ดังนั้น คณะกรรมาธิการฯ จึงได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล เพื่อประกอบการพิจารณาอย่างเป็นระบบ ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เป็นต้น ซึ่งมีสาระสำคัญในมิติด้านความมั่นคง ดังนี้
1) ในมิติด้านความมั่นคง จะมีส่วนช่วยในการพัฒนาระบบขนส่งและเคลื่อนย้ายกำลังพลและยุทโธปกรณ์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการปกป้องประเทศตลอดพื้นที่สองฝั่งทะเลระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน
แต่มีข้อที่ควรพิจารณา คือ ภายหลังโครงการแลนด์บริดจ์ก่อสร้างแล้วเสร็จ พื้นที่ของโครงการดังกล่าว จะเป็นพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ และจะได้รับความสนใจจากประเทศมหาอำนาจที่จะแผ่ขยายอิทธิพลเข้ามาในพื้นที่ และอาจมีผลกระทบ รวมทั้งความท้าทายในด้านความมั่นคงทางทะเลอื่นๆ
เนื่องจากโครงการนี้ จะมีผลให้กิจกรรมทางทะเลเพิ่มมากขึ้น เช่น โจรสลัด การลักลอบขนย้ายสินค้าหนีภาษี และการตกเป็นเป้าหมายของผู้ก่อการร้าย เป็นต้น ซึ่งจะเป็นความท้าทายที่มีความซับซ้อนและจำเป็นต้องให้แต่ละหน่วยงานที่มีความเกี่ยวข้องมาทางานร่วมกัน
2) ยุทธศาสตร์ด้านการป้องกันประเทศของกระทรวงกลาโหม ให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือและรักษาดุลยภาพระหว่างตะวันตกและตะวันออก ดังนั้น การจะดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์หรือการขุดคลอง มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องคานึงถึงในเรื่องนี้ด้วย โดยเฉพาะการเข้ามาลงทุนในโครงการของประเทศมหาอำนาจ ซึ่งจะมีผลต่อเรื่องความมั่นคงเช่นกัน
3) ในการนี้ผู้แทนจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ให้ข้อมูลในภาพรวมว่า โครงการแลนด์บริดจ์จะได้ประโยชน์ในทางเศรษฐกิจหรือไม่ คงต้องพิจารณาตามผลการศึกษาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะที่มิติด้านความมั่นคงนั้น ในอดีตเคยมีความพยายามจะสร้างเส้นทางคมนาคมเพื่อเชื่อมทะเลทั้งสองฝั่ง แต่สาเหตุที่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากมีฝ่ายได้ประโยชน์และเสียประโยชน์
ดังนั้น ในกรณีของประเทศไทย ถ้าเลือกวิธีการเชื่อมทะเลทั้งสองฝั่ง ด้วยการขุดคลอง และสาธารณรัฐประชาชนจีนหรือสหรัฐอเมริกาต้องการเข้ามา ประเทศไทยจะต้านทานอิทธิพลของชาติมหาอานาจได้หรือไม่ ซึ่งมีผลให้ประเทศไทยถูกกดดันจากชาติมหาอำนาจ ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบระหว่างโครงการแลนด์บริดจ์กับคลองไทย ในมิติความมั่นคงแล้ว มีความเห็นว่า โครงการแลนด์บริดจ์ มีความเหมาะสมมากกว่าคลองไทย
4) ถ้าสามารถดำเนินการได้ ในทางปฏิบัติได้ย่อมทำให้เกิดความสะดวกมากขึ้น แต่ในอนาคตหากเกิดการทำสงครามขนาดใหญ่ พื้นที่บริเวณดังกล่าวจะกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องวิเคราะห์อีกครั้ง
5) พื้นที่โครงการแลนด์บริดจ์จะอยู่ในความรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 4 ในการนี้ คาดการณ์ว่า ประเทศมหาอำนาจจะมีความประสงค์ต้องการเข้ามาใช้พื้นที่ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นถนน เส้นทางรถไฟ หรือระบบท่อส่งพลังงาน
ในขณะเดียวกัน ถ้าเส้นทางการเดินเรือฝั่งทะเลอันดามันเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยขึ้นไปทางตอนเหนือของจังหวัดระนอง อาจกระทบต่อพื้นที่ทับซ้อนกับประเทศเพื่อนบ้านบริเวณเกาะหลาม เกาะคัน และเกาะขี้นก ซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่ที่ยังไม่มีการใช้ประโยชน์ หรือในกรณีของประเทศมาเลเซีย และสิงคโปร์ ที่อาจได้รับผลกระทบจากโครงการแลนด์บริดจ์ เพราะเสียประโยชน์จากรายได้ของท่าเรือในช่องแคบมะละกา
6) นอกเหนือไปจากผลกระทบด้านความมั่นคงภายนอกแล้ว ยังต้องพิจารณาถึงผลกระทบความมั่นคงภายในเช่นกัน กล่าวคือ โครงการแลนด์บริดจ์ จะทำให้เกิดการต่อต้านจากกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติ และกลุ่มที่เสียผลประโยชน์ภายในพื้นที่ รวมไปถึงการต่อต้านจากกลุ่มบุคคลที่มีความเห็นต่างในทางการเมือง ที่อาจนำประเด็นนี้มาส่งเสริมให้เกิดการต่อต้านโครงการในระดับประเทศต่อไป และการดึงกลุ่มประมงในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเข้ามาเป็นแนวร่วมในการต่อต้านโครงการด้วย
@เสี่ยงเกิดความขัดแย้ง‘ไทย-เมียนมา’อ้างสิทธิ์ทับซ้อน
7) โครงการแลนด์บริดจ์ในมิติด้านความมั่นคงทางทหาร ในด้านการปฏิบัติภารกิจทางทหารนอกเหนือสงครามว่า อาจเป็นช่องทางการขนส่งยาเสพติดและสินค้าผิดกฎหมาย การเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวจำนวนมากไปยังประเทศที่สาม หรือการเพิ่มจำนวนแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยที่อาจส่งผลกระทบต่อสังคมระยะยาว ปัญหาการบุกรุกและการเข้าครอบครองพื้นที่ทรัพยากรธรรมชาติและป่าไม้ เพื่อหวังเงินจากการเวนคืนที่ดินจากภาครัฐ
8) ในด้านความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านนั้น กรณีของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา คาดว่าในระยะสั้นอาจยังไม่มีปัญหา แต่มีประเด็นที่ต้องพิจารณา คือ ข้อพิพาทในพื้นที่ชายแดนระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา 2 แห่ง ได้แก่ 1) การอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่เกาะกลางแม่น้ำกระบุรี จังหวัดระนอง ปัจจุบันทั้งสองประเทศไม่ได้เข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่
2) ปัญหาการอ้างสิทธิ์พื้นที่ 3 เกาะ ประกอบด้วย เกาะหลาม เกาะคัน เกาะขี้นก ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำกระบุรี ซึ่งปัญหาเกิดขึ้น เนื่องจากฝ่ายไทยอ้างแผนที่เดินเรือของไทย ส่วนฝ่ายเมียนมาอ้างแผนที่เดินเรือของอังกฤษ
ซึ่งจากการประชุมคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-เมียนมา เมื่อปี 2538 ทั้งสองฝ่ายมีมติร่วมกันให้พื้นที่ทั้ง 3 เกาะเป็นพื้นที่ที่ไม่มีการใช้ประโยชน์ไปก่อน (NO man’s land) ซึ่งปัจจุบันข้อพิพาทของทั้งสองประเทศในพื้นที่พิพาทดังกล่าวยังไม่ได้นำสู่ความขัดแย้งระหว่างกันแต่อย่างใด
แต่ถ้าที่ตั้งของโครงการแลนด์บริดจ์มีผลต่อการเปลี่ยนเส้นทางการเดินเรือ อาจถือได้ว่าเป็นการเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่พิพาทของประเทศไทย และอาจนำมาซึ่งปัญหากับประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้เกิดข้อพิพาทกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาได้ในอนาคต
9) สำหรับความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจระหว่างการขุดคลองกับการก่อสร้างโครงการแลนด์บริดจ์ คงมิอาจให้ข้อมูลได้ แต่ในมิติด้านความมั่นคงและการทหารแล้ว มีความเห็นว่าโครงการแลนด์บริดจ์ น่าจะอยู่ในขีดความสามารถในการควบคุมและกำกับดูแลด้านความมั่นคงในพื้นที่ได้ดีกว่าคลองไทย
กล่าวคือ กรณีถ้าขุดคลองไทย จะเป็นเส้นทางให้เรือรบสามารถเดินเรือผ่านไปได้ ต่างจากโครงการแลนด์บริดจ์ที่เรือรบไม่อาจผ่านได้ เพราะต้องเคลื่อนย้ายและขนส่งผ่านระบบรางและถนน
ดังนั้น อำนาจกำลังรบของประเทศมหาอำนาจ จะไม่ใช้พื้นที่โครงการแลนด์บริดจ์เพื่อเคลื่อนย้ายกำลัง ในทางกลับกัน ถ้าขุดคลองเชื่อมทะเลทั้งสองฝั่ง จะมีผลให้พื้นที่คลองกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทะเล และจะมีการช่วงชิงกันระหว่างประเทศมหาอำนาจ ซึ่งจะมีผลต่อการดำรงสถานภาพของประเทศไทยที่ต้องวางตัวเป็นกลางทันที และยากต่อการรับมือจากแรงกดดันของประเทศมหาอำนาจ
ส่วนการก่อสร้างท่าเทียบเรือในฝั่งจังหวัดระนองที่ใกล้กับหมู่เกาะของประเทศเพื่อนบ้านนั้น โดยหลักแล้วรัฐชายฝั่งมีอำนาจตามขอบเขตของกฎหมายทะเล
@‘รัฐบาล’ต้องหาทางไม่ให้ต่างชาติกดดัน‘ไทย’ได้ในอนาคต
10) กรณีการใช้ท่าเทียบเรือสำหรับเรือรบนั้น ตามปกติแล้วถ้าประเทศใดต้องการนำเรือรบ หรืออากาศยานผ่านหรือเข้ามายังพื้นที่ของอีกประเทศ จะต้องผ่านขั้นตอนทางการทูตก่อน ถ้ามีเหตุผลและความจำเป็นของกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหมจะยินยอมให้ดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าวได้
11) การใช้ประโยชน์ในพื้นที่ท่าเทียบเรือโครงการแลนด์บริดจ์ของผู้ได้รับสัมปทานในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรือบรรทุกหรือเรือรบทั้งหมดขึ้นอยู่กับสัญญาที่ลงนามร่วมกัน ซึ่งรัฐบาลไทยควรหาแนวทางไม่ให้ต่างประเทศกดดันประเทศไทยได้ในอนาคต
12) ปัจจุบันมีฐานทัพเรือใหญ่ที่จังหวัดพังงา และฐานทัพเรือสำหรับเรือเล็กที่จังหวัดระนอง ส่วนฐานทัพเรือที่จังหวัดพังงาจะรองรับได้หรือไม่นั้น จะต้องได้ข้อมูลที่ชัดเจนก่อนว่า เมื่อก่อสร้างโครงการแลนด์บริดจ์แล้ว จะมีเรือประเภทใดสัญจรในบริเวณดังกล่าว และต้องรอการพิจารณาจากกองทัพไทยว่า จะมอบหมายให้กองทัพเรือรับผิดชอบพื้นที่ตามชายฝั่งที่จะมีการก่อสร้างโรงงานหรือสิ่งปลูกสร้างอื่น เพื่อให้สอดรับกับโครงการแลนด์บริดจ์หรือไม่ เช่น โรงกลั่นน้ามัน เป็นต้น
13) ถ้าในอนาคตด้วยเงื่อนไขทางยุทโธปกรณ์ ทำให้กองทัพเรือไม่สามารถดูแลความสงบเรียบร้อยได้เพียงพอ จะมีความจำเป็นที่ต้องขอรับการสนับสนุนเพิ่มมากขึ้น หรือแม้แต่การก่อสร้างฐานทัพเรือหรืออู่ซ่อมเรือเพิ่มเติม เพื่อดูแลรักษาผลประโยชน์ทางทะเลฝั่งอันดามัน เพื่อให้สามารถคงกำลังทางเรืออยู่ในพื้นที่ไปตลอด เนื่องจากการส่งเรือไปดูแลรักษาทะเลอันดามัน ปัจจุบันจำเป็นต้องเดินเรือผ่านทางแหลมมลายู ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 วัน
14) กองทัพอากาศ มีกองบินในพื้นที่ตอนใต้ของประเทศไทย 3 แห่ง ประกอบด้วย กองบิน 5 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ห่างจากโครงการแลนด์บริดจ์ ประมาณ 210 กิโลเมตร กองบิน 7 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ห่างจากโครงการแลนด์บริดจ์ ประมาณ 100 กิโลเมตร และกองบิน 56 จังหวัดสงขลา ซึ่งพร้อมดูแลผลประโยชน์ทางอากาศและการบรรเทาสาธารณภัยที่เกิดขึ้น
ซึ่งกองบิน 7 จะมีเครื่องบินรบเข้าประจำการ ซึ่งมีความต้องการสนามบินที่มีความยาวไม่ต่ำกว่า 3 กิโลเมตร เพื่อความปลอดภัย ดังนั้น หากมีการปรับปรุงท่าอากาศยานเชิงพาณิชย์จังหวัดระนอง จำเป็นต้องมีสนามบินที่มีความยาวใกล้เคียงกัน
อย่างไรก็ตาม ด้วยศักยภาพของกองบิน 7 จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีความพร้อมที่จะดูแลในพื้นที่จังหวัดระนอง แต่การลงทุนสร้างสนามบินในอนาคต จะต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก หรือถ้าจะให้สนามบินทหารเข้าไปใกล้จังหวัดระนอง เท่ากับว่าจะเข้าใกล้ประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น ซึ่งตามหลักของการใช้กาลังทางอากาศนั้น จะไม่สร้างสนามบินทหารใกล้กับชายแดนประเทศเพื่อนบ้านมากเกินไป
15) ขณะนี้ ยังไม่เห็นถึงการส่งสัญญาณจากประเทศมหาอำนาจ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ลงทุนในประเทศไทย เช่น โรงงานผลิตรถยนต์ในจังหวัดระยอง เป็นต้น ดังนั้น หากมีการลงทุนในโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นการลงทุนในทางเศรษฐกิจ จึงคิดว่าไม่น่าจะมีผลกระทบแต่อย่างใด
16) สำหรับการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบของโครงการแลนด์บริดจ์ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้พิจารณาในหลายประเด็น ได้แก่
(1) ประเด็นด้านกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันให้ความสำคัญกับกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนในการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งจำเป็นต้องดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนดอย่างเข้มงวด
(2) ความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โครงการแลนด์บริดจ์ตั้งอยู่นอกพื้นที่การปฏิบัติการของผู้ก่อความไม่สงบ อย่างไรก็ตาม อาจมีการก่อเหตุในเชิงสัญลักษณ์ตามพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อแสดงศักยภาพของผู้ก่อความไม่สงบ
(3) การก่ออาชญากรรมข้ามชาติ ต้องเฝ้าระวังการก่ออาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ยาเสพติด สินค้าผิดกฎหมาย การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายที่อาจใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านไปยังประเทศที่สาม การป้องกันและบริหารจัดการกรณีการก่อเหตุรุนแรง รวมถึงการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
(4) ภูมิรัฐศาสตร์และการเมืองระหว่างประเทศ และ
(5) การปรับปรุงขีดความสามารถด้านสมุทราภิบาลของภาครัฐ
โดยเฉพาะการวางแผนเชิงพื้นที่ทางทะเล (Marine Spatial Planning) และการประเมินสถานะของทรัพยากรทางทะเล เพื่อนำไปสู่การจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน รวมถึงการวางแผนเชิงพื้นที่เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อพื้นที่ขึ้นทะเบียนมรดกโลก ได้แก่ พื้นที่แหล่งอนุรักษ์ทะเลอันดามัน การกำหนดเส้นทางเดินเรือและการป้องกันมลพิษ และการป้องกันการรั่วไหลของน้ามันหรือสารเคมี
17) ท่าทีของต่างประเทศต่อโครงการแลนด์บริดจ์ ภายหลังนายกรัฐมนตรีได้นำไปเสนอต่อผู้นำประเทศในเวทีความร่วมมือระหว่างประเทศ พบว่า ท่าทีของต่างประเทศในมิติความมั่นคง ยังไม่ปรากฏออกมาให้เห็นอย่างเป็นทางการ โดยมีเพียงเฉพาะประเด็นในทางเศรษฐกิจเท่านั้น
เช่น เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2566 สส.ของสาธารณรัฐสิงคโปร์ ตั้งกระทู้ถามท่าทีของรัฐบาลสิงคโปร์ ที่มีต่อโครงการแลนด์บริดจ์ของประเทศไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สาธารณรัฐสิงคโปร์ ชี้แจงว่า รัฐบาลสิงคโปร์ติดตามสถานการณ์ของประเทศไทย โดยระบุว่าโครงการดังกล่าวของประเทศไทยมีข้อจำกัดหลายด้าน โดยเฉพาะต้นทุนการก่อสร้างโครงการที่มีราคาสูง
เช่นเดียวกับสื่อมวลชนของประเทศมาเลเซีย มีรายงานถึงข้อกังวลจากสถาบันวิจัยทางด้านเศรษฐกิจ และหน่วยงานบริหารท่าเทียบเรือของประเทศมาเลเซียว่า ผลประโยชน์ทางทะเลจากการบริหารจัดการท่าเทียบเรือของประเทศอาจได้รับผลกระทบจากโครงการแลนด์บริดจ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมาเลเซีย ชี้แจงว่า มาเลเซียจะเร่งพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของท่าเทียบเรือต่อไป
นอกจากนี้ สื่อมวลชนของประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา ได้ให้ความสนใจต่อโครงการดังกล่าว โดยมีการรายงานข่าวเชิงวิเคราะห์ว่า โครงการแลนด์บริดจ์ของประเทศไทย จะเชื่อมโยงกับประเด็นการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะยุทธศาสตร์การต่างประเทศของสาธารณรัฐประชาชนจีน
18) การดำเนินงานของศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ในกรณีที่มีโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน ศรชล. พร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ในพื้นที่รับผิดชอบ โดยจะต้องมีการประเมินสถานการณ์ภัยคุกคามทางทะเลที่อาจจะเปลี่ยนแปลงไป
กำหนดแผนงานเพื่อเตรียมความพร้อมของ ศรชล. รวมถึงกลไกการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานของ ศรชล. ร่วมกับหน่วยงานหลักของ ศรชล. 7 หน่วยงาน และหน่วยงานระดับพื้นที่ของ ศรชล. ทั้ง ศรชล.ภาค และ ศรชล.จังหวัด รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อการบูรณาการในการรักษากฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายทางทะเล และการช่วยเหลือประชาชนตั้งแต่พื้นที่เขตท่าเรือ แพปลา ไปจนถึงเขตทางทะเลในความรับผิดชอบของ ศรชล. ต่อไป
19) ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ได้มีการนำแผนเผชิญเหตุต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอ่าวไทยตอนบน โดยหากมีโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ แล้วมีกรณีเรือขนาดใหญ่ชนกันจนทำให้เกิดน้ำมันหรือเคมีภัณฑ์รั่วไหล
ทางหน่วยงานได้เตรียมจัดทำแผนรองรับไว้ และมีการติดตามเฝ้าระวัง โดยดำเนินการร่วมมือกับหน่วยงานทางทะเลที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดในการเตรียมแผนเผชิญเหตุต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล โดยจะมีความร่วมมือกับกรมทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล ซึ่งมีการใช้แผนที่ One Marine Chart พื้นที่อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล ได้แก่ หญ้าทะเล ปะการัง
โดยจะมีแพลตฟอร์มในการบริหารจัดการเชิงนโยบายเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลในเขตพื้นที่อนุรักษ์ร่วมกันและมีการนำ Big Data มาใช้ในการสนับสนุนกลไกของรัฐในการดำเนินการต่างๆ อีกด้วย
20) สำหรับการเตรียมความพร้อมในเรื่องของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกับประเทศเพื่อนบ้าน ได้มีการหารือและมีปฏิสัมพันธ์ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยผ่านศูนย์ประสานงานของกองทัพเรือ ซึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่โดยตรง ซึ่งอยู่ในแผนการสร้างความร่วมมือร่วมกันในประเทศอินโดนีเซียและประเทศมาเลเซีย
โดยสรุปแล้ว โครงการแลนด์บริดจ์ของประเทศไทย ไม่สามารถแยกออกจากมิติความมั่นคงได้ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับเฉพาะสาธารณรัฐประชาชนจีนและสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่อาจเชื่อมโยงไปถึงประเทศพันธมิตรของทั้งสองชาติด้วย ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับการวางท่าที การกำหนดเงื่อนไขให้กับผู้รับสัมปทานและยุทธศาสตร์ของรัฐบาลชุดปัจจุบันและอนาคต
ดังนั้น ด้านความมั่นคงไม่ได้เป็นอุปสรรคในการดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์ แต่รัฐบาลก็ต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและไม่สร้างความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะพื้นที่ No man’s land เส้นทางการเดินเรือใหม่ที่ใกล้กับประเทศเพื่อนบ้าน
จึงต้องประสานกันอย่างเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ เพื่อให้การดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์เป็นมิติใหม่แห่งการลุงทุนอย่างยั่งยืนและประสานประโยชน์ร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยให้ประเทศเพื่อนบ้านเห็นพ้องกับประเทศไทยและมองเห็นว่าจะเกิดประโยชน์จากโครงการแลนด์บริดจ์ด้วยเช่นกัน
@การใช้‘ร่องน้ำ’ท่าเรือระนอง ส่อเป็นชนวนพิพาท‘ไทย-เมียนมา’
รายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (แลนด์บริดจ์) ของคณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2569
-ความเสี่ยงด้านความมั่นคงและข้อพิพาททางกฎหมายจากร่องน้ำร่วมที่ใช้ร่วมกันระหว่างไทย-เมียนมา และกรอบการบริหารความเสี่ยงที่จำเป็น
ประเด็นด้านร่องน้ำของท่าเรือจังหวัดระนอง มิได้มีนัยเฉพาะด้านวิศวกรรม หรือประสิทธิภาพการเดินเรือเท่านั้น หากแต่มีมิติความมั่นคงและมิติข้อพิพาททางกฎหมายระหว่างประเทศแฝงอยู่โดยตรง อันเนื่องมาจากลักษณะภูมิประเทศและภูมิรัฐศาสตร์ของพื้นที่ ที่มีความใกล้ชิดกับน่านน้ำของประเทศเมียนมา ตลอดจนความอ่อนไหวของแนวเขตแดนทางทะเล และสถานะทางกฎหมายของทางน้ำบางส่วน
ซึ่งอาจส่งผลต่อการกำกับความปลอดภัย การบังคับใช้ มาตรการควบคุม การบริหารเหตุฉุกเฉิน และความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการเดินเรือและผู้รับประกันภัย ในระยะยาว ดังนั้น จึงจำเป็นต้องจัดทำกรอบการบริหารความเสี่ยงที่ชัดเจนและเป็นระบบ ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของท่าเรือและร่องน้ำ

(1) ลักษณะพื้นที่ร่องน้ำใช้ร่วมและความเสี่ยงเรือหลุดลอยเข้าสู่น่านน้ำเมียนมา
ร่องน้ำที่ใช้สำหรับการนำเรือเข้า-ออกท่าเรือระนอง มิได้อยู่ภายใต้เขตอำนาจของประเทศไทยเพียงฝ่ายเดียว หากแต่มีลักษณะเกี่ยวเนื่องกับเขตแดนทางทะเล และในทางปฏิบัติเป็นร่องน้ำที่มีความเสี่ยงต่อการเคลื่อนย้ายข้ามเขตแดนทางทะเลโดยไม่ตั้งใจได้โดยง่าย
กล่าวคือ หากเรือเดินผิดร่องน้ำจากความคลาดเคลื่อนในการนำร่องหรือการควบคุมการเดินเรือ หรือหากเกิด เหตุขัดข้อง เช่น เครื่องยนต์ขัดข้อง การควบคุมเรือผิดพลาด หรืออุบัติเหตุในระหว่างเทียบท่า จนทำให้เรือหลุดลอยออกจากแนวเดินเรือหลัก ย่อมมีความเป็นไปได้ที่จะเข้าสู่น่านน้ำของประเทศเมียนมาภายในระยะเวลาอันสั้น เนื่องจากระยะห่างระหว่างพื้นที่ไม่มากนัก
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น มิได้จำกัดอยู่เพียงความเสียหายด้านปฏิบัติการของท่าเรือ หากแต่สามารถยกระดับเป็นประเด็นทางกฎหมายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
โดยอาจเกี่ยวข้อง กับ (1) ประเด็นทางกฎหมายว่าด้วยการรุกล้ำน่านน้ำ (2) ประเด็นการผ่านแดนโดยมิชอบหรือการเข้าสู่น่านน้ำต่างประเทศโดยไม่มีเหตุอันสมควรตามที่ฝ่ายเจ้าของน่านน้ำยอมรับ และ (3) ความเสี่ยงที่เรือหรือบุคลากรจะถูกควบคุม ตรวจค้น หรือจับกุมโดยฝ่ายเมียนมาในกรณีที่มีการตีความว่า เป็นการกระทำอันกระทบต่ออธิปไตยหรือความมั่นคงของรัฐ
(2) ข้อจำกัดด้านแผนที่และแนวเขตแดนทะเล จุดอ่อนไหวที่อาจเปลี่ยนเป็นข้อจำกัดทางโลจิสติกส์
ประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการใช้แผนที่คนละชุด และความไม่ชัดเจนของแนวเขตแดนทางทะเลในบางพื้นที่ ซึ่งอาจกระทบต่อการกำหนดเส้นทางเดินเรือ การวางมาตรการ นำร่อง การกำกับการจราจรทางน้ำ และการบริหารความเสี่ยงในภาวะฉุกเฉิน โดยเฉพาะบริเวณที่เกี่ยวข้องกับเกาะหลาม เกาะคัน และเกาะขี้นก ซึ่งยังไม่มีข้อตกลงที่ชัดเจนในเชิงการยอมรับร่วมกัน
นอกจากนี้ บริเวณปากแม่น้ำกระบุรี มีลักษณะที่ต้องอาศัยหลักการแบ่งเขตแบบเส้นกึ่งกลางเท่าระยะ (Equidistance) ในการพิจารณา ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวด้านชายแดนทางทะเล และย่อมมีความละเอียดอ่อนต่อการบริหารจัดการเชิงนโยบาย
ในทางโลจิสติกส์ ประเด็นดังกล่าวอาจแปรเป็นข้อจำกัดเชิงปฏิบัติการได้ กล่าวคือ หากความไม่ชัดเจนของแนวเขตแดน ทำให้การกำหนดเส้นทางเดินเรือที่ปลอดภัยและเป็นที่ยอมรับร่วมกันทำได้ยาก หรือหากการบริหารเหตุฉุกเฉินต้องเผชิญความไม่แน่นอนว่าพื้นที่เกิดเหตุอยู่ภายใต้เขตอำนาจของฝ่ายใด
ย่อมส่งผลให้การประสานการช่วยเหลือ การลากจูง การกู้ภัย และการดำเนินการด้านความปลอดภัยทางทะเลมีความล่าช้าและมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของสายเรือและผู้ประกอบการในการเลือกใช้ท่าเรือดังกล่าวเป็นจุดดำเนินการเชิงพาณิชย์
(3) ประเด็นสถานะทางน้ำสากล (International Waterway) และข้อจำกัดของอำนาจบังคับใช้มาตรการนำร่อง (Pilot)
แม่น้ำกระบุรีถูกระบุในสนธิสัญญาระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักรให้มีลักษณะเป็นทางน้ำสากล (International Waterway) ซึ่งมีนัยแตกต่างจากกรณีสนธิสัญญาบางฉบับที่ใช้ความลึกของร่องน้ำ เป็นเส้นเขตแดนหรือเป็นฐานในการกำหนดอำนาจควบคุมทางน้ำ
ผลเชิงปฏิบัติการจากสถานะดังกล่าว คือ ประเทศไทยอาจไม่สามารถประกาศบังคับใช้มาตรการบางประการได้โดยลำพังในลักษณะที่มีผลผูกพันต่อเรือต่างชาติหรือการเดินเรือในพื้นที่ร่วม เช่น การกำหนดให้ต้องใช้ผู้นำร่อง (Pilot) หรือการกำหนดข้อปฏิบัติด้านความปลอดภัยบางประการ หากไม่มีฐานอำนาจเหนือพื้นที่ดังกล่าวอย่างสมบูรณ์หรือไม่มีความตกลงร่วมที่ชัดเจนกับประเทศเพื่อนบ้าน
ด้วยเหตุนี้ ประเด็นสถานะทางน้ำสากลดังกล่าวจึงควรได้รับการ “สอบทาน เชิงกฎหมายอย่างละเอียด” เพื่อประเมินขอบเขตอำนาจของรัฐไทยในการกำกับความปลอดภัย การบังคับใช้มาตรการป้องกันเหตุ และการดำเนินการด้านความมั่นคงทางทะเล ทั้งในภาวะปกติ และภาวะฉุกเฉิน เนื่องจากอาจกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการกำกับดูแลการเดินเรือและการบริหาร ความเสี่ยงของท่าเรือในอนาคต
(4) ข้อเสนอเชิงปฏิบัติในการทำความเข้าใจกับฝ่ายเมียนมาในระดับท้องถิ่น เพื่อกำหนดแนวทางรองรับเหตุฉุกเฉิน
การหารือและทำความเข้าใจกับฝ่ายเมียนมาในระดับท้องถิ่น เพื่อจัดทำแนวทางรองรับ กรณีที่อาจเกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ เช่น กรณีเรือหลุดลอย เรือเสียหาย เรือฉุกเฉิน หรือเหตุจำเป็น ทางทะเลที่ทำให้เรือต้องเคลื่อนเข้าใกล้หรือเข้าสู่น่านน้ำอีกฝ่ายหนึ่งโดยไม่ได้มีเจตนาฝ่าฝืน แนวทางดังกล่าวมีความสำคัญในเชิงป้องกันมิให้เหตุการณ์เชิงปฏิบัติการกลายเป็น ข้อพิพาทเชิงอธิปไตย หรือประเด็นความมั่นคงในภายหลัง
ทั้งนี้ การทำความเข้าใจร่วมกันควรครอบคลุมอย่างน้อย (1) ช่องทางการแจ้งเหตุและประสานงานฉุกเฉิน (2) หลักเกณฑ์การเข้า – ออกชั่วคราว ด้วยเหตุจำเป็น (3) แนวปฏิบัติในการตรวจสอบและปล่อยเรือ (4) การประสานงานด้านการลากจูง กู้ภัยและกู้เรือ และ (5) แนวทางลดความเสี่ยงในการตีความว่าเป็นการรุกล้ำหรือการผ่านแดนโดยมิชอบ
โดยสรุปพื้นที่ก่อสร้างท่าเรืออยู่ในระยะปลอดภัยจากพื้นที่ที่มีข้อพิพาททางทะเล และอยู่ห่างจากปากแม่น้ำกระบุรีในระดับหนึ่ง แต่ข้อมูลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า เขตแดนทางทะเลไทย-เมียนมา ยังมีประเด็นที่มิได้มีการเจรจาหรือกำหนดข้อยุติใน 3 บริเวณสำคัญ
ได้แก่ (1) แนวเขตแดน ทางทะเลตั้งแต่เกาะสุรินทร์เหนือถึงด้านเหนือของเกาะโคม (2) ประเด็นการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือเกาะ หลาม เกาะคัน และเกาะขี้นก และ (3) แนวเขตแดนส่วนที่เป็นร่องน้ำต่อเนื่องไปจนถึงปากน้ำกระบุรี ซึ่งล้วนเป็นประเด็นอ่อนไหวและมีนัยสำคัญต่อการบริหารจัดการเชิงนโยบายและเชิงความมั่นคง
ในมิติของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านท่าเรือและโลจิสติกส์ ประเด็นดังกล่าว มีผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการเดินเรือ การประกันภัยทางทะเล และแผนรองรับเหตุฉุกเฉิน ของท่าเรือโดยตรง เนื่องจากการดำเนินการของท่าเรือขนาดใหญ่ต้องอาศัยมาตรฐานความปลอดภัย ความชัดเจนของเขตอำนาจ
และความแน่นอนด้านกฎระเบียบและการบังคับใช้ หากพื้นที่หรือเส้นทาง เดินเรือมีความเสี่ยงต่อข้อพิพาทหรือความไม่ชัดเจนของแนวเขตแดน ย่อมเพิ่มต้นทุนการบริหาร ความเสี่ยงของเอกชน และอาจสะท้อนออกมาในรูปค่าเบี้ยประกันที่สูงขึ้น เงื่อนไขสัญญาที่เข้มงวดขึ้น หรือการหลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางดังกล่าวโดยสิ้นเชิง
ดังนั้น จึงเห็นควรกำหนดกรอบการบริหารความเสี่ยงด้านความมั่นคงและกฎหมาย ระหว่างประเทศให้ชัดเจนตั้งแต่ระยะต้นของโครงการ โดยควรประกอบด้วย (1) การสอบทานฐานะ ทางกฎหมายของร่องน้ำและพื้นที่เกี่ยวเนื่อง (2) การกำหนดมาตรการนำร่องและการกำกับการจราจร ทางน้ำที่สามารถบังคับใช้ได้จริงภายใต้ข้อจำกัดเชิงอำนาจ
(3) กลไกการประสานงานเหตุฉุกเฉิน และการทำความเข้าใจร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านในระดับพื้นที่ และ (4) การสื่อสารความเสี่ยง และมาตรการรองรับต่อผู้ประกอบการและผู้รับประกันภัยอย่างเป็นระบบ เพื่อรักษาความเชื่อมั่น และความสามารถแข่งขันของท่าเรือในระยะยาว
เหล่านี้เป็นผลการศึกษาเกี่ยวกับโครงการ ‘แลนด์บริดจ์’ ในมิติผลกระทบด้าน ‘ความมั่นคง’ ซึ่งอาจสรุปได้ว่าหากโครงการแลนด์บริดจ์เดินหน้าได้จริง ประเทศไทยย่อมจะถูกดึงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งทางผลประโยชน์ของ ‘ชาติมหาอำนาจ’ โดยเฉพาะสหรัฐฯและจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!
อ่านประกอบ :
ฉบับที่ 4! ‘กมธ.คมนาคม วุฒิสภา’ ขวาง ‘แลนด์บริดจ์’ ชี้ เสี่ยงต่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย
ย้อนดูผลศึกษาฯ‘แลนด์บริดจ์’สะเทือน‘สิ่งแวดล้อม’ ก่อ‘มลพิษ’เพียบ เสี่ยง‘น้ำมันรั่ว-ฝนกรด’
ก่อน‘อนุทิน’ปัดฝุ่น! เทียบ 3 ผลศึกษาแลนด์บริดจ์ ‘สศช.-จุฬาฯ’ชี้เป็นไปไม่ได้ทางเศรษฐศาสตร์

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา