
'กรมการปกครอง' แจง 'กมธ.การปกครอง' สภาฯ ปม 'ทุจริตทะเบียนราษฎร-สวมบัตรประชาชน' ชี้ 5 'จุดเสี่ยง' ระบบทะเบียนเอกสารแจ้งเกิดปลอม - พยานเท็จ - ไม่อยู่จริง - สวมทำบัตร ปชช. – จดทะเบียนสมรสอำพราง
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตัวแทนกรมการปกครองได้เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ(กมธ.) การปกครอง สภาผู้แทนราษฎร กรณีการแก้ไขปัญหาการทุจริตทางทะเบียนราษฎรและบัตรประจำตัวประชาชน โดยให้ข้อมูลว่า ปัญหาการทุจริตเกี่ยวกับสถานะบุคคลและการสวมสิทธิ และการใช้ระบบทะเบียนราษฎรโดยมิชอบ ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศและเชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติ กลุ่มทุนสีเทา และขบวนการสแกมเมอร์
ปัจจุบันกรมการปกครองอยู่ระหว่างขับเคลื่อนภารกิจแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและสัญชาติไทย ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 ต.ค.67 เพื่อเร่งรัดการใช้สถานะบุคคลและสัญชาติไทยแก่ชนกลุ่มน้อยและบุคคลไร้รัฐกว่า 483,626 คน โดยลดระยะเวลาการพิจารษจากเดิม 270 วัน เหลือเพียง 5 วัน และขยายเวลารับคำร้องไปจนถึงวันที่ 30 มิ.ย.70 ซึ่งการดำเนินการที่กำหนดไว้ 5 วันดังกล่าว อาจเกิดช่องว่างในการตรวจสอบข้อเท็จจริงผิดพลาดได้ และอาจเปิดโอกาสให้กลุ่มนายหน้าและเครือข่ายทุจริตเข้ามาแทรกแซงกระบวนการทำดำเนินงาน โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนและพื้นที่เสี่ยง เช่น อำเภอเวียงแห เชียงดาว และแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่
กรมการปกครองยังระบุอีกว่า จุดเสี่ยงสำคัญของระบบทะเบียนใน 5 กระบวนการหลัก ได้แก่ 1. การแจ้งเกิดและการใช้เอกสารรับรองการเกิดปลอม 2. การเพิ่มชื่อและจัดทำทะเบียนประวัติโดยใช้พยานเท็จ 3. การย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านโดยไม่มีการอยู่อาศัยจริง 4. การสวมตัวทำบัตรประจำตัวประชาชน 5. การจดทะเบียนสมรสอำพรางเพื่อให้บุตรได้รับสัญชาติไทย โดยหลายกรณีส่วนใหญ่เริ่มต้นจากการตรวจพบการกระทำผิดประเภทอื่นก่อน แล้วจึงตรวจสอบย้อนหลังจนพบความผิดปกติในระบบทะเบียนราษฎร
นอกจากนี้ ปัญหาที่สำคัญส่วนหนึ่งมาจากการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่และปัจจุบันยังมีข้อจำกัดของระบบเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพราะยังไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้อย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะข้อมูลด้านสาธารณสุขโรงพยาบาลเอกชน และฐานข้อมูลด้านอัตลักษณ์บุคคล
ขณะที่การแก้ไขปัญหาเชิงป้องกัน กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ตลอดจนหน่วยปฏิบัติการพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทุกหน่วยงานมีความเห็นตรงกันว่า การป้องกันเป็นมาตรการสำคัญที่ต้องดำเนินการก่อนการปราบปราม เช่น การปรับปรุงกฎหมายรัดกุมมากขึ้น ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ การใช้ AI สแกนและตรวจสอบข้อมูล การปรับปรุงระบบการพิสูจน์สถานะบุคคลและทางนิติวิทยาศาสตร์ เช่น การตรวจ DNA
กรมการปกครองให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต หากพบการกระทำความผิดจะดำเนินการทั้งทางอาญาและทางวินัย รวมถึงให้ออกจากราชการไว้ก่อนระหว่างสอบสวนข้อเท็จจริง
@ มีแนวคิดใช้เทคโนโลยีตรวจสอบม่านตาในอนาคต
ขณะที่ผู้แทนจากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันพบรูปแบบการทุจริตหลายลักษณะ เช่น การใช้บัตรสีชมพูของบุคคลไม่มีสัญชาติไทย การนำชื่อบุคคลที่เสียชีวิตมาสวมสิทธิให้แก่บุคคลต่างด้าว โดยมีนายหน้า เจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลในพื้นที่บางส่วนร่วมดำเนินการเป็นขบวนการ ทั้งยังพบความเชื่อมโยงกับโรงพยาบาล การย้ายชื่อบุคคลเข้าทะเบียนบ้านจำนวนมากผิดปกติ การเรียกรับผลประโยชน์จากการออกเอกสารหรือบัตรประจำตัว
ผู้แทนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันแต่ละหน่วยงานใช้ระบบไบโอเมตริกแยกออกจากกัน ไม่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกันได้ ซึ่ง สตม. อยู่ระหว่างผลักดันการพัฒนาระบบ Thailand Information System เพื่อยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานและเพิ่มประสิทธิภาพการพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล รวมถึงมีแนวคิดนำเทคโนโลยีตรวจสอบม่านตา (Iris Recognition) มาใช้ในอนาคต

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา