
‘เครือข่ายภาคประชาชน-ผู้บริโภค’ เรียกร้อง ‘กสทช.’ เร่งผ่าน ‘แผนแม่บทฯ’ รองรับใบอนุญาตฯ ‘ทีวีดิจิทัล’ หมดอายุปี 72 หวั่น ‘จอดำ’ ชี้ฟรีทีวีเป็น ‘สิทธิพื้นฐานประชาชน’ พร้อมจี้คุมเนื้อหา OTT
...........................................
เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. ที่โรงแรมเดอะ ควอเตอร์ อารีย์ บาย ยูเอชจี กรุงเทพฯ ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สภาองค์กรของผู้บริโภค และภาคีเครือข่ายภาคประชาชน จัดเวทีเสวนาโต๊ะกลม “อนาคตฟรีทีวี กับสิทธิการรับข่าวสาร และการกำกับธรรมาภิบาลสื่อสังคมออนไลน์” เพื่อสะท้อนความกังวลอนาคตของโทรทัศน์ดิจิทัลภาคพื้นดิน ซึ่งใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ดิจิทัลจะสิ้นสุดลงในปี 2572
ในขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางรองรับในระยะต่อไป พร้อมทั้งมีข้อเรียกร้องให้แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์เพิ่มความรับผิดชอบต่อปัญหาอาชญากรรมออนไลน์และการคุ้มครองผู้บริโภค
นายเมธา มาสขาว ผู้ประสานงานเครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง กล่าวว่า อนาคตของฟรีทีวีไทยยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากแผนแม่บทด้านกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ของ กสทช. ยังไม่มีความชัดเจน ทั้งๆที่ฟรีทีวีมีบทบาทสำคัญในการทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ต่างจากแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ประชาชนต้องเสียค่าใช้จ่ายอินเทอร์เน็ตรายเดือน
“ปัจจุบันโอกาสรอดของทีวีดิจิทัลถูกพูดถึงมากว่า ขาดการสนับสนุนและส่งเสริมทั้งจากภาครัฐหรือหน่วยงานอย่าง กสทช. ที่ไม่เห็นความสำคัญ และอีกหลายเรื่องที่ทำให้การแข่งขันของทีวีดิจิทัลถูกลดทอนลงไป เป็นการครองความใหญ่ของทุนข้ามชาติของแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ที่มีบทบาทอย่างสำคัญในสังคมไทย เรื่องนี้จึงน่าเป็นห่วง” นายเมธา กล่าว
นายหนานชัย น้อยสัญญา ตัวแทนชมรมคุ้มครองผู้บริโภคเขตบางนา กล่าวว่า จากประสบการณ์ทำงานด้านติดตั้งและซ่อมบำรุงระบบรับสัญญาณโทรทัศน์ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดสมุทรปราการ พบว่าโทรทัศน์ดิจิทัลยังมีบทบาทสำคัญต่อผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และประชาชนรายได้น้อยในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร
“ประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้มีรายได้น้อย ยังพึ่งพาข่าวสารจากทีวีดิจิทัลมากกว่าสื่อออนไลน์ หากวันหนึ่งทีวีดิจิทัลไม่สามารถออกอากาศได้ จะส่งผลกระทบต่อโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนอย่างมาก” นายหนานชัย กล่าว
นางธัญวรัตน์ จิรายุวัฒนา ประธานชมรมคุ้มครองผู้บริโภคเขตบางนา กล่าวว่า โทรทัศน์ดิจิทัลเป็นสื่อสำคัญต่อการดำรงชีวิต ทั้งด้านข่าวสาร ความบันเทิง และการแจ้งเตือนภัย อีกทั้งหลายรายการยังมีบริการล่ามภาษามือ ช่วยให้ผู้พิการทางการได้ยินเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างเท่าเทียม จึงควรเร่งจัดทำแผนรองรับก่อนถึงปี 2572
พล.ต.ต.เอกธนัช ลิ้มสังกาศ ประธานคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน (กตป.) กสทช. กล่าวว่า ควรมีการปรับปรุงกฎหมายเพื่อกำกับดูแลบริการแพร่ภาพและกระจายเสียงผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) ให้สามารถรับมือกับปัญหาอาชญากรรมออนไลน์และคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
พร้อมทั้งย้ำว่า โทรทัศน์และวิทยุยังเป็นช่องทางสำคัญในการสื่อสารสาธารณะ โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉินและการแจ้งเตือนภัยที่ต้องเข้าถึงประชาชนอย่างรวดเร็วและทั่วถึงโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
ด้าน ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช ผู้จัดการมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย กล่าวว่า ปัจจุบันเด็กและเยาวชนเผชิญความเสี่ยงจากเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย เนื้อหาที่เป็นอันตราย รวมถึงเพจปลอมและการหลอกลวงออนไลน์ จึงควรมีมาตรการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น
“แพลตฟอร์มที่มีรายได้จำนวนมหาศาลจากการโฆษณาและการค้าขายออนไลน์ ควรมีระบบตรวจสอบและคัดกรองบัญชีหรือเพจที่เข้าข่ายหลอกลวง รวมถึงร่วมรับผิดชอบเมื่อเกิดความเสียหายกับผู้บริโภค” ดร.ศรีดา กล่าว
นายณภัทร กองจันทร์ ผู้ร่วมก่อตั้งเพจ Natty Love Myanmar กล่าวว่า แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ควรเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย รวมถึงโฆษณาเว็บพนันและเนื้อหาที่สร้างความเสียหายต่อสังคม พร้อมพัฒนาระบบยืนยันตัวตนที่โปร่งใส เพื่อจะได้รู้ตัวผู้กระทำผิด เช่น การเผยแพร่เนื้อหาโจมตีกันโดยใช้ข้อมูลที่ผิด อีกทั้งการเผยแพร่ควรให้น้ำหนักกับความน่าเชื่อถือมากกว่าความเร็ว สนับสนุนเนื้อหาที่มีหลักฐานอ้างอิงและกลไกตรวจสอบข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ
“ควรพัฒนาระบบกลั่นกรองในการเข้าใจภาษา บริบท รวมถึงเข้าใจในความเป็นภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเรา เพื่อให้มีการบังคับใช้เป็นรูปแบบหรือแพลตฟอร์ม หรือเป็นกฎหมายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น สุดท้ายควรมีช่องทางสนับสนุนสำหรับสื่อหรือองค์กรและผู้สร้างเนื้อหาที่ทำงานในประเด็นสาธารณะ เช่น ระบบรายงานข้อมูลเท็จที่มีประสิทธิภาพ
อย่างโคแฟคนำเสนอข้อมูลที่เช็คแล้ว เป็นความจริงแล้ว กลับกลายเป็นได้ยอดการมีส่วนร่วม (Engage) น้อยมาก เหมือนแพลตฟอร์มไม่ดันข้อเท็จจริงให้สู่ประชาชน กับบางกลุ่มที่เป็นข่าวลวง หรือความจริงครึ่งเดียวกลับได้รับยอดการมีส่วนร่วมดีมาก’ ณภัทรกล่าว
ขณะที่ น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) และอดีตกรรมการ กสทช. กล่าวว่า ข้อเสนอจากเวทีเสวนาในครั้งนี้ จะถูกนำเสนอต่อ กสทช. ใน 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การจัดทำแผนรองรับอนาคตฟรีทีวีในฐานะสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน และการกำหนดมาตรการกำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค เด็กและเยาวชน รวมถึงความปลอดภัยสาธารณะ
“เราอาจต้องทำงานรณรงค์กับผู้บริโภคด้วยกันด้วยว่าให้หันมาสนับสนุนสื่อวิทยุ-ทีวีของคนไทยมากขึ้น เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง เรียกร้องให้ประชาชนร่วมสนับสนุนสื่อคุณภาพ และลดการมีส่วนร่วมกับเนื้อหาประเภทคลิกเบต (Clickbait) หรือข่าวลวง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้แพลตฟอร์มปรับอัลกอริทึมไปสู่การส่งเสริมข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากขึ้น จะเป็นการแสดงพลังของผู้บริโภคที่ทำให้แพลตฟอร์มอาจต้องปรับตัว” น.ส. สุภิญญา กล่าว

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา