
‘ครม.’ รับทราบ ‘หนี้สาธารณะ’ มี.ค.69 แตะ 66.35% ต่อ GDP ยังอยู่ในกรอบบริหารหนี้ฯ ขณะที่ ‘คลัง’ เร่งปรับโครงสร้างหนี้ กด ‘ภาระหนี้รัฐบาล’ ต่อ 'ประมาณการรายได้ประจำปีงบประมาณ' เหลือ 32.47%
..........................................
สำนักข่าอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่ประชุม ครม. มีมติรับทราบรายงานสัดส่วนหนี้สาธารณะ ตามมาตรา 50 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 ณ วันที่ 31 มี.ค.2569 โดยสัดส่วนหนี้สาธารณะที่เกิดขึ้นจริง ณ วันที่ 31 มี.ค.2569 ยังคงอยู่ภายใต้กรอบในการบริหารหนี้สาธารณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ (คณะกรรมการฯ) กำหนด มีรายละเอียด ดังนี้
1.สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) มีสัดส่วนหนี้ที่เกิดขึ้นจริง 66.35% ต่อ GDP ไม่เกินกรอบที่คณะกรรมการฯ กำหนดไว้ไม่เกิน 70% ต่อ GDP
2.สัดส่วนภาระหนี้ของรัฐบาลต่อประมาณการรายได้ประจำปีงบประมาณ มีสัดส่วนหนี้ที่เกิดขึ้นจริง 32.47% ต่อประมาณการรายได้ประจำปีงบประมาณ ไม่เกินกรอบที่คณะกรรมการฯ กำหนดไว้ไม่เกิน 50% ต่อประมาณการรายได้ประจำปีงบประมาณ
3.สัดส่วนหนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศต่อหนี้สาธารณะทั้งหมด มีสัดส่วนหนี้ที่เกิดขึ้นจริง 0.74% หนี้สาธารณะทั้งหมด ไม่เกินกรอบที่คณะกรรมการฯ กำหนดไว้ไม่เกิน 10% หนี้สาธารณะทั้งหมด
4.สัดส่วนภาระหนี้สาธารณะที่เป็นเงินตราต่างประเทศต่อรายได้จากการส่งออกสินค้าและบริการ มีสัดส่วนหนี้ที่เกิดขึ้นจริง 0.03% ต่อรายได้จากการส่งออกสินค้าและบริการ
กระทรวงการคลัง รายงานว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน รัฐบาลยังคงต้องดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุล และต้องปรับโครงสร้างหนี้ของการกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (การแพร่ระบาดฯ) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งแม้จะทำให้มีหนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้น และมีการใช้เครื่องมือระดมทุนระยะสั้นเพิ่มขึ้นตามสภาพคล่องและความต้องการของนักลงทุนในช่วงที่ระดมทุน แต่เป็นความจำเป็นเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยให้ฟื้นตัวตามนโยบายของรัฐบาล
การกู้เงินดังกล่าวได้ถูกนำไปใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ วางรากฐานการพัฒนา สร้างรายได้และเร่งรัดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่กระจายไปทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยเป็นการลงทุนด้านคมนาคม สาธารณูปการ และการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเป็นสำคัญ เพื่อกระจายความเจริญ ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ขยายโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ของประเทศซึ่งล้วนมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัว และทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตทีดีขึ้น
อย่างไรก็ดี การเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป จะทำให้สัดส่วนของหนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มขึ้น รวมถึงการที่หนี้ที่รัฐบาลรับภาระทยอยครบกำหนดเป็นจำนวนมากตามสัดส่วนเครื่องมือระดมทุนระยะสั้นที่เพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาดฯ เป็นต้นมา
ส่งผลให้กระทรวงการคลังต้องดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้อย่างต่อเนื่อง โดยการทำธุรกรรมการแลกเปลี่ยนพันธบัตร (Bond Switching) เพื่อยืดอายุหนี้ที่จะครบกำหนด รวมทั้งธุรกรรมการปรับโครงสร้างหนี้ล่วงหน้า (Prefunding) และการชำระหนี้ก่อนครบกำหนด (Prepayment) เพื่อลดภาระที่จะต้องกู้เงินในปริมาณมากในคราวเดียว หนี้ที่เป็นภาระต่องบประมาณในช่วง 12 เดือนย้อนหลังนับจากวันที่รายงานจึงทยอยปรับลดลง
ประกอบกับรายได้รัฐบาลในช่วงเวลาเดียวกันปรับเพิ่มขึ้น จึงทำให้สัดส่วนภาระหนี้ของรัฐบาลต่อประมาณการรายได้ประจำปีงบประมาณ ยังคงอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะตามมาตรา 50
ในการนี้ กระทรวงการคลังได้ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการหนี้สาธารณะตามกรอบการบริหารจัดการหนี้สาธารณะเพื่อสนับสนุนการลงทุนและการดำเนินมาตรการทางการคลัง รวมทั้งการชำระหนี้อย่างเคร่งครัดโดยคำนึงถึงต้นทุนและความเสี่ยงภายใต้เงื่อนไขความจำเป็นและข้อจำกัดตามปัจจัยสำคัญที่กล่าวข้างต้น
อ่านประกอบ :
‘สำนักงบฯรัฐสภา’เกาะติดเสถียรภาพ‘การคลัง’ หลัง‘หนี้รัฐบาล’พุ่ง-แนะปฏิรูปโครงสร้างรายได้
‘คลัง’เผย‘ภาระหนี้รบ.ต่อประมาณการรายได้’พุ่ง 42.47%-‘หนี้สาธารณะ/จีดีพี’แตะ 64.59%

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา