
‘ศาลปกครองสูงสุด’ สั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา คดี ‘นักลงทุน’ ขอสั่ง ‘ปปง.’ ตรวจสอบเส้นทางเงิน-ภาษี‘ กลุ่มบริษัทค้าทอง อ้างมีพฤติการณ์ฉ้อโกง ศาลฯชี้ไม่ใช่ผู้ที่ได้รับความเสียหายฯ
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า ในช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำสั่ง ตามคำร้องที่ 398/2568 คำสั่งที่ 1168/2568 ซึ่งเป็นคดี น.ส. ล. นักลงทุนซื้อขายทองคำล่วงหน้า (ผู้ฟ้องคดี) ยื่นฟ้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และเลขาธิการ ปปง. (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2) ในคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
กรณี น.ส. ล. ร้องเรียนพร้อมส่งเอกสาร ลงวันที่ 3 เม.ย.2562 และวันที่ 10 ก.ย.2563 ขอให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) ดำเนินการตรวจสอบเส้นทางการเงินของนาย ก. และกลุ่มบริษัท อ. จำนวน 3 บริษัท โดยอ้างว่า นาย ก. และกลุ่มบริษัทดังกล่าว มีพฤติการณ์ฉ้อโกง รวมทั้งจัดส่งเอกสารเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 1 ธ.ค.2566 เพื่อให้ ปปง. ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
ต่อมาวันที่ 11 มี.ค.2567 เลขาธิการ ปปง. ทำหนังสือแจ้งผลการดำเนินการให้ น.ส. ล. ทราบว่า อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลของพนักงานเจ้าหน้าที่ เนื่องจากพยานหลักฐานเกี่ยวกับความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอที่จะเสนอต่อคณะกรรมการธุรกรรม เพื่อพิจารณามีมติมอบหมายพนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบธุรกรรมและทรัพย์สินตามกฎหมายฯได้
จากนั้น น.ส. ล. ได้มีหนังสืออีกหลายฉบับ รวมทั้งหนังสือลงวันที่ 21 ต.ค.2567 ขอทราบ ความคืบหน้าในกรณีดังกล่าว แต่ไม่ได้รับแจ้งผลการพิจารณาจาก ปปง. และเลขาธิการ ปปง. ดังนั้น น.ส. ล. จึงยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ ปปง. และเลขาธิการ ปปง. ดำเนินการตามอำนาจ หน้าที่ในการตรวจสอบเส้นทางการเงินและภาษีอากรของ นาย ก. และกลุ่มบริษัท อ. ภายใน 30 วัน ดำเนินคดีตามกฎหมายกับกลุ่มนิติบุคคล และบุคคลที่กระทำผิดกฎหมายเพื่อแก้ไขความเดือดร้อนให้แก่ น.ส. ล.
โดยคดีนี้ ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณา และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เนื่องจากศาลฯ เห็นว่า น.ส. ล. มิใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ อันเนื่องจากการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของ ปปง. และเลขาธิการ ปปง. ที่จะทำให้ น.ส. ล. เป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีนี้ต่อศาลปกครองได้
“เมื่อพิจารณาบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติมแล้ว เห็นว่า การกระทำความผิดฐานฟอกเงิน หมายถึง การกระทำการใดๆ เพื่อเปลี่ยนสภาพของเงินที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่สุจริต โดยอาศัยกระบวนการต่างๆ ที่มีลักษณะเป็นการปกปิดการดำรงอยู่และแหล่งที่มาทางการเงิน ซึ่งได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แล้วปิดบังหรือดำเนินการอย่างใดๆ เพื่อทำให้เงินนั้นเป็นเงินที่ชอบด้วยกฎหมาย
โดย พ.ร.บ.ดังกล่าว ได้กำหนดลักษณะของความผิดมูลฐาน ซึ่งเป็นความผิดที่เป็นที่มาของแหล่งเงินที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายไว้หลายลักษณะ เช่น ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ ความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน ดังนั้น กรณีที่จะเข้าลักษณะเป็นการกระทำความผิดฐานฟอกเงินนั้น ต้องมีการกระทำที่เป็นความผิดมูลฐานมาก่อน ซึ่งหากเป็นกรณีที่เข้าลักษณะเป็นความผิดฐานฟอกเงินแล้ว
คณะกรรมการธุรกรรม ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ปปง.) เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบธุรกรรมหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด รวมทั้งมีอำนาจสั่งยับยั้งการทำธุรกรรม หรือสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินชั่วคราวในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัย หรือมีหลักฐานอันเชื่อได้ว่าเป็นธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน หรือมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าอาจมีการโอน จำหน่าย ยักย้าย ปกปิดหรือซ่อนเร้นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด
คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดี (น.ส. ล.) มีหนังสือฉบับลงวันที่ 3 เม.ย.2562 และวันที่ 1 ธ.ค.2566 ร้องเรียนต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ขอให้ดำเนินการตรวจสอบเส้นทางการเงินของบริษัท อ. โกลด์ฯ บริษัท อ. เกตเวย์ฯ นาย ก. และ บ. อ. โกลด์ ฟิวเจอร์ฯ และพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โดยอ้างว่าผู้ฟ้องคดี ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการลงทุนซื้อขายทองคำล่วงหน้ากับบริษัทดังกล่าว ซึ่งมีพฤติการณ์ฉ้อโกง
ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (เลขาธิการ ปปง.) ได้มีหนังสือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ที่ ปง 0004.6/492 ลงวันที่ 11 มี.ค.2567 แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบว่า เรื่องร้องเรียนของผู้ฟ้องคดีอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลของพนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
เนื่องจากพยานหลักฐานเกี่ยวกับความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอ ที่จะเสนอต่อคณะกรรมการธุรกรรมเพื่อพิจารณามีมติมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบธุรกรรมและทรัพย์สินตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้ ทั้งนี้ หากดำเนินการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว จะแจ้งให้ทราบต่อไป
จากนั้น ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือ ลงวันที่ 30 มิ.ย.2567 สอบถามความคืบหน้ากรณีดังกล่าว แต่ไม่ได้รับแจ้งผลการพิจารณา ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ไม่ได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้น ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการตามอำนาจหน้าที่
กรณีจึงเป็นคดีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้นั้น ต้องเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ อันเนื่องจากการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีด้วย
เมื่อเหตุแห่งความเดือดร้อนหรือเสียหายของผู้ฟ้องคดี สืบเนื่องมาจากการที่ผู้ฟ้องคดีได้เข้าร่วมลงทุนซื้อขายทองคำล่วงหน้ากับบริษัท อ. โกลด์ฯ บริษัท อ. เกตเวย์ฯ จำกัด นาย ก. และบริษัท อ. โกลด์ ฟิวเจอร์ฯ ซึ่งผู้ฟ้องคดีอ้างว่า บริษัทดังกล่าวมีความผิดฐานฉ้อโกง กรณีดังกล่าวจึงเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนด้วยกันเอง ซึ่งข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องบริษัทดังกล่าวต่อศาลยุติธรรมแล้ว
การที่ศาลปกครองจะกำหนดคำบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบเส้นทางการเงินและภาษีอากรของบริษัทดังกล่าว และดำเนินคดีตามกฎหมายกับกลุ่มนิติบุคคลและบุคคลที่กระทำผิดกฎหมาย นั้น แม้จะเป็นคำขอที่ศาลมีอำนาจกำหนดคำบังคับให้ได้ ตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (2) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ก็ตาม
แต่เห็นได้ว่าการออกคำบังคับดังกล่าว ไม่มีผลเป็นการแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อนหรือความเสียหายให้กับผู้ฟ้องคดี เพราะความเดือดร้อนหรือเสียหายของผู้ฟ้องคดี เกิดจากการที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าถูกหลอกลวงให้ลงทุนซื้อขายสินค้าทองคำล่วงหน้าจากบริษัทดังกล่าวนั่นเอง มิได้เกิดจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง (ปปง. และเลขาธิการ ปปง.) ละเลยต่อหน้าที่ในการดำเนินการตรวจสอบเส้นทางการเงินและภาษีอากรของบริษัทดังกล่าว ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 แต่อย่างใด
ผู้ฟ้องคดีจึงมิใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ อันเนื่องจากการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ที่จะทำให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีนี้ต่อศาลปกครอง ตามนัยมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ศาลปกครองไม่อาจรับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณาได้ อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีฟังไม่ขึ้น
การที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณา และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย จึงมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น” คำสั่งศาลปกครองสูงสุด ตามคำร้องที่ 398/2568 คำสั่งที่ 1168/2568 ลงวันที่ 3 ธ.ค.2568 ระบุ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา