
‘ศาลอุทธรณ์’ พิพากษายืน จำคุกตลอดชีวิต ‘สาธิต รังคสิริ-ศุภกิจ ริยะการ’ ทุจริตคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่วน ‘ประสิทธิ์ อัญโชติ-ติศักดิ์ อัญญโชติ’ จำคุก 6 ปี 8 เดือน สั่ง 'จำเลยทั้งสี่' ร่วมชดใช้ ‘กรมสรรพากร’ 3.09 พันล้าน
................................................
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ผลคำพิพากษาของศาลที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด ครั้งที่ 80 ระหว่างวันที่ 1-31 พ.ค.2569 โดยคดีที่ ป.ป.ช. มีมติครั้งที่ 709-81/2558 ชี้มูลความผิดอาญา นายสาธิต รังคสิริ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากร และนายศุภกิจ ริยะการ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสรรพากร พื้นที่กรุงเทพมหานคร 22 ทุจริตในการคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
โดย นายสาธิต รังคสิริ มีมูลความผิด ปอ. ม.147 ม.151 และม.157 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 ม.123/1 และนายศุภกิจ ริยะการ มีมูลความผิด ปอ. ม.147 ม.151 และม.157
และคดีที่ ป.ป.ช. มติครั้งที่ 715-87/2558 เมื่อวันที่ 17 พ.ย.2558 ชี้มูลความผิดอาญา นายสาธิต รังคสิริ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมสรรพากร และนายศุภกิจ ริยะการ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสรรพากร พื้นที่กรุงเทพมหานคร 22 ทุจริตในการคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่วน นายวีรยุทธ แซ่หลก ,นางสาวสายธาร แซ่หลก ,นายสุรเชษฐ์ มหารำลึก ,นายกิติศักดิ์ อัญญโชติ (จำเลยที่ 4) และนายประสิทธิ์ อัญโชติ (จำเลยที่ 3) ได้ร่วมกันกระทำความผิดกับนายศุภกิจ ริยะการ และ นายสาธิต รังคสิริ เพื่อให้มีการคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเท็จ มีมูลความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 มา ตรา 265 มาตรา 268 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86
ต่อมาอัยการสูงสุด เป็นโจทก์ฟ้องนายสาธิต รังคสิริ กับพวก รวม 4 คน (นายสาธิต รังคสิริ (จำเลยที่ 1) นายศุภกิจ ริยะการ (จำเลยที่ 2) นายประสิทธิ์ อัญญโชติ (จำเลยที่ 3) และนายกิติศักดิ์ อัญญโชติ (จำเลยที่ 4) ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาคกลาง นั้น
เมื่อวันที่ 29 พ.ค.2568 ศาลอุทธรณ์ ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อท 466-467/2565 คดีหมายเลขแดงที่ 9165-9166/2568 โดยพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นว่า จำเลยที่ 1 (นายสาธิต รังคสิริ) มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) กับมาตรา 147 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 พระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1
การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐหรือเจ้าของทรัพย์นั้น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90
จำเลยที่ 2 (นายศุภกิจ ริยะการ) มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 (เดิม) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่น เอาทรัพย์นั้นเสีย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา… ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยที่ 3 (นายประสิทธิ์ อัญญโชติ) และที่ 4 (นายกิติศักดิ์ อัญญโชติ) มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 265 (เดิม), 341 (เดิม) ประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (6 (เดิม)) (7) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกัน เป็นผู้ประ กอบการจดทะเบียน โดยเจตนาหลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม กระทำการใดๆ โดยความเท็จ โดยฉ้อโกง หรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน
และฐานร่วมกันเป็นผู้ประกอบการ โดยเจตนา นำใบกำกับภาษีปลอมหรือใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎ หมายไปใช้ในเครดิตภาษี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก จำเลย ที่ 3 และที่ 4 คนละ 6 ปี 8 เดือน ให้จำเลยทั้งสี่ ร่วมกันชดใช้เงิน 3,097,016,533.99 บาท แก่กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา
ขณะที่ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา ป.ป.ช. มติครั้งที่ 042/2569 ได้พิจารณาแล้ว มีมติเห็นชอบตามความเห็นของอัยการสูงสุดที่จะไม่ฎีกาคำพิพากษาดังกล่าว
ก่อนหน้านี้ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาคกลาง (ศาลชั้นต้น) ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อท 126/2562 คดีหมายเลขแดงที่ อท 96/2564 และคดีหมายเลขดำที่ อท 49/2563 คดีหมายเลขแดงที่ อท 97/2564 วันที่ 19 ส.ค.2564 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 (นายสาธิต รังคสิริ) และที่ 2 (นายศุภกิจ ริยะการ) มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 (เดิม), 151 (เดิม) และ 157 (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1
การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการกระทำ อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ฐานเป็น เจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้น เป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นไปเสีย และฐานเป็นเจ้าพนักงานมี หน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐหรือเจ้าของทรัพย์นั้น เป็นบทหนักซึ่งมีโทษเท่ากัน
ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นไปเสีย แต่เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษ จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตลอดชีวิต
จำเลยที่ 3 (นายประสิทธิ์ อัญญโชติ) มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) 265 (เดิม), 268 (เดิม), 341 (เดิม) ประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (3) (6 (เดิม)) (7) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นการกระทำ อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุก จำเลยที่ 3 เป็นเวลา 6 ปี 8 เดือน
ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้เงิน เงิน 3,097,016,533.99 บาท แก่ กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง นับโทษของจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญา หมายเลขดำที่ ฟย.23/2560 หมายเลขแดงที่ ฟย.47/2561 ของศาลอาญา ริบของกลางทองคำแท่ง น้ำหนัก 77 กิโลกรัม และทองคำแท่งน้ำหนักรวม 7,000 บาททองคำ ตามคำขอท้ายฟ้อง และทองคำแท่งทุกรายการ ที่ส่งมอบแก่คณะกรรมการจัดการทรัพย์สินเมื่อวันที่ 15 พ.ย.2562 ตาม เอกสารหมาย จ.361 ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 4 (นายกิติศักดิ์ อัญญโชติ)

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา