
‘ศาลฎีกาฯ’สั่งยกคำร้อง ‘กกต.’ ขอเพิกถอนสิทธิสมัครเลือกตั้ง ‘ผู้สมัคร สว.’ นครพนม ใช้ตำแหน่ง‘รศ.’แนะนำตัว ชี้พยานหลักฐานไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ว่ากระทำทุจริตเลือก ‘สว.’
.........................................
เมื่อวันที่ 9 ก.ค. ศาลฎีกา ได้เผยแพร่คำพิพากษา ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ในคดีหมายเลขดำที่ ลต สว 17/2568 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สว 67/2569 ระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ร้อง และนางสาวนิยารินทร์หรือพิมพ์ประภัทร สกุลภัทร์เตชิน ผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ระดับจังหวัด จ.นครพนม ผู้คัดค้าน เรื่อง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง)
โดยคดีนี้ ศาลฯมีคำสั่งให้ยกคำร้องของ กกต. เนื่องจากพยานหลักฐานของ กกต. ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่า การที่ นางสาวนิยารินทร์หรือพิมพ์ประภัทร สกุลภัทร์เตชิน (ผู้คัดค้าน) ระบุข้อความว่า “รศ.ดร.นิยารินทร์ สกุลภัทร์เตชิน นายกสมาคมคนต้นคิดเพื่อสังคมไทย” ในการแนะนำตัวเลือก สว. นั้น เป็นกระทำทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด จังหวัดนครพนม อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 วรรคหนึ่ง และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62
“คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้าน (นางสาวนิยารินทร์หรือพิมพ์ประภัทร สกุลภัทร์เตชิน) กระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด จังหวัดนครพนม อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 22 หรือไม่
ทางไต่สวนผู้ร้อง (กกต.) มีนายรัฐพงษ์ พลไธสง กรรมการสืบสวนและไต่สวน เป็นพยานเข้าไต่สวนได้ความว่า เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2564 ผู้คัดค้านได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ ต่อมาผู้คัดค้าน แสดงความประสงค์ขอถอดถอนตำแหน่งทางวิชาการโดยความสมัครใจ ตามแบบแสดงความประสงค์ของคณาจารย์ เพื่อดำเนินการขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการต่อไปในมหาวิทยาลัยพิษณุโลก ลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2566
คณะกรรมการควบคุมมหาวิทยาลัยพิษณุโลก ซึ่งปฏิบัติหน้าที่แทนสภามหาวิทยาลัยพิษณุโลก ในคราวประชุมครั้งที่ 4/2566 เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2566 มีมติเห็นชอบการถอดถอนตำแหน่งทางวิชาการดังกล่าว มหาวิทยาลัยพิษณุโลกจึงมีคำสั่ง ที่ 168/2566 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2566 เรื่อง ถอดถอนตำแหน่งทางวิชาการ เอกสารหมาย ร.ค.1 แผ่นที่ 208 เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2566
ได้มีการแจ้งคำสั่งดังกล่าวด้วยวิธีการส่งไปรษณีย์ด่วนพิเศษ (EMS) หมายเลข ED XXXXXXXXXXX TH ไปยังที่อยู่ของผู้คัดค้านที่เขตพระโขนงได้สำเร็จ เนื่องจากไม่มีเอกสารตีกลับ ตามบันทึกขออนุมัติเบิกงบประมาณค่าจัดส่งไปรษณีย์และสำเนาใบรับเงิน เอกสารหมาย ร.ค.1 แผ่นที่ 111 และแผ่นที่ 112
จากนั้นคณะกรรมการพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการมหาวิทยาลัยพิษณุโลก มอบหมายให้มหาวิทยาลัยพิษณุโลกตรวจสอบคุณสมบัติและตรวจสอบผลการประเมินการสอนใหม่ ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาผลงานทางวิชาการ โดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิประเมินผลงานทางวิชาการและจริยธรรมและจรรยาบรรณทางวิชาการสำหรับการยื่นแบบแสดงความประสงค์เข้าสู่กระบวนการพิจารณาตำแหน่งรองศาสตราจารย์โดยวิธีพิเศษ โดยใช้เอกสารทางวิชาการเดิมของผู้คัดค้าน
สรุปว่า ผู้คัดค้านไม่ผ่านเกณฑ์การตรวจสอบคุณสมบัติและตรวจสอบผลการประเมินการสอน ในการประชุมครั้งที่ 2 ปีการศึกษา 2566 เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2567 ที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการมหาวิทยาลัยพิษณุโลกมีมติเห็นชอบผลการตรวจสอบคุณสมบัติและตรวจสอบผลการประเมินการสอนดังกล่าวของผู้คัดค้าน ทำให้ผู้คัดค้านไม่สามารถขอรับการพิจารณากำหนดตำแหน่งทางวิชาการระดับรองศาสตราจารย์ โดยวิธีพิเศษ โดยใช้เอกสารทางวิชาการเดิมต่อไปได้ ตามรายงานการประชุมเอกสารหมาย ร.ค.1 แผ่นที่ 113 ถึงแผ่นที่ 116
และเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2567 ได้มีการแจ้งผลการตรวจสอบคุณสมบัติและตรวจสอบผลการประเมินการสอนของผู้คัดค้านดังกล่าวด้วยวิธีการส่งไปรษณีย์ด่วนพิเศษ (EMS) หมายเลข ED XXXXXXXXXX TH ไปยังที่อยู่ของผู้คัดค้านที่เขตหลักสี่ได้สำเร็จ เนื่องจากไม่มีเอกสารตีกลับ ตามบันทึกขออนุมัติเบิกงบประมาณค่าจัดส่งไปรษณีย์และสำเนาใบรับเงิน เอกสารหมาย ร.ค.1 แผ่นที่ 117 ถึง แผ่นที่ 119
การที่ผู้คัดค้านส่งข้อมูลแนะนำตัวของผู้คัดค้านทางแอปพลิเคชันไลน์ให้แก่นายจำนง ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับอำเภอ อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม กลุ่มที่ 13 และกลุ่มผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาระดับอำเภอและระดับจังหวัด โดยระบุข้อความว่า “รศ.ดร.นิยารินทร์ สกุลภัทร์เตชิน นายกสมาคมคนต้นคิดเพื่อสังคมไทย” ในขณะที่ผู้คัดค้านทราบอยู่แล้วว่า ผู้คัดค้านถูกถอดถอนจากตำแหน่งรองศาสตราจารย์
จึงเป็นการหลอกลวงจูงใจให้บุคคลอื่นเข้าใจผิดในคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ หรือชื่อเสียงเกียรติคุณของผู้คัดค้านเพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนให้แก่ผู้คัดค้าน ซึ่งเป็นการทุจริตในการเลือก และทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
และผู้ร้องมีนางสาวน้ำเพชร เจริญภัทราวุฒิ เจ้าหน้าที่บัญชีกองทุน มหาวิทยาลัยพิษณุโลก และนางณัฐกฤตา รักเมือง หัวหน้างานธุรการและสารบรรณมหาวิทยาลัยพิษณุโลก เป็นพยานเข้าไต่สวนได้ความทำนองเดียวกันว่า พยานทั้งสองเป็นผู้จัดทำบันทึกข้อความ เรื่องขออนุมัติเบิกค่าไปรษณีย์ เพื่อเสนอให้อธิการบดีอนุมัติเบิกจ่ายค่าไปรษณีย์ดังกล่าวตามเอกสารหมาย ร.ค.1 แผ่นที่ 111 แผ่นที่ 112 และแผ่นที่ 117 ถึงแผ่นที่ 119 เอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าวส่งถึงผู้คัดค้านได้สำเร็จเนื่องจากไม่มีเอกสารตีกลับ
ส่วนผู้คัดค้าน (นางสาวนิยารินทร์หรือพิมพ์ประภัทร สกุลภัทร์เตชิน) อ้างตนเองเป็นพยานเข้าไต่สวนได้ความว่า เมื่อปี 2564 ผู้คัดค้านเคยได้รับอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัยพิษณุโลกแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ ผู้คัดค้านเคยมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดนครพนม ก่อนย้ายไปจังหวัดชลบุรี และย้ายกลับมาที่จังหวัดนครพนมตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน ตามเอกสารหมาย ค.1 ไม่เคยมีภูมิลำเนาที่กรุงเทพมหานคร
จึงไม่เคยได้รับคำสั่งของมหาวิทยาลัยพิษณุโลกเรื่องถอดถอนตำแหน่งทางวิชาการ และเอกสารแจ้งผลการตรวจสอบคุณสมบัติและตรวจสอบผลการประเมินการสอนว่า ผู้คัดค้านไม่สามารถขอรับการพิจารณากำหนดตำแหน่งทางวิชาการระดับรองศาสตราจารย์ โดยวิธีพิเศษ โดยใช้เอกสารทางวิชาการเดิมต่อไปได้
เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าในวันที่ 26 ธันวาคม 2564 สภามหาวิทยาลัยพิษณุโลกมีคำสั่งแต่งตั้งให้ผู้คัดค้านดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ ในภายหลังมหาวิทยาลัยพิษณุโลกมีคำสั่ง 168/2566 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2566 ถอดถอนตำแหน่งทางวิชาการ ตำแหน่งรองศาสตราจารย์ สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ ของผู้คัดค้านตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2566
ส่วนที่ผู้คัดค้านยื่นขอรับการพิจารณากำหนดตำแหน่งทางวิชาการ ระดับรองศาสตราจารย์ โดยวิธีพิเศษ โดยใช้เอกสารทางวิชาการเติมนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการมหาวิทยาลัยพิษณุโลกเห็นว่าผู้คัดค้านไม่สามารถขอรับการพิจารณากำหนดตำแหน่งทางวิชาการระดับรองศาสตราจารย์ โดยวิธีพิเศษ โดยใช้เอกสารทางวิชาการเดิมได้เช่นกัน
ผู้คัดค้านจึงไม่อาจใช้ตำแหน่งทางวิชาการ “รองศาสตราจารย์ หรือ รศ.” ได้นับแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2566 ซึ่งเป็นวันที่มหาวิทยาลัยพิษณุโลกมีคำสั่งถอดถอนตำแหน่งดังกล่าว
แต่เมื่อปรากฏว่ามหาวิทยาลัยพิษณุโลกได้แจ้งคำสั่งถอดถอนตำแหน่งทางวิชาการและแจ้งผลการตรวจสอบคุณสมบัติและตรวจสอบผลการประเมินการสอนของผู้คัดค้านทั้งสองครั้งดังกล่าวด้วยการส่งไปรษณีย์ด่วนพิเศษไปยังเขตพระโขนงและเขตหลักสี่ที่ผู้ร้องอ้างว่าเป็นที่อยู่ของผู้คัดค้าน ซึ่งตามข้อเท็จจริงจากทางไต่สวนของผู้ร้องไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตพระโขนงและเขตหลักสี่แต่อย่างใด
ส่วนที่ผู้คัดค้านระบุที่อยู่ในใบสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.2) เอกสารหมาย ร.ค.1 แผ่นที่ 28 และในหนังสือชี้แจงและปฏิเสธข้อกล่าวหา เอกสารหมาย ร.ค.1 แผ่นที่ 160 ว่า “183/1775 ถนนสรงประภา แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร” ก็ได้ความจากคำเบิกความของผู้คัดค้านว่าเป็นบ้านพักข้าราชการ กองบัญชาการกองทัพไทย ที่ตนมาพักอาศัยเป็นครั้งคราวนั้น
บ่งชี้ว่าสถานที่ดังกล่าว เป็นเพียงที่อยู่ที่ผู้คัดค้านประสงค์ให้เป็นสถานที่ติดต่อผู้คัดค้านได้ในช่วงระยะเวลาการเลือกสมาชิกวุฒิสภาหรือเป็นสิ่งที่แสดงถึงสถานที่จัดทำเอกสารเท่านั้น ทั้งการระบุที่อยู่ของผู้คัดค้านดังกล่าว เกิดขึ้นภายหลังจากการส่งเอกสารของมหาวิทยาลัยพิษณุโลก
ทางไต่สวนก็ไม่ปรากฏหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า ที่อยู่ที่ผู้คัดค้านระบุในใบสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.2) และหนังสือชี้แจงและปฏิเสธข้อกล่าวหา เป็นสถานที่เดียวกันกับที่อยู่ที่มหาวิทยาลัยพิษณุโลกส่งเอกสารไปยังผู้คัดค้านที่เขตหลักสี่ ในข้อนี้นายรัฐพงษ์เบิกความยอมรับว่าผู้คัดค้านมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดนครพนม และพยานไม่ได้ตรวจสอบว่าผู้คัดค้านได้รับเอกสารจากมหาวิทยาลัยพิษณุโลกหรือไม่
เมื่อคดีนี้ใช้ระบบไต่สวน ผู้ร้อง (กกต.) จึงมีหน้าที่ต้องไต่สวน แสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานให้ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าข้อเท็จจริงนั้นจะเป็นคุณกับผู้ร้องหรือไม่ก็ตามเพื่อเสนอต่อศาล ศาลจึงจะวินิจฉัยคดีได้อย่างถูกต้องเป็นธรรม การไม่ตรวจสอบดังกล่าว จึงทำให้ข้อเท็จจริงไม่ครบถ้วนเพียงพอ
ขณะที่ในส่วนของผู้คัดค้านได้เบิกความประกอบแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร เอกสารหมาย ค.1 ว่า ในระหว่างปี 2550 ถึงปี 2562 ผู้คัดค้านย้ายภูมิลำเนาระหว่างจังหวัดชลบุรีและจังหวัดนครพนมเพียงเท่านั้น ผู้คัดค้านไม่เคยมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร
จึงต้องฟังว่า มหาวิทยาลัยพิษณุโลกส่งคำสั่งเรื่องถอดถอนตำแหน่งทางวิชาการ และเอกสารแจ้งผลการตรวจสอบคุณสมบัติและตรวจสอบผลการประเมินการสอนของผู้คัดค้านไปยังสถานที่อื่น ที่มิใช่ภูมิลำเนาหรือที่อยู่ของผู้คัดค้าน ทั้งผู้ร้องไม่นำใบตอบรับไปรษณีย์ที่อ้างว่า ผู้คัดค้านได้รับหรือมีผู้อื่นตามกฎหมายรับเอกสารดังกล่าวจากมหาวิทยาลัยพิษณุโลกไว้แทนผู้คัดค้านมาแสดง
กรณีไม่อาจถือได้ว่า ในช่วงเวลาก่อนวันที่ 9 มิถุนายน 2567 ผู้คัดค้านได้ทราบผลการพิจารณาถอดถอนตำแหน่งทางวิชาการของตน
และแม้ว่าผู้คัดค้านจะเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยพิษณุโลกตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน ทั้งยังเดินทางไปมหาวิทยาลัยดังกล่าวเป็นประจำ และได้รับแต่งตั้งเป็นรองอธิการบดีถึง 2 คราว กล่าวคือ ในช่วงเวลาที่มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ปี 2567) สมัยหนึ่ง และปัจจุบันเป็นสมัยที่สอง แต่ก็ไม่ใช่ข้อที่จะแสดงว่าผู้คัดค้านรู้ถึงผลการพิจารณาดังกล่าว เนื่องจากการประชุมของสภามหาวิทยาลัยเป็นความลับ
ดังจะเห็นได้จากรายงานการประชุมสภามหาวิทยาลัยพิษณุโลก ครั้งที่ 5 ปีการศึกษา 2564 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565 ตามเอกสารหมาย ร.ค.1 แผ่นที่ 139 ถึงแผ่นที่ 150 โดยในแผ่นที่ 143 ระเบียบวาระที่ 5.2 ความเห็นชอบการแต่งตั้งตำแหน่งทางวิชาการของคณาจารย์ มหาวิทยาลัยพิษณุโลก จำนวน 13 ราย ระบุว่า เลขานุการสภามหาวิทยาลัยพิษณุโลกได้ขออนุญาตสภาให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและผู้ที่มีส่วนได้เสียออกจากห้องประชุม เนื่องจากเป็นวาระลับ เจือสมกับที่ผู้คัดค้านเบิกความว่า ผู้คัดค้านไม่ทราบผลการพิจารณาถอดถอนตำแหน่งทางวิชาการ เนื่องจากเป็นความลับของสภามหาวิทยาลัย
ดังนั้น การที่ผู้คัดค้านใช้คำว่า “รศ.ดร. นิยารินทร์ สกุลภัทร์เตชิน นายกสมาคมคนต้นคิดเพื่อสังคมไทย” ในเอกสารแนะนำตัว และส่งข้อมูลแนะนำตัวของผู้คัดค้านทางแอปพลิเคชั่นไลน์ให้แก่นายจำนง และกลุ่มผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาระดับอำเภอและระดับจังหวัด ในวันที่ 9 มิถุนายน 2567 จึงเป็นการกระทำในช่วงเวลาที่ผู้คัดค้านเชื่อว่า ตนมีสิทธิใช้ตำแหน่งทางวิชาการดังกล่าวได้
ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2567 ผู้คัดค้านลบเอกสารแนะนำตัวดังกล่าวจากแอปพลิเคชันไลน์กลุ่มผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาระดับอำเภอและระดับจังหวัด และใช้เอกสารแนะนำตัวใหม่ที่ไม่มีคำว่า “รองศาสตราจารย์ หรือ รศ.” อีก ดังที่ปรากฏในเอกสารหมาย ร.ค.1 แผ่นที่ 105
แม้จะเป็นการแก้ไขภายหลังจากที่ผู้คัดค้านทราบว่า มีผู้ยื่นคำร้องต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครพนมวผา ผู้คัดค้านใช้ตำแหน่งทางวิชาการที่ไม่ชัดเจนและไม่มีหลักฐานประกอบที่เป็นทางการก็ตาม แต่ก็เป็นการดำเนินการที่กระทำในทันที ยิ่งส่อแสดงให้เห็นว่าผู้คัดค้านยอมรับข้อบกพร่องและปรับปรุงข้อผิดพลาดของตนให้ถูกต้องตามความเป็นจริงในเวลาเพียง 2 ถึง 3 วัน
ทั้งการที่ผู้คัดค้านใช้ตำแหน่งทางวิชาการ โดยเชื่อว่าตนมีสิทธิที่จะใช้ได้ในช่วงระหว่างวันที่ 9 มิถุนายน 2567 หลังเสร็จสิ้นการเลือกระดับอำเภอ จนถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2567 ย่อมไม่มีผลกระทบต่อการเลือกในระดับอำเภอที่ผ่านพ้นไปแล้ว ทั้งการที่ผู้คัดค้านไม่ได้ใช้เอกสารแนะนำตัวดังกล่าวในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับอำเภอ แต่กลับได้รับเลือกเป็นผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด
และเมื่อภายหลังเสร็จสิ้นการเลือกระดับอำเภอ ผู้คัดค้านใช้เอกสารแนะนำตัวดังกล่าวแล้ว แต่ในระดับจังหวัดผู้คัดค้านได้รับคะแนนในการลงคะแนนเลือกผู้สมัครในกลุ่มอื่นที่อยู่สายเดียวกัน (รอบไขว้) เพียง 1 คะแนน ทำให้ผู้คัดค้านไม่ได้รับเลือกให้ผ่านเข้าไปเป็นผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ ตามรายงานผลการนับคะแนนการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด จังหวัดนครพนม เอกสารหมาย ร.ค.1 แผ่นที่ 48
แสดงให้เห็นว่าการใช้เอกสารแนะนำตัวดังกล่าว ไม่อาจมีผลจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกในระดับจังหวัดตัดสินใจเลือกผู้คัดค้านจากตำแหน่งทางวิชาการนั้น
ดังนั้น พยานหลักฐานของผู้ร้องไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าผู้คัดค้านกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด จังหวัดนครพนม อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62
จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง” คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 17/2568 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สว 67/2569 ลงวันที่ 2 ก.ค.2569 ระบุ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา