
‘ศาลปกครองสูงสุด’ พิพากษายืนเพิกถอนคำสั่ง ‘นายทะเบียนอำเภอบางแก้ว’ ไม่อนุญาตให้ ‘ประชาชน’ เปลี่ยนชื่อจาก ‘ประเทือง’ เป็น ‘ป.ไท’ ชี้เป็นการใช้ดุลพินิจเกินขอบเขตกฎหมาย เหตุไม่พ้องหรือมุ่งหมายให้คล้ายกับ‘พระปรมาภิไธยฯ’-ไม่มีคำหยาบคาย-ไม่มีลักษณะต้องห้ามตาม ‘พ.ร.บ.ชื่อบุคคลฯ’
.............................................
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้ ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.1951/2565 คดีหมายเลขแดงที่ อ.306/2569 ระหว่าง นายประเทือง (ผู้ฟ้องคดี) กับนายทะเบียนอำเภอบางแก้ว (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) และนายทะเบียนจังหวัดพัทลุง (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ในคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
กรณีนายประเทืองได้ยื่นคำขอ ตามคำขอที่ 1/2564 ลงวันที่ 8 ธ.ค.2564 (แบบ ช.1) ต่อนายทะเบียนอำเภอบางแก้ว ขอเปลี่ยน ชื่อตัวจาก “ประเทือง” เป็น “ป.ไท” แต่นายทะเบียนอำเภอบางแก้ว พิจารณาแล้วไม่อนุญาต โดยให้เหตุผลว่า ชื่อที่ขอเปลี่ยนไม่สามารถให้ความหมายหรือคำแปลตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หรือใช้ตัวสะกดการันต์ไม่ถูกต้องตามหลักการตั้งชื่อ ซึ่งห้ามมีจุดหรือเว้นวรรคในการตั้งชื่อตัว ตาม พ.ร.บ.ชื่อบุคคล พ.ศ.2505 นายประเทืองไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว จึงนำคดีฟ้องต่อศาลปกครอง
โดยคดีนี้ ศาลปกครองสูงสุด พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ที่พิพากษาเพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนอำเภอบางแก้ว (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ที่ไม่อนุญาตให้นายประเทือง (ผู้ฟ้องคดี) เปลี่ยนชื่อตัวจาก “ประเทือง” เป็น “ป.ไท” ตามคำขอที่ 1/2564 ลงวันที่ 4 ธ.ค.2564 (แบบ ช.1) และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของนายทะเบียนจังหวัดพัทลุง (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) นับตั้งแต่วันที่มีคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์
เนื่องจากศาลฯเห็นว่า การที่นายประเทือง (ผู้ฟ้องคดี) ยืนยันความหมายของคำว่า “ป.ไท” ว่า “ป.” หมายถึง ชื่อย่อที่มาจาก “ประเทือง” ส่วนคำว่า “ไท” หมายถึง ผู้ยิ่งใหญ่ เมื่อนำคำทั้งสองรวมกันหมายถึง “ผู้ยิ่งใหญ่” ซึ่งมิได้มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 6 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ชื่อบุคคล พ.ศ.2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2558 ประกอบกับข้อ 5 วรรคหนึ่ง ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการทะเบียนชื่อบุคคล พ.ศ.2551
ดังนั้น การที่นายทะเบียนอำเภอบางแก้ว (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) และนายทะเบียนจังหวัดพัทลุง (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) อุทธรณ์ว่า ชื่อที่ผู้ฟ้องคดีขอตั้งนั้น ไม่สามารถให้ความหมายหรือคำแปลตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หรือใช้ตัวสะกดการันต์ไม่ถูกต้อง ตามหลักการตั้งชื่อ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่เกินกว่าขอบเขตที่กฎหมายบัญญัติไว้ตามมาตรา 6 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว
อีกทั้งชื่อ “ป.ไท”ดังกล่าว มิได้เป็นชื่อที่พ้องหรือมุ่งหมายให้คล้ายกับพระปรมาภิไธย พระนาม ของพระราชินี หรือราชทินนาม และไม่มีคำใดคำหนึ่งที่มีความหมายหยาบคาย ดังนั้น การที่นายทะเบียนอำเภอบางแก้ว (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีเปลี่ยนชื่อตัวจาก “ประเทือง” เป็น “ป. ไท ตามคำขอที่ 1/2564 ลงวันที่ 8 ธ.ค.2564 (แบบ ช. 1) จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
นอกจากนี้ ศาลปกครองสูงสุด มีข้อสังเกตในการปฏิบัติตามคำพิพากษานี้ว่า เมื่อศาลได้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีหน้าที่ดำเนินการพิจารณาคำขอของผู้ฟ้องคดี ตามคำขอที่ 1/2564 ลงวันที่ 8 ธ.ค.2564 (แบบ ช.1) ตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป
“คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ฟ้องคดี (นายประเทือง) มีความประสงค์ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (นายทะเบียนอำเภอบางแก้ว) ซึ่งเป็นนายทะเบียนท้องที่ดำเนินการด้านการทะเบียนชื่อบุคคลเกี่ยวกับการเปลี่ยนชื่อตัวจาก “ประเทือง” เป็น “ป. ไท” ตามคำขอที่ 1/2564 ลงวันที่ 8 ธ.ค.2564 (แบบ ช.1) แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 พิจารณาแล้วมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เปลี่ยนชื่อตามคำขอ เนื่องจากเห็นว่า คำว่า “ป. ไท” ไม่สามารถยืนยันความหมายหรือคำแปลที่กำหนดในพจนานุกรมฉบับ ราชบัณฑิตยสถานหรือพจนานุกรมฉบับอื่น
ประกอบกับไม่สามารถดำเนินการผ่านระบบเชื่อมโยงกับเครือข่ายข้อมูลทะเบียนชื่อบุคคลของสำนักทะเบียนกลางได้ จึงขัดต่อ พ.ร.บ.ชื่อบุคคล พ.ศ.2505 และไม่เป็นไปตามแนวทางปฏิบัติตามหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0302/ว 2966 ลงวันที่ 3 พ.ย.2536 เรื่อง การปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ชื่อบุคคล พ.ศ.2505 หนังสือกรมการปกครอง ที่ มท 0310.2/ว 1481 ลงวันที่ 27 มิ.ย.2544 และหนังสือกรมการปกครอง ที่ มท 0309.3/ว 15490 ลงวันที่ 1 ต.ค.2557
ผู้ฟ้องคดี เห็นว่าคำสั่งไม่อนุญาตดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว และต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (นายทะเบียนจังหวัดพัทลุง) ได้มีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ ผู้ฟ้องคดี จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้น โดยมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ไม่รับจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อตัวตามคำขอ ที่ 1/2564 ลงวันที่ 4 ธ.ค.2564 (แบบ ช.1) และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2
กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่งหรือการกระทำอื่นใด เนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่ได้กำหนดไว้สำหรับ การกระทำนั้น หรือโดยไม่สุจริตหรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะ เป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็น หรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 นั้น
เห็นว่า หลักเกณฑ์ในการพิจารณาคำขอเปลี่ยนชื่อตัวของบุคคลตาม พ.ร.บ.ชื่อบุคคล พ.ศ.2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.25448 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง ประกอบกับระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการทะเบียนชื่อบุคคล พ.ศ.2551 ข้อ 5 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดแต่เพียงชื่อตัวที่ขอเปลี่ยนต้องไม่พ้องหรือมุ่งหมายให้คล้ายกับพระปรมาภิไธย พระนามของพระราชินี หรือราชทินนาม และไม่มีคำหรือความหมาย หยาบคาย เท่านั้น
ซึ่งในความหมายของคำว่า “ไม่มีคำหรือความหมายหยาบคาย” หมายความ แต่เพียงว่าชื่อตัวที่ขอตั้งจะต้องไม่มีคำใดคำหนึ่งที่มีคำแปลหรือความหมายหยาบคาย และเมื่อนำคำแต่ละคำมารวมกันเป็นชื่อตัว แม้จะไม่มีความหมายตามที่ปรากฏในพจนานุกรมก็ตาม ก็มิอาจถือได้ว่าชื่อตัวที่ขอตั้ง หรือขอเปลี่ยนมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 6 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ชื่อบุคคล พ.ศ.2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2548 ประกอบกับข้อ 5 วรรคหนึ่ง ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการทะเบียนชื่อบุคคล พ.ศ.2551
อีกทั้ง ในการพิจารณาอนุญาตให้เปลี่ยนชื่อตัวเป็นการใช้ดุลพินิจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะนายทะเบียนท้องที่ ซึ่งการใช้ดุลพินิจดังกล่าวจะต้องอยู่ภายในขอบเขตวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ซึ่งได้แก่ พ.ร.บ.ชื่อบุคคล พ.ศ.2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2558 และระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการทะเบียนชื่อบุคคล พ.ศ.2551
เมื่อพิจารณาคำว่า “ป. ไท” ที่ผู้ฟ้องคดีมีความประสงค์จะขอจดทะเบียนเปลี่ยนต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แล้วเห็นว่า ชื่อดังกล่าว มิได้เป็นชื่อที่พ้องหรือมุ่งหมายให้คล้ายกับพระปรมาภิไธย พระนาม ของพระราชินี หรือราชทินนาม และไม่มีคำใดคำหนึ่งที่มีความหมายหยาบคาย ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีเปลี่ยนชื่อตัวจาก “ประเทือง” เป็น “ป. ไท ตามคำขอที่ 1/2564 ลงวันที่ 8 ธ.ค.2564 (แบบ ช. 1) จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
และเมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้อาศัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเดียวกันวินิจฉัยยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี (นายประเทือง) จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน
ส่วนกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองอุทธรณ์ว่า คำว่า “ป. ไท” ไม่ปรากฏความหมายในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 อีกทั้งการที่ผู้ฟ้องคดีได้ขอเปลี่ยนชื่อเป็น “ป.ไท” โดยมีสัญลักษณ์ “.” ระหว่าง “ป” กับ “ไท” ซึ่งในภาษาไทยการเขียนและตั้งชื่อตัวจะเขียนโดยไม่มีสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายใดๆ และตามธรรมเนียมปฏิบัติการตั้งชื่อบุคคลในภาษาไทยตามปกตินิยมจะตั้งชื่อเป็นคำที่มีความหมาย อย่างใดอย่างหนึ่งและไม่มีสัญลักษณ์
การขอเปลี่ยนชื่อตัวของผู้ฟ้องคดีจาก “ประเทือง” เป็น “ป. ไท” จึงขัดต่อมาตรา 6 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ชื่อบุคคล พ.ศ.2505 นั้น เห็นว่า เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ให้ผู้ฟ้องคดี ลงข้อมูลรายละเอียดการยื่นคำร้องและให้ผู้ฟ้องคดียืนยันความหมายของคำว่า “ป. ไท” ซึ่งผู้ฟ้องคดี ได้ให้ความหมายว่า “ป.” หมายถึง ชื่อย่อที่มาจาก “ประเทือง” ส่วนคำว่า “ไท” หมายถึง ผู้ยิ่งใหญ่ เมื่อนำคำทั้งสองรวมกันหมายถึง “ผู้ยิ่งใหญ่”
ซึ่งมิได้มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 6 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ชื่อบุคคล พ.ศ.2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2558 ประกอบกับข้อ 5 วรรคหนึ่ง ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการทะเบียนชื่อบุคคล พ.ศ.2551 ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองอุทธรณ์ว่า ชื่อที่ผู้ฟ้องคดีขอตั้งนั้นไม่สามารถให้ความหมายหรือคำแปลตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หรือใช้ตัวสะกดการันต์ไม่ถูกต้อง ตามหลักการตั้งชื่อ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่เกินกว่าขอบเขตที่กฎหมายบัญญัติไว้ตามมาตรา 6 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว อุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองฟังไม่ขึ้น
ส่วนกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองอุทธรณ์ โดยอ้างคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ.995/2561 ซึ่งได้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการตั้งชื่อบุคคลว่าในภาษาไทย การเขียนและการตั้งชื่อตัวจะเขียนติดเป็นถ้อยคำเดียวกันไม่มีการเว้นวรรค นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวแตกต่างกับคดีนี้ จึงไม่อาจนำมาเทียบเคียงกับกรณีของผู้ฟ้องคดีได้ อุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองในข้อนี้ จึงฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ไม่อนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีเปลี่ยนชื่อตัวจาก “ประเทือง” เป็น “ป. ไท” ตามคำขอที่ 1/2564 ลงวันที่ 4 ธ.ค.2564 (แบบ ช.1) และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 นับตั้งแต่วันที่มีคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์
โดยมีข้อสังเกตในการปฏิบัติตามคำพิพากษานี้ว่า เมื่อศาลได้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีหน้าที่ดำเนินการพิจารณาคำขอของผู้ฟ้องคดี ตามคำขอที่ 1/2564 ลงวันที่ 8 ธ.ค.2564 (แบบ ช.1) ตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน” คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขดำที่ อ.1951/2565 คดีหมายเลขแดงที่ อ.306/2569 ลงวันที่ 7 เม.ย.2569 ระบุ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา