
'สมนึก สุชัยธนาวนิช' อดีตผู้สมัคร สว.ระดับประเทศ-พยาน 'คดีฮั้วเลือกสว.' เผย ขบวนการ โยง 'อดีตที่ปรึกษาอนุทิน' ยื่นข้อเสนอ เซ็นใบลาออกล่วงหน้า-ไม่ลงวันที่ แลก การันตี 'เก้าอี้ สว.'
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 26 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา มีการจัดกิจกรรม ครบรอบ 2 ปี เลือก สว - เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว. (ภาค 2) จัดโดย วิปฝ่ายค้าน โดยลำดับการจัดกิจกรรมจะมีการเปิดหลักฐานคดีฮั้ว สว. โดย พยานบุคคล ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นกับวิทยากรที่มีร่วมงาน นำโดย ศ.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจาร์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลับ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLAW)
นายสมนึก สุชัยธนาวนิช อดีตผู้สมัครสว.ระดับประเทศ จังหวัดสุโขทัย หนึ่งพยานคดีฮั้วเลือกสว. กล่าวถึงการให้ปากคำต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ว่า ในเหตุการณ์ที่ตนเองจะเล่ามีบุคคล 2 คน ขอเรียกโดยไม่ระบุชื่อว่า คนที่หนึ่ง กับ คนที่สอง คนที่หนึ่ง ก่อนเป็น สว. เป็นหมอและเป็นที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข สมัยนายอนุทิน และเป็นประธานขับเคลื่อนกัญชาทางการแพทย์ฯ ซึ่งตนเองก็เป็นกรรมการอยู่ในนั้นด้วย และได้รับเลือกเป็น สว.อันดับที่หนึ่้ง มีคะแนนสูงสุด เราสนิทกันและเราเข้า มช.รุ่นเดียวกัน แต่ตนเองจบเภสัช ส่วนคนที่หนึ่ง จบคณะแพทย์ ส่วนคนที่สอง คือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีมหาดไทยในขณะนั้น คือ นายอนุทิน
นายสมนึกกล่าวว่า ตนเองรู้จักคนที่หนึ่งผ่านนายทหารยศพลเอก ซึ่งเป็นนักเรียนร่วมชั้นมัธยมเดียวกันกับคนที่หนึ่ง จนกระทั้งในช่วงบ่ายของวันที่ 23 ก.ค.67 มีคนอ้างตัวเองว่าเป็นเลขาฯของคนที่หนึ่งและเป็นผู้สมัครสว.ด้วย ติดต่อมาและขอให้มาพบที่ร้านกาแฟหน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (พบตอนบ่ายสอง) มีคนครบแล้ว 10 คนที่เลือกไปด้วยกัน มีหมอเปรมอยู่ด้วย ซึ่งคนที่หนึ่งเลือกตนเองเป็นคนสุดท้าย หลังจากนั้นเลขาฯคนที่หนึ่งบอกว่า พรุ่งนี้ (24 ก.ค.67) เวลา 09.00 น. ให้ไปที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร หลักสี่ และให้ถ่ายเอกสารสำเนาใบสว.3 อย่างน้อย 300 ใบ ซึ่งจะมีคนมาประชุมไม่ต่ำกว่า 400 คน
“เหตุการณ์ในช่วงสำคัญเกิดขึ้น เมื่อคนที่หนึ่งโทรมาให้ผมไปที่อยุธยา ก่อนบ่ายสอง ผมไปพร้อมกับพี่ชายซึ่งเป็นตัวแทนอุตสาหกรรมในจังหวัดสุโขทัย โดยคนที่หนึ่งบอกว่า ที่พระนครเหนือเป็นเพียงละครฉากหนึ่งเท่านั้น คำนี้สำคัญมาก ผมทะเลาะกับเลขาฯของคนที่หนึ่ง เพราะประโยคนี้ และเลขาฯของคนที่สอง โทรย้ำผมว่า อาจจะเลทหน่อย”นายสมนึกกล่าว
“พอถึงเวลาผมกับพี่ชายลงมามารอที่เคาน์เตอร์ ผมเห็นเจ้าของโรงแรมกับคนที่สองนั่งคุยกันอยู่ เจ้าของโรงแรมอยู่พรรคภูมิใจไทยแต่งชุดซาฟารีขาว เหมือนผู้ดี พอเจ้าของโรงแรมลุกไป ผมก็ไปนั่งคุยกับคนที่สองที่ที่มีเก้าอี้นั่งแค่ 2 คนเท่านั้น ซึ่งอยู่มุมหนึ่งของเคาน์เตอร์ มีพี่ชายของผมมานั่งคุยด้วย คนที่สองบอกว่า ทางพรรครับคุณไว้แล้ว เป็น สว.สาธารณสุข เรายินดีมาก เราจะได้มาทำงานด้วยกัน แต่ทางพรรคขอให้เซ็นใบลาออก สว. ไว้ โดยไม่ลงวันที่ และขอสำเนาบัตรประชาชนไปถ่าย และเขาก็เอาใบลาออกมาให้ผม เขาบอกว่า เราจะควบคุมโดยการยกมือตามนโยบายของพรรค ถ้าไม่ยกเขาจะเอาตัวนี้ (ใบลาออกสว.ล่วงหน้า) เป็นตัวควบคุม”นายสมนึกกล่าวและว่า
“ผมก็ถามพี่ชายผมว่า เซ็นดีไม่เซ็นดี เขา (คนที่สอง) บอกว่า พี่ไม่ต้องตกใจ ในโพยนั้นอาจจะไม่ได้เรียกชื่อ แต่สัญญาว่า พี่ได้สว.แน่นอน ไม่ต้องไปหาเสียงแล้ว ได้แน่นอน เอาก็เอา ยอมเซ็น”นายสมนึกกล่าว
นายสมนึกกล่าวว่า เวลา 4 นาฬิกา มีคนมาบอกว่าให้ใส่เสื้อเหลือในวันที่ 26 ก.ค.67 ส่วนใบแนะนำตัวผู้สมัคร (สว.3) กับใบคล้องคออยู่รถตู้คันที่หนึ่ง ให้มาที่เมืองทองธานี
“ใบสว.ของผมไม่ถูกแก้ไข ผมกำลังจะบอกว่า ผมหลุดสว.ตอนตีสอง ผู้ใหญ่สั่งแก้ ให้หัวหน้าสถานีอนามัยแทนผม ผมรู้โปรไฟล์ในตอนหลังว่า คนนี้เคยเป็นลูกน้องของคนที่หนึ่งมาก่อน”นายสมนึกกล่าว
@ พริษฐ์ เลี้ยงกระแส คดีฮั้วสว. หวั่น เงียบหาย
ด้านนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) และประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่าเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันจัดเวที ครบรอบ 2 ปี คดีฮั้วเลือก สว. โดยขณะนั้นความกังวลสำคัญที่สุดคือคดีอาจไม่ถูกส่งไปถึงศาล เนื่องจากยังไม่มั่นใจว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบการตรวจสอบจะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ ทั้งในส่วนของ กกต. ซึ่งกรรมการบางส่วนได้รับการรับรองจากวุฒิสภา และในส่วนของดีเอสไอที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าการดำเนินคดีมีความล่าช้า
นายพริษฐ์กล่าวว่า สิ่งที่ประชาชนและทุกภาคส่วนสามารถทำได้คือ การทำให้คดีอยู่ในความสนใจของสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การทำงานของหน่วยงานตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส และไม่ปล่อยให้เรื่องเงียบหายก่อนถึงกระบวนการยุติธรรม
นายพริษฐ์กล่าวว่า ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีข้อมูลและหลักฐานใหม่จำนวนมากที่ช่วยยืนยันลักษณะของขบวนการฮั้วเลือก สว. ได้แก่ การพบโพยหรือใบสั่งเลือก สว. ในวันเลือกระดับประเทศ ซึ่งมีความผิดปกติถึงขั้นกรรมการ กกต. เข้าไปยึดและตักเตือนผู้สมัคร โดยหนึ่งในผู้ที่ส่งมอบโพยให้ กกต. คือ นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา
นายพริษฐ์กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจากพยานในหลายจังหวัด ที่ระบุว่าก่อนวันเลือกมีการจัดตั้งเครือข่าย จ้างผู้สมัคร จ้างผู้ลงคะแนน และวางแผนอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่การดำเนินการที่เกิดขึ้นเฉพาะในวันเลือก และยังมีข้อมูลจาก iLaw และพยานหลายรายที่บ่งชี้ว่าขบวนการดังกล่าวไม่ได้มีเพียงกลุ่มผู้สมัคร สว. เท่านั้น แต่มีเครือข่ายนักการเมืองและเครือข่ายพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลังด้วย
นายพริษฐ์กล่าวว่า ขณะนี้ทุกฝ่ายกำลังแข่งกับเวลา เพราะยังไม่ทราบว่า กกต. จะมีมติสั่งฟ้องหรือยกคำร้อง ดังนั้นทุกข้อมูลใหม่ที่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้จะเป็นประโยชน์ต่อการตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต. ก่อนการตัดสินใจครั้งสำคัญ การจัดเวทีครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อรวบรวมและจัดระบบข้อมูลทั้งหมดให้เห็นภาพของขบวนการฮั้วเลือก สว. อย่างครบถ้วน

@ สาทิตย์ ขู่ กกต. ไม่ส่งศาล ต้องรับผิดชอบ
นายสาทิตย์ กล่าวว่า คำให้การของพยานทั้ง 4 รายมีความสอดคล้องกันอย่างชัดเจน ทั้งรูปแบบ วิธีการ และรายละเอียดของกระบวนการฮั้วเลือก สว. จึงสะท้อนว่าไม่ได้เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ แต่เป็นข้อเท็จจริงที่มีพยานและหลักฐานรองรับ อีกทั้งพยานหลายคนยังเก็บเอกสารและข้อมูลสำคัญไว้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินคดีในชั้น กกต. ดีเอสไอ และศาล
นายสาทิตย์กล่าวว่า ในการนี้ ตนขอเรียกร้องให้ กกต. ทำหน้าที่ตามระบบไต่สวน ด้วยการแสวงหาข้อเท็จจริงจากข้อมูลและหลักฐานใหม่ที่มีการทยอยเปิดเผยออกมา ไม่ใช่จำกัดการพิจารณาไว้จากเพียงข้อมูลในสำนวนเดิม และหาก กกต. เพิกเฉยต่อพยานหลักฐานและมีมติไม่ส่งคดีให้ศาล ก็อาจจะต้องรับผิดตามกฎหมายด้วย
นายสาทิตย์กล่าวว่า ยังมีความกังวลต่อการข่มขู่พยาน และขอเรียกร้องให้รัฐเร่งดำเนินมาตรการคุ้มครองพยานอย่างจริงจัง เพื่อให้ผู้ที่ออกมาเปิดเผยความจริงสามารถให้ข้อมูลได้อย่างปลอดภัย คดีฮั้ว สว. เป็นเรื่องที่กระทบต่อหลักการประชาธิปไตยและต้องได้รับการพิสูจน์ข้อเท็จจริงผ่านกระบวนการยุติธรรมอย่างโปร่งใส
ศ.สิริพรรณ กล่าวว่า คดีฮั้ว สว. ไม่ใช่เพียงการทุจริตเลือกตั้งทั่วไป แต่สะท้อนการใช้เครือข่ายอำนาจและอิทธิพลเข้ายึดกุมสถาบันการเมือง กุมอำนาจรัฐ ผ่านการออกแบบกระบวนการได้มาซึ่ง สว. และการประสานงานอย่างเป็นระบบ จึงเป็นปัญหาที่กระทบต่อโครงสร้างประชาธิปไตยและความชอบธรรมของรัฐ
ศ.สิริพรรณกล่าวว่า จากพยานหลักฐานที่ปรากฏในปัจจุบัน กกต. มีอำนาจและหน้าที่เพียงพอที่จะส่งคดีให้ศาลฎีกาวินิจฉัย เพราะกฎหมายกำหนดให้ใช้เพียงหลักฐานที่พึงเชื่อได้ ไม่ใช่ต้องพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัย ซึ่งเป็นหน้าที่ของศาล ตนจึงขอเรียกร้องให้ กกต. เร่งดำเนินการโดยไม่ยื้อเวลา และดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ใช่เพียงบางส่วน เพราะหากจัดการเฉพาะปลายกิ่งแต่ปล่อยรากแก้วของเครือข่ายอำนาจไว้ ปัญหาก็จะเกิดขึ้นซ้ำอีก
ศ.สิริพรรณกล่าวว่า คดีฮั้ว สว. ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูประบบ โดยเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่มาของวุฒิสภา เพื่อไม่ให้เกิดการใช้อำนาจและเครือข่ายอิทธิพลครอบงำการได้มาซึ่ง สว. ในอนาคตอีกครั้ง
@ ยิ่งชีพ ถาม อนุทิน ไป รร.พูลแมน หรือไม่
นายยิ่งชีพ กล่าวว่า เป้าหมายของการเปิดเผยข้อมูลและการตั้งคำถามต่อบุคคลต่างๆ ไม่ใช่การกล่าวหาโดยปราศจากหลักฐาน แต่เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ถูกพาดพิงออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณะ หากข้อมูลส่วนใดคลาดเคลื่อนตนเองก็พร้อมตรวจสอบและแก้ไข ดังเช่นกรณีที่ก่อนหน้านี้มีการแก้ไขข้อมูลหลังได้รับคำชี้แจงจากผู้เกี่ยวข้อง
นายยิ่งชีพกล่าวว่า ขอตั้งคำถามถึง นายอนุทิน ว่าเหตุใดจึงยังไม่ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อข้อกล่าวหาสำคัญ เช่น ได้พบนางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท หรือไม่ และได้เดินทางไปที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ รางน้ำ ในวันที่มีการประชุมของกลุ่มผู้ได้รับเลือกเป็น สว. ตามคำให้การของพยานหรือไม่ หากไม่ได้เกี่ยวข้องก็ควรตอบคำถามเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมาได้
นายยิ่งชีพกล่าวว่า นายประเทือง มนตรี สว. ที่ออกมาชี้แจงต่อสาธารณะ เป็นตัวอย่างของการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะหลังจากชี้แจงว่านางนาที รัชกิจประการ ไม่ได้อยู่ในห้องประชุมตามที่ตนเคยเข้าใจ ตนก็ได้นำข้อมูลกลับไปตรวจสอบกับพยานอีกครั้ง และพบว่าบุคคลที่อยู่ในห้องประชุมคือ น.ส.ปกรณ์กานต์ รัชกิจประการ ซึ่งตนเองได้กล่าวขอโทษนางนาทีและเรียกร้องให้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ชี้แจงว่าน.ส.ปกรณ์กานต์เป็นบุตรสาวของนายพิพัมน์หรือไม่ อยู่ในห้องประชุมดังกล่าวจริงหรือไม่ รวมถึงตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับ นายอธิวัชต์ มนตรี ซึ่งพยานระบุว่าเป็นผู้ประสานงานการประชุมและแจกเสื้อให้ผู้เข้าร่วมด้วย
นายยิ่งชีพกล่าวว่า ในส่วนของนางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้แจ้งความดำเนินคดีตนเอง ยังไม่ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นที่ถูกกล่าวหา แม้ตนเองจะเคยระบุชื่อสามีของนางสุขสมรวยผิดและได้ขอโทษแล้ว แต่นางสุขสมรวยก็ควรต้องชี้แจงประเด็นสำคัญอื่นๆ เช่น ข้อกล่าวหาเรื่อง กลุ่ม 14 เต็มแล้ว จะเป็นโหวตเตอร์หรือไม่ ความเชื่อมโยงกับนายกนก ศรศิลป์ ที่พยานระบุว่าเป็นผู้จัดหาผู้สมัคร สว. ตลอดจนความสัมพันธ์กับผู้สมัคร สว. นามสกุลวันทนียกุลหลายรายที่ปรากฏในการเลือกตั้ง
นายยิ่งชีพกล่าวว่า นายพิชัย ชมภูพล สส. จังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคภูมิใจไทย ระบุว่าจากข้อมูลเส้นทางการเงินของ นายสุบิน ศักดา ซึ่งมีประวัติรับโอนเงินจากบุคคลที่ถูกดำเนินคดี และต่อมาได้โอนเงินให้ผู้สมัคร สว. หลายรายในช่วงก่อนและระหว่างวันเลือก สว. พร้อมระบุเหตุผลการโอนที่แตกต่างกัน เช่น ค่าซ่อมรถ ค่าปุ๋ย ค่าน้ำมัน หรือค่าเช่าพระเครื่อง เป็นที่น่าตั้งข้อสังเกตว่านายสุบินมีภาพปรากฏตัวในฐานะผู้ช่วยหรือผู้ใกล้ชิดกับนายพิชัย จึงขอให้นายพิชัยชี้แจงว่ารู้จักหรือเกี่ยวข้องกับนายสุบินหรือไม่ และรับทราบหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการโอนเงินดังกล่าวหรือไม่
นายยิ่งชีพกล่าวว่า ท้ายที่สุดการตั้งคำถามต่อบุคคลเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเปิดเผย หากผู้ถูกพาดพิงไม่ได้เกี่ยวข้องก็ควรออกมาชี้แจงต่อสาธารณะ เพราะการอธิบายข้อเท็จจริงย่อมเป็นประโยชน์ต่อสังคมและต่อการค้นหาความจริง มากกว่าการใช้การฟ้องร้องเพียงอย่างเดียว


Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา