
‘ศาลอาญาคดีทุจริตฯ’ ภาค 5 พิพากษาจำคุก ‘อดีต ผอ.โรงเรียนบ้านห้วยต้มชัยยะวงศาอุปถัมภ์’ 8 ปี 24 เดือน คดีเบิกค่าวัสดุกิจกรรม โครงการเรียนฟรี 15 ปี โดยทุจริต ‘พฤติการณ์ไม่ร้ายแรง-ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน’ โทษจำคุกรอลงอาญา 2 ปี ขณะที่ ‘ป.ป.ช.’ มีมติอุทธรณ์คำพิพากษาปม ‘รอการลงโทษ’ จำคุก ในความผิด ป.อาญา ม.151
...........................................
เมื่อวันที่ 26 ส.ค.สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยแพร่ผลคำพิพากษาของศาลที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด ประจำเดือน ก.ค.2569 ว่า เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 (ศาลชั้นต้น) ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อท 62/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อท 11/2569
โดยเป็นคดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ฟ้องนายวรเชษฐ์ ค่วยเทศ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยต้มชัยยะวงศาอุปถัมภ์ อ.ลี้ จ.ลำพูน กับพวก ในคดีร่วมกันเบิกจ่ายเงินโครงการเรียนฟรี 15 ปี ค่าวัสดุกิจกรรมลดเวลาเรียน เพิ่มเวลาเรียนรู้ของโรงเรียนบ้านห้วยต้มชัยยะวงศาอุปถัมภ์ โดยทุจริต
คดีนี้ ศาลฯพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 (นายวรเชษฐ์ ค่วยเทศ) มีความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 151 (เดิม), 157 (เดิม), พ.ร.บ. ป.ป.ช. พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 จำเลยที่ 2 (นายจรูญ สมดี) มีความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 157 (เดิม), 264 วรรคแรก (เดิม), 265 (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก (เดิม), 265 (เดิม) พ.ร.บ. ป.ป.ช. พ.ศ.2542 มาตรา 123/1
จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 (น.ส.ปิยะมาศ เมืองใจ จำเลยที่ 3 ,นายคฑาวุฒิ วินันท์ จำเลยที่ 4 และนายอิทธิพันธ์ ศรีสุคนธ์ จำเลยที่ 5) มีความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 พ.ร.บ. ป.ป.ช. พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ประกอบ ป.อ. มาตรา 86
การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 และการกระทำของจำเลยทั้งห้าแต่ละกรรมเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท
ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
และลงโทษจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90
จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 5 ปี และปรับกระทงละ 21,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 1 ปี และปรับกระทงละ 21,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 กระทงละ 8 เดือน และปรับกระทงละ 14,000 บาท
จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก จำเลยที่ 1 กระทงละ 2 ปี 6 เดือน และปรับกระทงละ 10,500 บาท รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี 24 เดือน และปรับ 42,000 บาท
จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 6 เดือน และปรับกระทงละ 10,500 บาท รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 24 เดือน และปรับ 42,000 บาท จำคุก จำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ 4 เดือน และปรับคนละ 7,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 5 กระทงละ 4 เดือน และปรับกระทงละ 7,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 8 เดือน และปรับ 14,000 บาท
พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี ประกอบรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งห้าของพนักงานคุมประพฤติแล้ว การกระทำความผิดของจำเลยทั้งห้าไม่ร้ายแรงนัก โดยเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้กระทำเพื่อนำประโยชน์ไปใช้ส่วนตัว แต่กระทำไปเพื่อนำเงินไปใช้ในวัตถุประสงค์อย่างอื่นที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์แก่โรงเรียนและนักเรียน และมีมูลค่าความเสียหายไม่มากนัก หลังเกิดเหตุก็นำเงินส่วนต่างไปซื้อวัสดุอุปกรณ์ตามโครงการให้แก่โรงเรียนจนครบถ้วน ไม่มีความเสียหายแก่ทางราชการอีกต่อไป
ในปัจจุบันจำเลยทั้งห้ามีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ประกอบอาชีพเป็นกิจจะลักษณะ มีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูครอบครัว นิสัยและความประพฤติไม่ปรากฎข้อเสียหาย อยู่ในวิสัยที่จะสามารถปรับปรุงตนเองได้ประกอบกับการถูกดำเนินคดีก็น่าจะพอทำให้หลาบจำไม่หวนกลับไปกระทำความผิดอีก
เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งห้าเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยทั้งห้ากลับตนเป็นพลเมืองดีสักครั้ง โทษจำคุกของจำเลยทั้งห้าให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี และคุมความประพฤติมีกำหนดคนละ 1 ปี โดยให้จำเลยทั้งห้าไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด
ให้จำเลยทั้งห้ากระทำกิจกรรมบริการสังคม หรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง และให้จำเลยทั้งห้าเข้ารับการแก้ไขฟื้นฟูเพื่อเสริมสร้างการพัฒนาทักษะทางจิตใจเป็นระยะเวลาตามที่จำเลยทั้งห้าและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ตามป.อ. มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการ ตาม ป.อ.มาตรา 29, 30
ทั้งนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ครั้งที่ 44/2569 เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2569 มีมติเห็นควรอุทธรณ์คำพิพากษาที่รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151
อนึ่ง คดีนี้ยังไม่ถึงที่สุด นายวรเชษฐ์ ค่วยเทศ กับพวก มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ นายวรเชษฐ์ ค่วยเทศ กับพวก จึงยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ครั้งที่ 124/2567 เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.2567 มีมติชี้มูลความผิด นายวรเชษฐ์ ค่วยเทศ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยต้มชัยยะวงศาอุปถัมภ์ อ.ลี้ จ.ลำพูน กับพวก ร่วมกันเบิกจ่ายเงินโครงการเรียนฟรี 15 ปี ค่าวัสดุกิจกรรมลดเวลาเรียน เพิ่มเวลาเรียนรู้ของโรงเรียนบ้านห้วยต้มชัยยะวงศาอุปถัมภ์ โดยทุจริต โดยมีมูลความผิดทางอาญา ตาม ป.อ. มาตรา 151 ,มาตรา 157 ,มาตรา 264 ,มาตรา 265 ,มาตรา 268 ประกอบมาตรา 264 และมาตรา 265 ประกอบมาตรา 91 ,มาตรา 157 ประกอบมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 91
และตาม พ.ร.บ. ป.ป.ช. พ.ศ.2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ป.ป.ช. พ.ศ.2561 มาตรา 172)

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา