
‘ครม.’ ไฟเขียวมอบอำนาจ ‘ก.ดีอี’ ดำเนินคดี ‘บมจ.ไทยคม-บมจ.กัลฟ์’ ผ่านกระบวนการอนุญาโตฯ-ศาล ปมดำเนินกิจการ ‘ดาวเทียม’ ไม่ครบตามสัญญา เรียกชำระค่าเสียหาย 1.25 พันล้าน
..........................................
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่ประชุม ครม. ลงมติอนุมัติและมอบอำนาจหรือมอบหมายให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นผู้รับมอบอำนาจหรือรับมอบหมายให้ดำเนินคดี โดยกระบวนการทางอนุญาโตตุลาการ และ/หรือกระบวนการทางศาล เพื่อเรียกร้องให้บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) และบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ปฏิบัติตามข้อสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ และชำระค่าปรับและค่าเสียหายต่างๆ เป็นจำนวนเงิน 1,259.32 ล้านบาท
รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาความครบถ้วน ถูกต้องของการดำเนินการตามข้อกำหนดของสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ เพื่อพิจารณาและให้ความเห็นในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความครบถ้วน ถูกต้อง ของการดำเนินการตามข้อกำหนดของสัญญาสัมปทาน ข้อ 15 และข้อ 41 ภายใต้สัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ (สัญญาสัมปทาน) รวมทั้งพิจารณารายการทรัพย์สิน 6 รายการ ว่าเป็นทรัพย์สินภายใต้สัญญาสัมปทานหรือไม่ อย่างไร
ทั้งนี้ คณะกรรมการพิจารณาความครบถ้วนฯ มีมติให้เรียกร้องทรัพย์สินภายใต้สัญญาสัมปทาน จำนวน 6 รายการ ดังนี้
1.ระบบควบคุมดาวเทียมสำรองของดาวเทียมไทยคม 4
เนื่องจากตามหลักมาตรฐานสากลต้องจัดเตรียมระบบควบคุมดาวเทียมสำรองไว้รองรับในกรณีฉุกเฉิน ประกอบกับ บมจ.ไทยคม ได้มีการส่งมอบอุปกรณ์ของดาวเทียมไทยคม 4 ณ สถานีบริการภาคพื้นดินไทยคม อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี จำนวน 19 รายการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบควบคุมดาวเทียมสำรอง เมื่อช่วงปี พ.ศ.2559 ที่กระทรวงฯ ได้แจ้งให้ บมจ.ไทยคม ดำเนินการตามสัญญาสัมปทาน กรณีสถานีบริการภาคพื้นดินดาวเทียมไทยคม อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี ดังนั้น จึงทำให้เห็นได้ว่า ระบบควบคุมดาวเทียมสำรอง เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญและจำเป็นตามสัญญาสัมปทานข้อ 5.1.3
2.อุปกรณ์การส่งสัญญาณ (Uplink) และอุปกรณ์การรับสัญญาณ (Downlink) ของดาวเทียมไทยคม 4
เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นในการให้บริการการส่งสัญญาณ (Uplink) จากการสื่อสารระหว่างผู้ใช้งาน (User Terminal-UT) ขึ้นไปยังสัญญาณดาวเทียมที่ถูกกำหนดพื้นที่โดยเฉพาะ (Spot Beam) ของดาวเทียม และส่งสัญญาณกลับ (Downlink) จากดาวเทียมมายังอุปกรณ์หรือระบบที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายที่แตกต่างกัน (Gateway) ผู้ใช้บริการ จึงจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์การส่งสัญญาณ (Uplink) และอุปกรณ์การรับสัญญาณ (Downlink) ของดาวเทียมไทยคม 4 ที่มีการออกแบบมาเป็นการเฉพาะและเป็นส่วนหนึ่งของระบบ Gateway
3.อุปกรณ์หรือระบบที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายที่แตกต่างกัน (Gateway) ของดาวเทียมไทยคม 4
เนื่องจากการทำงานของดาวเทียมไทยคม 4 ถูกออกแบบให้รับ-ส่งข้อมูลระหว่างดาวเทียมกับการสื่อสารระหว่างผู้ใช้งาน (User Terminal- UT) ของผู้ใช้งานผ่านสัญญาณดาวเทียมที่ถูกกำหนดพื้นที่โดยเฉพาะ (Spot Beam) และการรับ-ส่งข้อมูลระหว่างดาวเทียมกับสถานีอุปกรณ์ หรือระบบที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายที่แตกต่างกัน (Gateway) ผ่านลำแสงเฉพาะที่ดาวเทียมใช้สื่อสารกับสถานีภาคพื้นดินโดยตรง (Gateway Beam) ไม่สามารถสลับไปใช้ Gateway ของประเทศอื่นได้
ประกอบกับ Spot Beam ที่อยู่บนดาวเทียมได้ถูกออกแบบมาอย่างจำกัด ซึ่งประเทศไทยมี Spot Beam ที่ใช้รับสัญญาณจาก Gateway ที่ส่งขึ้นจากประเทศไทยเพียง 1 Beam เท่านั้น และ Spot Beam ดังกล่าว ไม่สามารถใช้กับ Gateway 2 ตัว ในเวลาเดียวกันได้ ดังนั้น จึงถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญและจำเป็นตามสัญญาสัมปทานข้อ 5.13
4.อุปกรณ์ของดาวเทียมไทยคม 4 ณ สถานีบริการภาคพื้นดินไทยคม อ.สาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี จำนวน 19 รายการ
เนื่องจากเป็นระบบควบคุมดาวเทียมสำรองสำหรับควบคุมดาวเทียมไทยคม 4 ในส่วนของระบบคลื่นความถี่วิทยุ (Radio Frequency: RF)
5.ระบบควบคุมดาวเทียมสำรองของดาวเทียมไทยคม 6
เนื่องจากตามหลักมาตรฐานสากลต้องจัดเตรียมระบบควบคุมดาวเทียมสำรองไว้รองรับในกรณีฉุกเฉิน
6.สถานีดาวเทียมไทยคม อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี เฉพาะพื้นที่ที่มีความจำเป็นและเพียงพอต่อการให้บริการดาวเทียมไทยคม 4 และดาวเทียมไทยคม 6
เนื่องจากเป็นสถานีที่ติดตั้งระบบควบคุมดาวเทียมสำรองของดาวเทียมไทยคม 4 และดาวเทียมไทยคม 6 ซึ่งตามหลักมาตรฐานสากลต้องจัดเตรียมสถานีควบคุมดาวเทียมสำรองไว้รองรับในกรณีฉุกเฉิน ประกอบกับเป็นที่ตั้งอุปกรณ์หรือระบบที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายที่แตกต่างกัน (Gateway) ของดาวเทียมไทยคม 4
นอกจากนี้ คณะกรรมการพิจารณาความครบถ้วนฯ ได้มีมติ เรื่อง การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่กระทรวงในกรณีไม่มีการต่ออายุสัญญาว่า การฝึกอบรมครั้งแรกตามสัญญาสัมปทานยังไม่สมบูรณ์ครบถ้วน เนื่องจาก บมจ.ไทยคม มิได้ให้ บมจ.NT ฝึกปฏิบัติงานจริง (On the Job Training) ร่วมกับ บมจ.ไทยคม และ บมจ.NT ยังไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่แทน บมจ.ไทยคม ได้ จึงต้องมีการฝึกอบรมเพิ่มเติมเป็นครั้งที่ 2
จากนั้น กระทรวงฯ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการประเมินความเสียหายกรณีการดำเนินการไม่ครบถ้วนตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศของ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เพื่อตรวจสอบประเมินความเสียหาย และค่าเสียหายกรณีที่ บมจ.ไทยคม อาจดำเนินการไม่ครบถ้วน ตามสัญญาสัมปทาน ข้อ 15 และ 41 โดยคณะกรรมการประเมินความเสียหายฯ ได้พิจารณาและมีมติเกี่ยวกับมูลค่าความเสียหายกรณีการดำเนินการไม่ครบถ้วนตามสัญญาสัมปทานของ บมจ.ไทยคม โดยประเมินมูลค่าความเสียหายรวมเป็นเงิน 1,259,324,477.87 บาท
ทั้งนี้ กระทรวงฯ ได้เรียกร้องและยืนยันให้ บมจ.ไทยคม ดำเนินการส่งมอบทรัพย์สินตามสัญญาสัมปทานเพิ่มเติม จำนวน 6 รายการ โดยได้มีหนังสือแจ้งให้ บมจ.ไทยคม ดำเนินการ ส่งมอบทรัพย์สินดังกล่าว รวมทั้งสิ้น 3 ฉบับ พร้อมระบุว่า “หาก บมจ.ไทยคม จงใจปฏิเสธการส่งมอบกระทรวงฯ มีความจำเป็นจะต้องดำเนินการทางกฎหมาย และขอสงวนสิทธิ์ในการเรียกร้องทรัพย์สิน หากตรวจสอบพบรายการอื่นเพิ่มเติมในอนาคต”
แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า บมจ.ไทยคม ได้ปฏิเสธการส่งมอบ ทรัพย์สินดังกล่าวและยืนยันว่าได้ดำเนินการส่งมอบทรัพย์สินตามสัญญาสัมปทานครบถ้วนแล้วตั้งแต่วันที่ 11 ก.ย.2564 และขอให้กระทรวงฯ ชี้แจงเหตุผลและข้อเท็จจริงในการเรียกคืนทรัพย์สินเพิ่มเติมทั้ง 6 รายการ เพื่อประกอบการพิจารณาต่อไป ซึ่งกระทรวงฯ ได้ชี้แจงเหตุผลและข้อเท็จจริงให้ทราบแล้ว ดังนั้น เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา และ บมจ.ไทยคม ยังคงเพิกเฉย กระทรวงฯ จึงพิจารณาว่า บมจ.ไทยคม มีเจตนาปฏิเสธการส่งมอบทรัพย์สิน และมีความจำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการระงับข้อพิพาทตามกฎหมาย รวมถึงดำเนินการทางคดีเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายและรักษาผลประโยชน์ของรัฐต่อไป
ต่อมาเมื่อวันที่ 21 มี.ค.2566 ครม.ได้มีมติรับทราบผลการดำเนินงานของ คณะกรรมการตรวจสอบฯ และมอบหมายให้กระทรวงฯ และ บมจ.NT ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการตรวจสอบฯ เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ และมติ ครม.ที่เกี่ยวข้องต่อไปโดยเร็ว ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบฯ ได้เสนอให้กระทรวงฯ และ บมจ.NT เร่งรัดการดำเนินการรับมอบสถานีควบคุมและอุปกรณ์การส่งสัญญาณจากภาคพื้นดินไปยังดาวเทียม (Uplink) และอุปกรณ์การส่งสัญญาณจากดาวเทียมไปยังอุปกรณ์ภาคพื้นดิน (Downlink) อุปกรณ์หรือระบบ ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายที่แตกต่างกัน (Gateway) ทั้งในส่วนที่เป็นอุปกรณ์หลัก และอุปกรณ์สำรองให้ครบถ้วนตามสัญญาสัมปทานให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
รวมทั้งเห็นควรให้กระทรวงฯ และ บมจ.NT เร่งรัดการดำเนินการฝึกอบรมตามสัญญาสัมปทาน ข้อ 41 ให้ถูกต้อง ครบถ้วน และแล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้เจ้าหน้าที่ บมจ.NT สามารถควบคุมดาวเทียมไทยคม 4 และดาวเทียมไทยคม 6 ได้
กระทั่งต่อมาเมื่อวันที่ 24 ส.ค.2569 นายกรัฐมนตรีได้อนุมัติให้กระทรวงฯ เสนอเรื่อง การใช้สิทธิฟ้องร้อง กรณีการดำเนินการไม่ครบถ้วนตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ ต่อ ครม. และครม.มีมติมอบอำนาจหรือมอบหมายให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นผู้รับมอบอำนาจหรือรับมอบหมายให้ดำเนินคดี โดยกระบวนการทางอนุญาโตตุลาการ และ/หรือกระบวนการทางศาล เพื่อเรียกร้องให้บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) และบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ปฏิบัติตามข้อสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ และชำระค่าปรับและค่าเสียหายต่างๆ ดังกล่าว

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา