
นภินทร โล่งอกหลัง กกต.แจ้งข้อกล่าวหาฮั้วสว. 77 คน แต่ไร้ชื่อ เตรียมเร่งคดีฟัน ‘ยิ่งชีพ iLaw' ‘ภราดร’ ปัดเป็นต้นธารระบบฮั้วสว. ชี้ไม่ฉลาดพอจะคิดกลไกแบบนี้ได้ ด้านโฆษกพรรคฯเผย ‘ครูแก้ว-พ่อโกแพ’ เตรียมเนื้อหาสู้คดีต่อไป
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 15 กันยายน 2569 หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเสียงข้างมากยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา จำนวน 77 ราย กรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ฮั้วสว.) โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. สว. (ดำรงตำแหน่งขณะที่ถูกร้อง) จำนวน 26 คน 2. ผู้มีสิทธิเลือกสว. จำนวน 36 คน และ 3. บุคคลอื่น จำนวน 15 คน
ซึ่งกรรมการบริหาร (กก.บห.) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทย และ สว.สำรอง ที่ประชุมกกต. มีมติยกคำร้องข้อกล่าวหานั้น

- 'กกต.' ส่ง 'ศาลฎีกา' ฟันอาญา 'คดีฮั้วเลือกสว.' 77 คน – 21 กก.บห. 'ภูมิใจไทย' รอด
- เปิดครบ 77 คน! 'กกต.' เผย ชื่อ 'คดีฮั้วเลือกสว.' อลงกต วรกี-พ่อโกแพ-นายกอบจ.นครศรีธรรมราช
ที่ทำเนียบรัฐบาลเช้านี้ บรรดารัฐมนตรีที่สังกัดพรรคภูมิใจไทย ต่างออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นดังกล่าว
@นภินทร-เจเศรษฐ์ โล่งใจ พ้นบ่วง
เริ่มที่นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เป็นเรื่องที่ทุกคนดีใจ แต่ต้องยอมรับว่า กกต. ทำตามระเบียบตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ พิจารณาหลักฐานอย่างรอบคอบ อย่างละเอียด และให้ความเป็นธรรมกับผู้ที่ถูกกล่าวหา โดยไม่คำนึงถึงแรงกดดันต่าง ๆ ที่ให้หยุดใช้อำนาจ ส่วนตัวขอชื่นชม กกต.ที่ใช้อำนาจอย่างเที่ยงธรรม และให้ความเป็นธรรม
ส่วนรู้สึกโล่งขึ้นหรือไม่นั้น นายนภินทร ยอมรับว่า รู้สึกธรรมดา คนเราถูกกล่าวหา เมื่อเขายกคำร้องก็ต้องโล่งขึ้นเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ ชื่นชมกกต. ไม่คำนึงถึงแรงกดดัน ใช้อำนาจอย่างเที่ยงธรรม
ขณะที่ในพรรคภูมิใจไทย ยังไม่มีการพูดคุยกัน พร้อมตั้งข้อสังเกต ว่าข้อมูลซึ่งถือว่าเป็นความลับ นำออกมาได้อย่างไร นำข้อมูลเฉพาะที่เป็นผลร้ายมากล่าวหาต่อสังคม แม้ว่ากฎหมายอาญาจะใช้คำว่าเจ้าพนักงานเปิดเผยความลับ แต่ก็มีเรื่องของตัวการ และผู้สนับสนุนที่นำความมาลับเปิดเผย ถือว่ามีความผิดต่างกรรม ต่างวาระ เป็นคดีอาญาแผ่นดิน ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีการร้องทุกข์แต่อย่างใด
ส่วนการดำเนินคดีกับนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ นายนภินทร บอกว่า อยู่ระหว่างการติดตาม หากคดีความไม่คืบหน้า จะเดินหน้าฟ้องร้องเองภายในอายุความ 90 วัน ส่วนของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ยังไม่ฟ้อง เพราะยังไม่มีประเด็นใดนอกจากสภาฯ
ด้านนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเดียวกันว่า ส่วนตัวไม่ได้รู้สึกอะไร คิดว่า กกต.พิจารณาไปตามหลักฐาน ซึ่งเมื่อวาน (14 ก.ย. 69) กับวันนี้ตนเองก็ไม่ได้รู้สึกต่างกัน เพราะมั่นใจในพยานหลักฐาน และมั่นใจว่าช่วงเวลาที่ถูกกล่าวหา อยู่ต่างประเทศ ก็ไม่เข้าใจในพยานหลักฐานที่พูดกันอยู่แล้ว พยายามอยู่ในจุดยืนที่ไม่ตอบโต้
เมื่อถามถึงกรณีที่ภาคประชาชนมีการเปิดข้อมูลออกมา จะมีการดำเนินคดีทางกฎหมายหรือไม่ นายเจเศรษฐ์กล่าวว่า ส่วนตัวตนเองไม่ เพราะถือว่าเป็นบุคคลสาธารณะ ให้ประชาชนเป็นคนตัดสิน

นภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายก รัฐมนตรี

เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
@ภราดร: ไม่ฉลาดพอที่จะคิดระบบแบบนี้
นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า กรณีที่ iLaw ระบุว่านายเอกราช ช่างเหลา อดีต ส.ส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพยานที่ 16/26 ซักทอดว่านายภราดรเป็นผู้ริเริ่ม และคิดค้นกระบวนการฮั้วเลือก สว.นั้น ได้เห็นเรื่องนี้ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว จึงได้ไปดูถ้อยคำ เห็นว่ามีพยานที่เรียกว่าพยานที่ 16 ในคณะอนุกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้กลับคำให้การ ซึ่งคำกล่าวหาของพยานที่ 16/26 ได้กล่าวหาว่าตน กรรมการบริหารพรรค หัวหน้าพรรค และพรรคภูมิใจไทย มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะตนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้คิดค้นระบบ และมีการร่วมมือกับกรรมการบริหารพรรคทำให้กระบวนการนี้เกิดขึ้น
“ต้องตอบอย่างตรงไปตรงมา ว่าคงไม่ฉลาดขนาดที่จะไปคิดระบบในการทำให้ได้มาซึ่งสว.ทั้งหมดแบบนั้น” นายภราดรกล่าว
นายภราดร กล่าวต่อว่า เมื่อวาน (14 ก.ย.) ประธาน กกต. ได้พูดชัดเจนว่าคำกล่าวหาของพยานที่ 16/26 มีการกล่าวหาจริง แต่เมื่อตรวจสอบกับพยานแวดล้อมอื่นทั้งเรื่องของโปรแกรม หรือแม้แต่กระบวนการจ้างให้ทำพยานหลักฐานอื่นนั้นไม่มี มีเพียงพยานหลักฐานของพยานที่ 16/26 เท่านั้น ทำให้สิ่งที่พยานได้ให้ปากคำไว้ไม่มีความเข้มแข็ง เพราะไม่มีหลักฐานอื่นมารองรับ ประกอบกับพยานที่ 16/26 กลับคำให้การยิ่งทำให้ กกต.ไม่เชื่อในคำให้การ พร้อมย้ำว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และไม่ฉลาดที่จะไปคิดค้นระบบขึ้นมาจนทำให้ได้มาซึ่ง สว. รวมถึงกรรมการบริหารพรรค และพรรคภูมิใจไทยก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งสว.
ส่วนที่ iLaw ยังมีการเปิดเผยชื่อรัฐมนตรีอยู่จะมีการดำเนินการอย่างไรหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า เคยเรียกร้องมาตลอดว่าตนอยู่ในกติกา อยู่ในระบบ และยอมรับการตรวจสอบ พร้อมที่จะเดินหน้าสู่ศาลหาก กกต.มีมติในการที่จะส่งชื่อตนและกรรมการบริหารพรรคไปสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ซึ่งตนได้ถามกลับด้วยว่าหากผลไม่เป็นไปตามที่มีคนกล่าวหา
โดยปรารถนาที่ทำให้ตนและพรรคภูมิใจไทยต้องมีอันเป็นไป เมื่อองค์กรอิสระ หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบได้วินิจฉัยอย่างหนึ่งอย่างใดที่ไม่ตรงกับความต้องการจะเชื่อมั่นในกระบวนการ ตนคิดว่าวันนี้องค์กรอิสระได้ดำเนินการ และทำหน้าที่บนข้อมูล รวมถึงหลักฐาน ไม่ใช่ยกฟ้องทั้งหมดแบบที่พยายามพูดกันเมื่อหลายเดือนที่แล้ว แต่กกต.ได้ส่งฟ้องไปถึง 77 คน หมายความว่า มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำใดๆอย่างไร
หลังจากนี้จึงเป็นเรื่องของ 77 คน ที่จะต้องนำพยานหลักฐานต่างๆไปต่อสู้ในศาล ดังนั้นเมื่อองค์กรอิสระวินิจฉัยอย่างหนึ่งอย่างใดแล้วก็ควรต้องเคารพในกติกา และไม่ว่าจะถูกใจหรือไม่ถูกใจ แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่นำมากล่าวอ้างในสำนวน
นายภราดร ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่ามีกระบวนการที่จะดิสเครดิตพรรคภูมิใจไทยตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อต้องการล้มล้างพรรคภูมิใจไทยและนำไปสู่การยุบพรรคหรือไม่ เพราะจะเห็นได้ว่าในคำกล่าวหาของพยานที่ 16/26 กล่าวหาหัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค และเลขาธิการพรรค เพราะเขารู้ว่าถ้ากรรมการบริหารพรรคคนหนึ่งคนใดมีอันเป็นไป สิ่งที่จะตามมาคือนำไปสู่การยุบพรรคการเมือง ซึ่งเป็นเป้าปรารถนาสูงสุดของเขา
นายภราดร ย้ำว่า จุดเริ่มต้นจากเรื่องทั้งหมดมาจากพยานที่ 16/26 มีธงว่าทำอย่างไรก็ได้ ที่จะยุบพรรคภูมิใจไทย ทุกอย่างจึงเดินไปตามที่พยานที่ 16/26 ตั้งธงไว้แต่แรก แต่เมื่อพิสูจน์แล้วไม่มีพยานหลักฐานใดที่สอดคล้องจนทำให้คำให้การของพยานที่ 16/26 มีความเข้มแข็งจึงไม่สามารถดำเนินคดีใดๆได้
เมื่อถามว่า มองกรณีที่นายเอกราช ให้การโดยพาดพิงถึงกรรมการบริหารพรรคเป็นการคับแค้นใจส่วนตัว หลังจากถูกขับพ้นออกจากสมาชิกพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ไม่ทราบว่าพยานมีเจตนาอย่างไร แต่ด้วยสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ทำให้เชื่อได้ว่ามีกระบวนการทางการเมืองบางอย่างที่บีบคั้นบังคับขู่เข็นให้พยานที่ 16/26 ให้การดังกล่าว
เมื่อถามย้ำว่า จะไม่ดำเนินการฟ้องใช่หรือไม่ นายภราดร ระบุว่า เป็นเรื่องเก่าที่อยู่ในสำนวน ตนได้ยินเรื่องนี้มา 2 ปีแล้ว และได้มีการปฏิเสธมาตลอดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง อีกทั้งยังได้บอกว่าเจตนาของพยานและคำให้การดังกล่าวของพยานเจตนาคืออะไร สถานการณ์การเมืองปี 2568 เป็นอย่างไร วัตถุประสงค์ปลายทางคือล้มล้าง และทำให้พรรคภูมิใจไทยเดินหน้าไปสู่การยุบพรรค
ส่วนในนามพรรคจะมีการแจ้งความหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า คงต้อง ปรึกษากับทีมทนายและทีมกฎหมายของพรรค ซึ่งวันนี้ไม่ได้มีการประชุมพรรค แต่คงมีการพูดคุยนอกรอบกันว่าจะดำเนินการอย่างไร

ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
@‘ครูแก้ว-พ่อโกแพ’ เตรียมสู้คดี
ด้านนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ว่า หลังจากกกต.เปิดเผย 77 รายชื่อผู้ถูกร้องในคดีฮั้ว สว. ซึ่งไม่มีรายชื่อแกนนำพรรคภูมิใจไทย ก็เป็นไปตามที่กกต.วินิจฉัย เบื้องต้นยังไม่มีการพูดคุยอะไรกันภายในพรรค เพราะเมื่อวันที่ 14 กันยายนกว่ารายชื่อจะออกก็ค่ำแล้ว และพวกเราต่างคนก็ต่างทำงานของตัวเอง
ส่วนที่ปรากฏรายชื่อนายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ บิดาของนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย อยู่ในนั้นด้วย นางสาวแนนเปิดเผยว่า ขอให้ได้ข้อสรุปอีกครั้งหนึ่งเพราะ กกต.ใช้เวลา 60 วันก่อนส่งศาลฎีกา จึงขอให้แต่ละคนพูดคุยกับทนายความเกี่ยวกับเนื้อหาในการชี้แจงศาล
เมื่อถามว่า ในส่วนของพรรคภูมิใจไทยโล่งใจหรือไม่ นางสาวแนน กล่าวว่า ใช้คำว่าโล่งใจก็ไม่ถูก ใช้คำว่าไม่หนักใจตั้งแต่แรก เพราะเรามั่นใจว่าเราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและชี้แจงได้ชัดเจนอยู่แล้ว
เมื่อถามว่า มองว่าคดีนี้จะจบอยู่ที่ชั้นกกต. หรือเมื่อไปศาลแล้วจะมีการชักทอดกับมาที่แกนนำพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า เป็นขั้นตอนของกฎหมาย ฉะนั้น ส่วนประเด็นจะมีอะไรเกิดขึ้นข้างหน้าคงไม่ขอทำนายว่าเป็นแบบไหน ปล่อยให้เป็นขั้นตอนตามกฏหมายไป
เมื่อถามอีกว่า จะชี้แจงกับสังคมอย่างไรเพราะคนยังไม่เชื่อว่าผู้สมัคร สว. ไม่น่าทำได้เอง และอาจจะโยงถึงพรรคการเมือง นางสาวแนน กล่าวว่า เราต้องแยกให้ออกระหว่างความเชื่อกับข้อมูลหลักฐาน การจะชี้ชัดว่าใครทำอะไร เป็นเรื่องของข้อกล่าวหา และความเชื่อที่ผ่านมา เป็นการชี้นำความเชื่อมาโดยตลอด เป็นการอ้างอิงจากใครบ้างก็ไม่มีใครทราบได้ ที่สำคัญที่สุดคงจะไม่ใช่แค่เรื่องนี้เรื่องเดียว แต่ทุกเรื่องในสังคมเวลาจะกล่าวหาใครหรือพูดอะไรถึงใคร ต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนที่จะชี้ชัดไปถึงได้ ฉะนั้น การที่อยู่ดีๆ จะกล่าวหาใครว่าคนนี้ผิด หรือคนนี้ไม่ผิด เรามีกรณีตัวอย่างมาแล้ว เช่น คดีของลุงพล ดังนั้น อย่าพยายามใช้ความเชื่อชี้นำสังคม เพราะไม่มีใครเห็นหลักฐานได้มากขนาดนั้น ยกเว้นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่มีหน้าที่สืบสวนสอบสวน และตอนนี้ก็อยู่ในขั้นตอนกฎหมาย

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา