
'สิทธิโชติ อินทรวิเศษ' กกต. 'เสียงข้างน้อย' คดีฮั้วเลือกสว. เผยความเห็นส่วนตน ลงมติ 20 ผู้บริหารพรรคภูมิใจไทย-เนวิน ชิดชอบ แฉ มติ กกต. 4 ต่อ 3 ไม่รับสอบเส้นเงิน 'สว.ตัวจริง' โยง 'วรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร' มือจ่ายภาคใต้ ปูด โดนตัดตอน 'กลุ่มโหวตเตอร์' ตั้งแต่อำเภอ
สืบเนื่องจากกรณีนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงผลการพิจารณาของ กกต. สำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) หรือ คดีฮั้วเลือก สว. ที่ประชุมมีมติเสียงข้างมากยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา จำนวน 77 ราย โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. สว. (ดำรงตำแหน่งขณะที่ถูกร้อง) จำนวน 26 คน 2. ผู้มีสิทธิเลือกสว. จำนวน 36 คน และ 3. บุคคลอื่น จำนวน 15 คน ขณะที่ กรรมการบริหาร (กก.บห.) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทย ภท. มีมติยกคำร้องข้อกล่าวหา
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต. ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ก่อนการแถลงข่าว ที่ประชุมกกต. เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 69 ได้คุยกันแล้วว่า ในการแถลงข่าวต้องพูดทีละข้อกล่าวหา ว่า กกต.มีมติเสียงข้างมากกี่เสียง เสียงข้างน้อยกี่เสียง พูดถึงขนาดได้ มติของศาลรัฐธรรมนูญจะบอกว่า ผลการพิจารณาคำร้องเป็นอย่างไร และเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยมีกี่เสียง และมีใครบ้าง
“ในที่ประชุมกกต. ก็หารือกันว่า เราไม่ต้องถึงกับบอกชื่อเสียงข้างมากเป็นใคร เสียงข้างน้อยเป็นใคร แต่ขอให้ชัดว่า แต่ละข้อกล่าวหา กกต. ได้ลงมติเสียงข้างมากเป็นอย่างไร เราเคารพเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อยมีกี่เสียง ท่าน (นายณรงค์) ออกไปแถลง ท่านอาจจะไม่รู้ว่าเหตุผลของเสียงข้างน้อยเป็นอย่างไร ท่านก็ต้องแถลงเหตุผลของท่านไปตามที่ท่านลงมติเสียงข้างมากไป ไม่ว่ากัน แต่ขอให้แจ้งกับประชาชนได้ทราบว่า ในทุกมตินั้น ไม่ได้เป็นเอกฉันท์เสียทีเดียว บางคนที่ยก (คำร้อง) ก็มีเอกฉันท์ เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องและไม่ได้มีบทบาทในการกระทำตามข้อกล่าวหา บางคนก็เอกฉันท์เหมือนกัน เพราะว่าชัดเจน ทั้งพยานบุคคล พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เช่น โทรศัพท์และเส้นเงิน”นายสิทธิโชติกล่าวและว่า
“แต่ที่สำคัญ คือ ข้อกล่าวหาที่ 1 กับ ข้อกล่าวหาที่ 2 เกี่ยวกับการกระทำของบุคคลของพรรคการเมือง กก.บห.พรรค สส. มติไม่เอกฉันท์ ขอยืนยัน เป็นมติ บางคนที่สำคัญ ๆ มติ 5 ต่อ 2 ให้ยก บางคน 6 ต่อ 1 บางคนไม่เกี่ยวข้องเลยก็เป็นยกอย่างเอกฉันท์ พิจารณาตามเนื้อผ้า ไม่ใช่ 5 ต่อ 2 ทั้งหมดในกลุ่มคนสำคัญๆ”นายสิทธิโชติกล่าว
@ สิทธิโชติ-ชาย กกต.เสียงข้างน้อย
นายสิทธิโชติกล่าวว่า ตนเองกับนายชาย นครชัย กกต. เป็นเสียงข้างน้อย เรามองว่า พยานหลักฐานที่เห็น ที่ปรากฏ ค่อนข้างเชื่อได้ เพราะบริบทในการกระทำคราวนี้ ไม่ได้ทำจุดเดียว แต่ทำกระจายทั้งประเทศ แต่ที่เราจับได้ไล่ทันมีบางจุด เช่น กลุ่มนครศรีธรรมราช กลุ่มภูเก็ต กลุ่มหนองบัวลำภู กลุ่มอุทัยธานีและนครสวรรค์ กลุ่มสุโขทัย ซึ่งมาประชุมกันแต่ละโรงแรมเพื่อมาทำโพย พอเราจับได้ โพยมีอยู่ 12 โพยฮั้วจะมีหมายเลขที่เขียนเอาไว้ คนที่ได้อันดับ 1-7 จะอยู่ในหมายเลข 12 โพยนี้ทั้งนั้นเลย ซึ่งเกิดจากกลุ่มที่มาทำโพยกันและถูกลงโทษด้วย แสดงให้เห็นว่า การทำโพยเป็นการทุจริตการเลือกสว. อาจจะไปถึงอาญาด้วยซ้ำ ถ้าฟังได้ว่า ไปเข้ากฎหมาย พ.ร.ป.สว. มาตรา 77 (1) การให้ทรัพย์สินกัน
นายสิทธิโชติกล่าวว่า ถ้าเรามองอย่างนี้ ทุกพื้นที่ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองพรรคเดียว ไม่มีพรรคอื่นเข้ามาแทรกเลย ทุกคนล้วนเป็นสมาชิกพรรค หรือ เกี่ยวข้องกับพรรค แล้วในกลุ่มนี้เมื่อทำโพยเสร็จไปสอดคล้องกับพยานที่กลับคำให้การ ซึ่งการให้การครั้งแรก ว่า มีการกระทำอันที่หนึ่ง ในการประชุมพรรคมีการมอบหมายให้ สส.ในพื้นที่ หรือ บุคลากรของพรรคนี้ ที่อยู่ในพื้นที่ดำเนินการ และมีการดำเนินการอย่างนั้นจริงๆ
“ผมไม่ได้เชื่อว่า คนคนนี้พูด ตัวคนจะมีน้ำหนักให้น่าเชื่อถือหรือไม่ แต่ผมเชื่อถือเพราะคำพูดเขาได้รับการปฏิบัติและเกิดขึ้นจริงตามคำพูดของเขาไหม ถ้าเราพิสูจน์พยานตรงนี้ได้ว่า มันเกิดขึ้นจริง เป็นไปตามคำพูดของเขา มันก็น่าเชื่อถือ สิ่งที่น่าเชื่อถือตรงนี้ มันพิสูจน์ได้จากการกระทำที่ไปทำโพยกันในแต่ละจังหวัด นี่คือข้อที่หนึ่ง”นายสิทธิโชติกล่าว
นายสิทธิโชติกล่าวว่า ข้อที่สอง เบอร์โทรและเส้นเงิน เบอร์โทรศัพท์ พยานปากนี้ให้การว่า ได้ติดต่อใคร ของพรรคการเมืองนี้ ไม่ว่าจะเป็นเพียงสมาชิกพรรค หรือถึงขั้นเป็นกก.บห.พรรค หรือ เป็น สส. ก็มีการยึดโยงกันอยู่ในนั้น เมื่อเราตรวจสำนวนแล้วมันเจอจริง มันก็โยงกันจริง
@ ไม่เชื่อพยานกลับคำให้การถูกข่มขู่จริง
นายสิทธิโชติกล่าวว่า ข้อที่สาม หลังจากได้ สว. กกต.ประกาศแล้ว ก็มีการนัดประชุม สว.กันที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 21 คนที่อยู่ในพรรคนั้น ก็มาร่วมประชุม พยานให้การ ซึ่งเป็นเลขาฯของสส. คนคนนี้ที่เป็น สว. เคยอยู่หน้าห้อง สส. หรือ เคยเป็นอยู่หน้าห้องรัฐมนตรี แล้วก็มาเป็น สว. แล้วก็มีเลขาฯ เลขาฯคนนี้ก็เป็นพยานให้เราว่า วันที่ 21 นั้น มีการนัดประชุม สว. ที่ประกาศให้ เพื่อมากำหนดตัวคนเป็นประธาน และรองประธานสว. มีการเก็บโทรศัพท์ พยานให้การหมดเลยว่ามีการเก็บโทรศัพท์ และพบคนสำคัญของพรรคเดินออกมา อาจจะพบถึงหัวหน้าพรรคด้วยซ้ำ แต่เผอิญหัวหน้าพรรคอยู่คนละห้อง ไม่ได้อยู่ในห้องที่เก็บโทรศัพท์ ก็มากำหนดกัน
“พฤติการณ์เหล่านี้ รวมถึงการมีโทรศัพท์ติดต่อกันของรัฐมนตรีบางคนภายหลัง หรือ ช่วงเวลาเลือกสว. สอดคล้องกันความเห็นของเสียงข้างน้อยก็เห็นว่า กรณีนี้อย่างน้อย ถือได้ว่าเป็นการสนับสนุนหรือเป็นการทำให้เกิดเหตุการณ์ไปทำโพยฮั้วในแต่ละจังหวัดตามที่พยานปากนี้ให้การจริง นอกจากพยานปากดังกล่าวแล้ว ยังมีอีกคน คือ นายดิเรก พรสีมา ได้ให้การสอดคล้องกัน ถึงกับว่า บอกชื่อคนคนหนึ่งว่า เคยอยู่กับรัฐมนตรีหนุ่มๆ และเล่าให้ฟังว่า พฤติการณ์เป็นอย่างไร ซึ่งตรงกับพยานที่ 16 (เอกราช ช่างเหลา)”นายสิทธิโชติกล่าวและว่า
“ส่วนพยานที่กลับคำให้การ ที่ผมเห็นว่า ไม่น่าจะกลับคำ เพราะถูกข่มขู่ ณ เวลาที่ให้การตัวเองถูกข่มขู่ เขาเป็นใคร ใครจะไปข่มขู่เขาได้ เขาเป็นผู้มีบารมี เป็น สส.ของพรรคการเมืองนั้น ณ เวลานั้น แล้วมาให้การเป็น สส.อยู่ ใครจะไปข่มขู่เขา และอีกคนที่กลับคำให้การ ก็เป็นพ่อตาของหัวหน้าพรรคการเมืองระดับสำคัญด้วย ใครจะไปกล้าข่มขู่เขา นี่คือข้อเท็จจริงอันที่หนึ่ง”นายสิทธิโชติกล่าว
นายสิทธิโชติกล่าวว่า ข้อเท็จจริงอันที่สอง เขามายื่นหนังสือกลับคำให้การ ณ เวลาที่เราตั้งคณะอนุฯ ชุดที่ 36 แล้ว น่าจะเป็นวันที่ 30 ต.ค.68 ห่างจากวันที่เขาให้การครั้งแรกนานมาก
@ มองช้างต้องมองทั้งตัว
“ข้อพิรุธทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ผมเลยเชื่อว่า หลังจากฟังประกอบกับทุกสิ่งแล้ว มองช้าง มองทั้งตัวแล้วจะรู้ว่า ช้างตัวจริงอยู่ตรงนี้ ที่เหลือในการกระทำปลีกย่อย ก็ผิดไป แต่ช้างทั้งตัวอยู่ตรงนี้ เมื่อประกอบร่างแล้วเป็นอย่างนั้น ความเห็นเสียงข้างน้อยก็เลยเห็นควรว่า มีการกระทำความผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1 และข้อกล่าวหาที่ 2”นายสิทธิโชติกล่าวและว่า
“เหตุผลที่ผมพูดสามารถร้อยเรียงกัน คล้ายๆ กับหยิบเล็ก หยิบน้อยจากการกระทำของแต่ละกลุ่มมาวิเคราะห์รวมกันและทำให้เห็นว่า สิ่งเหล่านี้มีเบื้องหลังที่มาอย่างไร คล้ายกับการที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยหยิบเล็กหยิบน้อยแล้วมาวินิจฉัยว่า การกระทำของพรรคบางพรรคมันเซาะกร่อนบ่อนทำลาย เราก็เหมือนกัน หยิบเล็กหยิบน้อยมารวมกันให้เห็นว่า ช้างทั้งตัวมันเป็นอย่างไร ไม่ใช่จับแค่งวงแล้วบอกว่านี้ไม่ใช่ช้าง ซึ่งก็ถูกมันไม่ใช่ช้าง มันแต่งวง จับหูก็ไม่ใช่ช้าง แต่เมื่อไหร่เราจับมาผสมกันได้หมดแล้ว นั่นแหละคือช้าง เราจะเห็นการกระทำทั้งหมดหน้าตามันเป็นอย่างนี้นะ”นายสิทธิโชติกล่าว
@ แฉ มติ กกต. 4 ต่อ 3 ไม่รับเส้นเงิน 'ผู้ช่วย สส.ภท.'
นายสิทธิโชติกล่าวว่า ส่วนเส้นเงิน ไม่มีเส้นเงินออกจากตัวเอง คนสำคัญๆของประเทศ ไม่มี แต่จะออกจากคนรอบข้าง คนที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน แต่ส่วนมากที่ปรากฏจากพยาน คือ ใช้เงินสด ให้ไปรับเงินสด ชั้นที่ 4 ของที่ทำการพรรค เป็นคำกล่าวอ้าง ไม่มีพยานเห็นเหตุการณ์ เป็นถ้อยคำกล่าวอ้าง
“เส้นเงินจะมีปัญหา สว.ตัวจริง บางคน ที่ถูกส่งศาลฏีกา เช่น จากประจวบคีรีขันธ์ เส้นเงินจะปล่อยไปถึงไหน ผมอยากรู้ว่า ที่โอนมาปล่อยไปถึงไหน ก็ถามคณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 หรือ คนที่โอนมา คุณวรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร (1 ใน 77 คนที่กกต.ส่งศาลฎีกา ในส่วนของบุคคลอื่น/ผู้ช่วย สส.ภท.) ผมจำชื่อได้เลย เป็นคนโอน เป็นมือจ่าย โอนไปทางภาคใต้ สุราษฎร์ ผมก็อยากรู้ว่า ถ้าโอนเป็นแสนๆ รับมาจากใคร ก็ถามคณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 ว่า เรามีเส้นเงินหรือยัง เราอยากรู้ว่า คนที่โอนให้เป็นใคร เพื่อจะได้ไปต่อ แต่ได้รับแจ้งว่า เนื่องจาก กกต.มีมติ 4 ต่อ 3 ไม่รับเส้นเงินนี้ มันเลยไปต่อไม่ได้ ก็ได้แค่นี้ แต่ผมก็ยังเห็นว่าผิด เพราะยังไงก็ต้องโอนเงินไปยังแหล่งที่มา ซึ่งเราก็เดาเอาเอง เพราะฉะนั้นจะให้ไปถึงแหล่งเงินที่โอนเพื่อจะไปต่อ ก็ด้วยข้อจำกัด”นายสิทธิโชติกล่าว
นายสิทธิโชติกล่าวว่า คำพูดของคนมันยังเชื่อไม่ได้ แม้แต่ตัวคนเราก็ยังไม่เชื่อเลย แต่เราต้องดูสิ่งที่เขาพูดเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ถ้าเกิดขึ้นจริงมันก็น่าเชื่อ
“พยานรหัส 16 (นายเอกราช) ที่กลับคำให้การว่า โพยไม่มีอยู่จริง มาทำทีหลัง หลังจากคณะสืบสวนไต่สวนฯ ชุดที่ 26 สอบ โพยมาทำกันเองนั้น ขอให้กลับไปดูกล้องวงจรปิดถ่ายขณะวันเลือกสว. (26มิ.ย.67) เห็นผู้มีสิทธิเลือกสว.ระดับประเทศรายหนึ่งดึงโพยออกมาแล้วเปิดดูเพื่อจะลอกมีอยู่ 20 ช่อง แสดงว่าวันนั้นมันมีโพยอยู่แล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาทำในคณะสืบสวนไต่สวนฯ ชุดที่ 26 มันมีอยู่ก่อนแล้ว และที่จับได้แล้วเขามาให้การกับคณะสืบไต่ฯ บางคนได้ถ่ายภาพโพยมาไว้ในโทรศัพท์ ซึ่งบันทึกวันที่ไว้ด้วยว่าทำวันไหน สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นว่า โพยมีอยู่ก่อนแล้ว ไม่ใช่คณะสืบสวนไต่สวนฯ ชุดที่ 26 มากลั่นแกล้ง”นายสิทธิโชติกล่าว
@ ถูกตัดตอนตั้งแต่อำเภอ
นายสิทธิโชติกล่าวว่า ถ้าเรามีความคิดว่า โพยไม่มีอยู่ในโลกนี้เลย เพิ่งจะมีมาตอนคณะสืบสวนไต่สวนฯ ชุดที่ 26 ทำ เราต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกคน เราจะต้องมาพิจารณาไล่ดูว่าใครที่มา คนนี้ถูกกลั่นแกล้งได้อย่างไร เก็บเล็กเก็บน้อยข้อแตกต่างเหล่านี้มาเพื่อยกฟ้องหรือปล่อยเขาไป แต่ถ้าเราเชื่อว่าโพยนี้มีอยู่จริง มีอยู่ก่อน ซึ่งมันเกลื่อนเมือง มีการร้องไปทั่วทุกจังหวัดด้วยซ้ำ เราต้องมาพิจารณาว่าใครเป็นคนทำ และให้ความเป็นธรรมกับเขา
“คณะสืบสวนไต่สวนฯ ชุดที่ 26 ที่ตั้งขึ้นเนื่องจากว่า พนักงานสืบไต่ฯของกกต. ที่อยู่ทุกจังหวัดที่มีการร้องเรียนกัน พนักงานสืบไต่ฯ ที่ไปทำถูกตัดตอนในที่อำเภอหมดเลย ผมมาสมัครเอง ควักเงินค่าสมัครเอง แต่ละคนก็จะพูดทำนองนี้ ผมสนใจการเมือง แต่พอเข้าการเมืองแล้วเห็นคนอื่นดีกว่าผม ผมก็ไม่เลือกตัวเอง ทั้งที่ตัวเองไม่มีจะกิน ทั้งที่ตัวเองเป็นลูกจ้างของเจ้านายที่ให้มาสมัคร พอถูกตัดตอนแบบนี้ไปต่อไม่ได้แล้ว พนักงานสืบไต่ฯ เราไปไม่ได้ จึงจำเป็นต้องใช้ความร่วมมือตามกฎหมายว่า เราขอความร่วมมือจากดีเอสไอ ปปง. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สืบภาค มานั่งคิดตั้งแต่ต้น ผมก็นำเรียนกกต.ว่า ถึงจะทำให้การทำงานทั้งประเทศไปด้วยกันได้ ไม่เช่นนั้นคนไม่กลัว เจ้าหน้าที่ กกต.ไป คนไม่กลัว แต่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองไปเขาก็ให้ความจริง”นายสิทธิโชติกล่าวและว่า
“มติของกกต.ที่ออกมาทั้ง 7 ข้อกล่าวหา ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เพราะมติมันจบไปแล้ว เว้นแต่ว่า พอไปศาล คนที่เราส่งไปศาลฎีกา ศาลไปทำการไต่สวนแล้วเกิดเห็นภาพหมดทั้งอันแล้ว ศาลฎีกาจะแก้ปัญหาให้บ้านเมืองอย่างไร ศาลสามารถเรียกพยานหลัการฐานในสำนวนในคดีนี้ทั้งหมดได้ แต่ท่านจะไปดำเนินคดีกับคนที่เราไม่ได้ส่งไปเป็นปัญหา ซึ่งศาลต้องใช้อำนาจของศาลไป ถ้าราษฎรเป็นโจทก์ หรือ ผู้สมัครสว. ในฐานะผู้เสียหายไปยื่นต่อศาลเอง ก็เป็นดุลพินิจของศาลที่จะรับหรือไม่รับ ซึ่งต้องใช้หลักความเป็นธรรมไปจับ เพื่อให้บ้านเมืองไปได้”นายสิทธิโชติกล่าว

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา