
ประชุมบอร์ด กสทช. ล่มครั้งที่ 11 องค์ประชุมไม่ครบ หลัง ‘ณัฐธร-ต่อพงศ์’ แจ้งลา ส่วน 4 กรรมการ ‘ธนพันธุ์-พิรงรอง-ศุภัช-สมภพ’ ไม่เข้าประชุมฯ ‘สรณ’ วอนอย่าเล่นการเมือง-เลิก‘ทิฐิ’ ก่อนโดนถามกลับ ทำไมลุกจากเก้าอี้ไม่ได้
.................................................
เมื่อวันที่ 16 ก.ย. เวลา 09.30 น. ที่ห้องประชุมสายลม 1021 ชั้น 2 อาคารอำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ได้จัดให้มีการประชุม กสทช. ครั้งที่ 25/2569 แต่การประชุม กสทช. ครั้งนี้ ไม่สามารถเริ่มการประชุมได้ เพราะองค์ประชุมไม่ครบ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. จึงสั่งงดการประชุมฯ และนัดประชุม กสทช. ครั้งหน้าในวันที่ 23 ก.ย.2569 เวลา 09.30 น.
รายงานข่าวแจ้งว่า การประชุม กสทช. วันนี้ ศ.คลินิก นพ.สรณ เดินทางมาถึงห้องประชุมในเวลาประมาณ 09.39 น. จากนั้น นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. แจ้งที่ประชุมว่า ได้รับทราบจาก กรรมการ กสทช. 2 ท่าน คือ พล.ต.อ.ดร.ณัฐธร เพราะสุนทร และนายต่อพงศ์ เสลานนท์ ว่า ทั้ง 2 ท่าน ลาประชุม เนื่องจากติดราชการ ส่วนกรรมการ กสทช. 1 ท่าน คือ รศ.ดร.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ มีหนังสือแจ้งว่า “ไม่อาจเข้าร่วมประชุมได้”
ขณะที่กรรมการ กสทช. 3 ราย ได้แก่ พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ, ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต และรศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย ไม่ได้เข้าร่วมประชุมฯ
ทั้งนี้ เมื่อรอจนพ้นกำหนดเวลา 30 นาที ตามระเบียบการประชุมฯข้อ 28 แล้ว กรรมการ กสทช. ยังมาไม่ครบองค์ประชุม ในเวลาประมาณ 10.02 น. นายไตรรัตน์ จึงเสนอให้ ศ.คลินิก นพ.สรณ ประธาน กสทช. สั่งเลื่อนการประชุม ศ.คลินิก นพ.สรณ จึงสั่งงดการประชุม และจะไม่มีการประชุมในวันพรุ่งนี้ (17 ก.ย.) ทำให้การประชุม กสทช. วันนี้ ต้องล่มลงอีกเป็นครั้งที่ 11 ในห้วงเวลา 1 เดือน 4 สัปดาห์
รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า ในระหว่างที่การประชุม กสทช. ยังเริ่มประชุมไม่ได้ เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ ศ.คลินิก นพ.สรณ สอบถามในที่ประชุมว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา มีกรรมการ กสทช. ท่านใด ทำหนังสือแจ้งว่าขอให้เร่งรัดการพิจารณาวาระใดโดยเร็วบ้าง ซึ่งเจ้าหน้าที่ของสำนักงานฯ แจ้งว่า จากการรวบรวมข้อมูลตั้งแต่วันที่ 21 ก.ค.2569 พบว่า มี กสทช.ท่านพิรงรอง ทำหนังสือขอเร่งรัดการพิจารณาวาระต่างๆ จำนวน 3 ฉบับ รวมทั้งสิ้น 22 วาระ ประกอบด้วย
หนังสือฉบับแรก มีวาระที่ขอให้เร่งรัด ได้แก่ วาระเรื่องดาวเทียม ,คดีของศาลปกครองสูงสุด ,ร่างโรดแมปกิจการโทรทัศน์ และการแพร่ภาพและเสียงของประเทศไทย ,วาระร่างประกาศฯการให้บริการแพร่ภาพแพร่เสียงผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต และวาระเรื่องร้องเรียนของผู้บริโภค
ส่วนหนังสือฉบับที่ 2 มีวาระที่ขอเร่งรัด โดยอ้างอิงจากหนังสือของคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน กสทช. (กตป.) รวม 16 วาระ แบ่งเป็นกลุ่มร้องเรียนเรื่องดาวเทียม และเรื่องการขอสร้างท่อร้อยสายสื่อสาร และคดีของศาลปกครองสูงสุด และหนังสือฉบับที่ 3 เป็นการขอให้เร่งรัดวาระการขอเดินสายเคเบิ้ลใต้น้ำของบริษัท ทรูฯ
@ถาม‘ใครได้ประโยชน์’ หาก‘สรณ’พ้นเก้าอี้‘ประธาน กสทช.’
ต่อมา ศ.คลินิก นพ.สรณ แถลงข่าวภายหลังปิดการประชุมฯ โดยระบุว่า ตนยังคงเป็นประธาน กสทช. ตามกฎหมาย จึงต้องกำหนดวันประชุม และกำหนดวาระการประชุม ไม่เช่นนั้นอาจเข้าข่ายละเลยการปฏิบัติหน้าที่ได้ และ อยากฝากไปถึงกรรมการ กสทช. ทุกคน ให้เข้าร่วมประชุม กสทช. เพื่อหาทางออกร่วมกัน พร้อมทั้งตั้งคำถามว่า หากตนพ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. แล้ว ใครจะได้ประโยชน์
“สงสัยว่า เอ๊ะ ทำไมยังเล่นละครเดิมอยู่นะ ใช้คำว่าเล่นละครเลย เพราะจัดประชุม ก็เหมือนว่า ทำกันเหมือนเดิม แล้วก็หวังผลแตกต่างกันออกไป ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เราควรจะทำ แต่มันเป็นกฎหมาย ผมยังเป็นประธาน กสทช.อยู่ตามกฎหมาย เพราะฉะนั้น ผมต้องปฏิบัติหน้าที่ การกำหนดวันประชุม กำหนดวาระการประชุม ยังเป็นหน้าที่ของผมอยู่ ซึ่งการประชุมที่ผ่านมา ถ้าใครยังจำได้ สมัยปี 2566 ระหว่างวันที่ 26 ต.ค.-19 ธ.ค. เราจัดประชุมไม่ได้ จัดได้แค่ครั้งเดียว
มันเคยเกิดขึ้นไปแล้ว ตอนนั้น การประชุมฯ กำหนดอาทิตย์ต่ออาทิตย์ ไม่ได้ออกมาล่วงหน้าเป็นเดือน ฉะนั้น คนก็กลัวว่าจะเข้ากันไม่ครบ เสียงจะขาด แล้วก็กลัวว่า ผมจะใช้สิทธิ์ประธานฯ ถ้ามี 6 คน แล้วเสียงเป็น 3 ต่อ 3 ขึ้นมา มันเคยเกิดขึ้นมาแล้ว ไม่ใช่ไม่เคยเกิด ที่มีการประชุมแล้ว การประชุมล่ม หรือการประชุมเกิดขึ้นไม่ได้ แต่คราวนี้ ก็เป็นอีกลักษณะหนึ่ง แต่ผมก็คงต้องกำหนดวันประชุม และจัดประชุมตามกฎหมาย ไม่เช่นนั้นผมก็ละเลยการปฏิบัติหน้าที่
ผมเรียนอีกครั้งว่า ขอเชิญกรรมการฯมาประชุม เพื่อหาทางออกนะครับ อย่าให้มันเป็นเรื่องทิฐิ อย่าให้มันเป็นเรื่องการเมืองในองค์กรอิสระ เรามีเรื่องต้องตัดสินเยอะมาก เรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทีวีดิจิทัล อนาคตจะเป็นอย่างไร ซึ่งผมยังเห็นความเป็นอัตลักษณ์ของทีวีไทยอยู่ ฉะนั้น เรื่องนี้ เป็นเรื่องสำคัญสำหรับผม ซึ่งผมพูดไปหลายครั้งแล้ว แล้วก็มีเรื่องดาวเทียม และมีเรื่องสายสื่อสารอีกเยอะแยะเลย
แล้วก็มีเรื่องที่มีความเสียหายต่อองค์กร ซึ่งกรรมการทั้งหมด จะต้องรับผิดชอบร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่มีความเสียหายทางด้านการเงินหรือการงาน ซึ่งที่ผ่านมา แนววาระไหนที่เราเห็นร่วมกันเป็นเอกฉันท์ ก็ขอให้ดำเนินไปได้ ส่วนวาระไหนที่มีความเห็นต่างกัน เราคิดว่าเราจะลงมติกันอย่างไร ก็มานั่งคุยกัน และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราแปลกฎหมายไม่เหมือนกัน กรรมการแต่ละท่าน มีความคิดเห็นของตัวเอง
ไม่ว่าจะเป็นกรณีล่าสุด คือ ความคิดเห็นเกี่ยวกับคำสั่งศาล ซึ่งก็แปลกันไปต่างๆนานา ผมเองไม่ได้พูดอะไรซักคำหนึ่ง ส่วนสำนักงานฯเอง ก็ยอมรับว่าทำผิด แล้วก็ขออภัย ตามที่ศาลฯมีคำตำหนิออกมา ผมก็หวังว่า เราคงต้องรอคำพิพากษาของศาลฯ ซึ่งเป็นที่สุดในเรื่องของผม ผมอาจจะเงียบไปหน่อย ไม่ค่อยออกมาคุย ติ๊ต่างกับนักข่าว และผมไม่ได้มารอว่า จะต้องให้สัมภาษณ์ในเวลานั้น เวลานี้ เพราะมันก็จะเป็นเรื่องเดิมๆ
ผมอาจจะสื่อสารไม่เก่ง ผมพูดกับท่านอื่นๆ เสมอว่า ผมยังมีความเป็นหมออยู่เยอะ แล้วก็ผมอดทนและอดทน ผมมีคติของมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งผมทำงานมา 30 กว่าปี ว่า อัตตานัง อุปมัง กเร แปลว่า เอาใจเขามาใส่ใจเรา ผมตั้งใจดี ผมไม่เคยทิ้งคนไข้ ไม่เคยทิ้งงาน ผมเป็นนักฟังที่ดี ถ้าใครฟังประชุม ก็จะรู้ว่าการประชุมเป็นการประชุมเปิดเผย ทุกคนจะรู้ว่า ผมรับฟังตลอด ฟังทุกคน ฟังสำนักงานฯ ฟังกรรมการทุกคน และให้โอกาสทุกคน
ผมไม่ใช่นักร้อง ผมให้โอกาสทุกคน แล้วก็ฝากสื่อไปคิดซักนิดหนึ่งว่า เรื่องที่เกิดกับผม ไม่ใช่ว่า เพราะมันเป็นอะไร เพราะบุญกรรมเก่า หรือบาปที่ผมไปทำ ผมไม่ได้ทำบาปอะไรเลย ไม่ได้ทำผิดอะไรเลย แต่ถามว่า สิ่งที่เกิดขึ้น มันเพื่ออะไรในอนาคต อยากถามให้ไปคิดกันดู อยากให้ไป investigative ว่า ใครจะได้ประโยชน์จากการที่ผมจะพ้นจากตำแหน่งบ้าง ทำไมถึงมีความเร่งรีบเหลือเกิน ที่จะต้องให้ผมออกไปจากองค์กรนี้
ผมทำงานมา 4 ปีครึ่งแล้ว เหลือเวลาอีกปีครึ่ง ฉะนั้น อยากให้คิดว่า Broadcasting ,Telecommunication , Satellite ,Digital ,Data center และ Artificial Intelligence ซึ่ง Landscape (ภูมิทัศน์) มันจะเปลี่ยนไปเยอะในประเทศนี้ถ้าผมนั่งอยู่ตรงนี้ ผมจะขวางใคร หรือ กสทช. จะมีบทบาทอย่างไร ทำไมเราถึงประชุมกันไม่ได้ ขอให้ไปนั่งคิด อย่าไปคิดว่าผมทำบาปอะไร อย่าไปคิดว่า ผมทำบุญอะไร แต่อยากให้คิดว่า มันเพื่ออะไร ก็อยากให้ไป investigative
ฉะนั้น ผมก็ขอสรุป 2 เรื่องในวันนี้ คือ ขอเชิญกรรมการฯมาร่วมกันหาทางออก มาประชุมร่วมกัน อะไรที่ไปกันได้ ก็ขอให้ไป แล้วอยากฝากสื่อทำเรื่อง investigative ให้หน่อยว่า เพื่ออะไร อย่าถามว่าผมทำอะไรผิด แต่ให้ถามว่า อะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ไป เพราะมีประเด็นอีกหลายเรื่อง อีกหน่อยค่อยมานั่งคุยกัน อาจจะคุยกันเรื่อง USO เรื่อง Telemedicine และอีกหลายๆอย่าง ซึ่งผมเหลือเวลาอีก 1 ปีครึ่ง” ศ.คลินิก นพ.สรณ กล่าว
เมื่อถามว่า ในวันที่ 21 ก.ย.นี้ ศาลปกครองกลางจะมีการนัดไต่สวนคดีที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ ขอให้ศาลฯมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ที่ 1/2569 วันที่ 21 ก.ค.2569 เรื่อง การพิจารณาคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของประธาน กสทช. ศ.คลินิก นพ.สรณ กล่าวว่า ตนจะเดินทางไปศาลฯด้วยตัวเอง และถือเป็นคดีแรกที่ตนจะไปศาลฯด้วยตัวเอง เพราะที่ผ่านมาแม้ว่าจะมีคดีที่ตนถูกฟ้อง แต่ไม่เคยต้องไปศาลเอง
เมื่อถามว่า มีกระแสข่าว ศ.คลินิก นพ.สรณ ได้ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวฯ กรณีมีคำร้องขอให้ศาลฯมีคำสั่งทุเลาการบังคับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ใช่หรือไม่ ศ.คลินิก นพ.สรณ กล่าวว่า “กำลังคุยกันอยู่”
เมื่อถามว่า กรณีที่กรรมการ กสทช. บางส่วน ไม่เข้าร่วมประชุม กสทช. โดยให้เหตุผลว่า หาก ศ.คลินิก นพ.สรณ ยังร่วมประชุม กสทช. อยู่ จะทำให้มติ กสทช. ที่ออกมาเป็นโมฆะได้ ศ.คลินิก นพ.สรณ กล่าวว่า “มันมีกฎหมายไหมล่ะ”
@‘3 กสทช.’ย้ำจุดยืนไม่ร่วมประชุม-ถามกลับใครกันแน่ที่‘ทิฐิ’
ต่อมาเวลาประมาณ 10.45 น. กรรมการ กสทช. 3 ราย ได้แก่ พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ ,ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง และ รศ.ดร.ศุภัช ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนบริเวณห้องโถงกลาง อาคารอำนวยการ
โดย ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง กล่าวว่า วันนี้ กสทช.ทั้ง 3 ท่าน ทำหนังสือยืนยันขอสงวนสิทธิ์ไม่เข้าร่วมประชุม กสทช. ด้วยเหตุแห่งกฎหมาย อ้างอิงตามมาตรา 15 วรรคแรกของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ที่บอกว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ ถือเป็นที่สุด และยังมีคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่บอกว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว สละสิทธิโดยผลของกฎหมาย ไม่สามารถทำหน้าที่ประธาน กสทช.ได้แล้ว และให้กรรมการ กสทช.ที่เหลืออีก 6 คน ทำหน้าที่ต่อไป ตามมาตรา 20 วรรคสาม ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ
“วันนี้เห็นท่าน (สรณ) ให้สัมภาษณ์ พูดถึงเรื่องวิชาชีพแพทย์อะไรต่างๆ ก็รู้สึกว่า มีประเด็นว่า ที่ท่านอ้างมอตโต้ของมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งจริงๆแล้ว ชื่อมหาวิทยาลัยมหิดลเป็นการขนานนามตามราชทินนามของสมเด็จพระบรมราชชนกฯ สมเด็จพระบรมราชชนกฯ ท่านมีพระบรมราโชวาทถึงชาวมหิดลว่า ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นที่หนึ่ง จึงอยากฝากกลับไปให้ท่านสรณช่วยพิจารณาด้วยว่า
การที่ท่านนั่งฝืนประชุม และทำให้อีก 6 คน เข้าประชุมไม่ได้ เป็นกิจส่วนตนหรือเป็นประโยชน์กับเพื่อนมนุษย์ ที่ท่านบอกว่าพวกเราทิฐิ ไม่แน่ใจว่าใครกันแน่ที่ทิฐิ ซึ่งเมื่อวันที่ 25 ก.ค.2565 ท่านสรณเคยลาประชุมไปผ่าตัดไหล่ ท่านก็ให้อาจารย์ศุภัชเป็นประธานแทน ทำไมตอนนี้ท่านลาประชุมไม่ได้ เคยมีการขอให้ท่านยุติการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลฯและคณะกรรมการสรรหาฯ แต่ท่านไม่ทำตรงนี้ เพื่อให้คนที่เหลือประชุมได้ ทำไมท่านเสียสละไม่ได้
ส่วนที่ท่านบอกว่า ท่านไม่เคยฟ้องใคร จริงๆแล้ว มีคดีที่กำลังจะอ่านในเดือนหน้า นักข่าวไม่ต้อง investigative แค่ตามดูก็ได้ คือ คดีหมายเลขดำที่ ค 5748/2567 โจทก์ คือ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ส่วนจำเลย คือ พวกเรา 3 คน บวก อ.สมภพ และจำเลยที่ 5 คือ สำนักข่าวอิศรา อันนี้เป็นการฟ้องละเมิดไขข่าว เรียกค่าเสียหาย นี่ก็ยังเสียวอยู่ว่า ให้ข่าวแล้วท่านจะมาฟ้องซ้ำอีกจะทำอย่างไร
แล้วที่ท่านบอกว่าให้ไป investigative ว่า จะไล่ท่านไปเหรอ ก็ต้องบอกว่า เราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการให้ท่านไปหรือไม่ให้ท่านไป อันนี้เป็นข้อกฎหมายทั้งสิ้น แต่ขอถามกลับว่า ทำไมท่านลุกจากที่นั่งตรงนี้ไม่ได้ investigative ตรงนี้ดีกว่า” ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง ระบุ และกล่าวถึงกรณีที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ บอกว่า ขอให้เลิกการการเมืองว่า “ไม่ได้เล่นการเมืองเลย การเมืองตรงไหน ใครเล่นการเมือง ก็ย้อนกลับไปถามคนที่ถามว่า อาจจะเป็นความคิดของเขาหรือเปล่า”
ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง ระบุด้วยว่า “ถ้าดูสถิติการประชุมวันนี้ 6 ต่อ 1 คือ 6 คน ไม่เข้า แล้วคนเดียว เข้า แปลว่าอะไร” ส่วนการจัดการประชุม กสทช. โดยมีกรรมการ 6 คนที่เหลืออยู่ ร่วมประชุมนั้น สามารถทำได้ หากสำนักงาน กสทช.สนับสนุน ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการสื่อสารกับกรรมการฯ ท่านอื่นๆ และที่ยังไม่มีการกำหนดวันประชุม เพราะมีกรรมการ กสทช. 2 ท่าน เดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งการจัดประชุมนั้น กฎหมายให้ทำได้อยู่แล้ว แต่อยู่ที่ว่าสำนักงานฯจะทำหรือไม่
ด้าน รศ.ดร.ศุภัช กล่าวว่า พวกเราได้ส่งหนังสือถึงสำนักงาน กสทช. แจ้งถึงเหตุผลที่ทำให้ไม่สามารถเข้าร่วมประชุม กสทช.ทุกครั้ง โดยยืนยันจุดยืนเดิมทุกครั้งว่า ไม่สามารถร่วมประชุมกับ ศ.คลินิก นพ.สรณ ซึ่งไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่เป็นประธาน กสทช.ได้แล้ว เพราะจะมีปัญหาตามมาในภายหลังได้ ดังนั้น เรื่องนี้ จึงเป็นเรื่องกฎหมาย เป็นเรื่องกระบวนการทางกฎหมาย และเราไม่อยากทำอะไรที่ผิดกฎหมาย
“เห็นมีคำถามว่า เรามาตอนนี้ ช่วงนี้ เพราะอะไร ซึ่งมันไม่เกี่ยวกัน ช่วงนี้ เป็นช่วงสุดท้ายของกระบวนการ ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ เราเห็นกระบวนการทางศาลฯต่างๆ เราก็ปฏิบัติตามนั้น เราไม่อยากทำอะไรที่ผิดกฎหมาย” รศ.ดร.ศุภัช กล่าว
ขณะที่ พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ กล่าวว่า การประชุม กสทช. วันนี้ เห็นภาพชัดตรงที่ว่า การประชุมฯ มีท่านสรณลงมาประชุมคนเดียว ส่วนที่บอกว่าพวกเรา 3 คน ไม่เข้าร่วมประชุมนั้น ก็ยืนยันว่า พวกเรามีหนังสือยืนยันถึงเจตนารมณ์เดิมว่า ขอประชุมกับกรรมการที่เหลืออยู่ 6 คน ตามที่กฎหมายกำหนด และวันนี้มีภาพที่ชัดอีกอัน คือ กสทช.สมภพ ยืนยันว่า ไม่ขอเข้าร่วมการประชุมในกรณีที่ นพ.สรณ มาร่วมประชุม ส่วนกรรมการ กสทช.อีก 2 คน ก็ใช้โมเดลลาการประชุม
“ที่มากล่าวหาว่า สาเหตุที่ประชุมไม่ได้ เป็นเพราะพวกผม 3 คน ซึ่งผมต้องยืนยันว่า ผมไม่ได้มีเจตนาที่ต้องการให้การประชุมเกิดไม่ได้ แต่เรามีเจตนาชัดเจนว่า เราขอดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด เราไม่สามารถปฏิบัติเป็นอย่างอื่นได้ และทุกครั้งเรามีหนังสือยืนยันเหมือนทุกครั้ง แล้วการที่สำนักงานฯมากล่าวอ้างว่า พวกผม 3 คน ขาดการประชุม ก็ไม่เป็นความจริง เพราะการประชุมไม่ได้เกิดขึ้น แล้วจะมีรายงานการประชุมที่มาพูดในลักษณะที่ว่า พวกผมขาดการประชุมได้อย่างไร” พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ กล่าว

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา