'ศาลรัฐธรรมนูญ' วินิจฉัย 'บัตรเลือกตั้ง' 8 ก.พ.69 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ใส่รหัส 'บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด' ไม่สามารถเข้าถึงบัตรเลือกตั้ง-ต้นขั้ว-บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ในคราวเดียว ชี้ บัตรเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ-บาร์โค้ด 'ลับแบบมีเงื่อนไข' สั่ง 'กกต.' ไม่ใช้เครื่องหมาย-สัญลักษณ์ใดบนบัตรเลือกตั้งที่เชื่อมโยงข้อมูล ระบุตัวตนของผุ้มีสิทธิเลือกตั้งและผลการออกเสียงลงคะแนน
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 28 กันยายน 2569 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อ่านคำวินิจฉัย เรื่องพิจารณาที่ ต. 30/2569 กรณีผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ร้อง ได้รับเรื่องร้องเรียน จำนวน 22 คำร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งและคณะ ผู้ถูกร้อง ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ (บัตรสีชมพู) ที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และบัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต (บัตรสีเขียว) รหัสคิวอาร์ (OR Code) ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนู มาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรคสอง มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224
รายงานข่าวระบุว่า ภายหลังตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยคำร้อง ประเด็นพิจารณาวินิจฉัย ข้อเท็จจริง ข้อพิจารณา และข้อกฎหมาย เสร็จสิ้นแล้ว วินิจฉัยว่าการเลือกตั้งสส.แบบแบ่งเขตและการเลือกตั้งสส.แบบบัญชีรายชื่อ ไม่สามารถเข้าถึงเอกสาร 3 ส่วนได้พร้อมกันในคราวเดียว ได้แก่ บัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
รายงานข่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับข้อพิจารณาว่า การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 เป็นไปโดยตรงและลับตามรัฐธรรมนูญมาตรา 83 วรรคสอง มาตรา 85 หรือไม่นั้น วินิจฉัยว่า เป็นความลับแบบมีเงื่อนไข บัตรเลือกตั้งต้องไม่สามารถเชื่อมโยงไปที่ผู้เลือกตั้งเด็ดขาด ข้อเท็จจริงปรากฎว่า รหัสบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งสส.บัญชีรายชื่อนั้น พบว่า สามารถเชื่อมโยงข้อมูล 3 ส่วนเข้าด้วยกันได้ กระทบต่อการลงคะแนนโดยลับ อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาจากการจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง การบริหารจัดการทุกขั้นตอน สามารถใช้เป็นมาตรการป้องกันบัตรปลอม การใช้บัตรเลือกตั้งข้ามเขต ย่อมช่วยให้ตรวจสอบได้ว่าเป็นบัตรเลือกตั้งที่จัดไว้ในพื้นที่ดังกล่าวหรือไม่ จึงยังไม่มีเหตุผลเพียงพอว่าเป็นการใช้มาตรการเกินกว่าเหตุ
ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องนำสืบและพยานหลักฐานจากการไต่สวนยังไม่ปรากฎข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าบุคคลใดหรือหน่วยงานใดนำบัตรเลือกตั้งไปเชื่อมโยงกันเพื่อสืบทราบผลการออกเสียงการลงคะแนนจนทำให้สามารถทราบได้ว่า ผู้ร้องเรียนหรือประชาชนคนใดลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ข้อกล่าวอ้างของผู้ร้องยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าการกระทำของผู้ถูกร้องที่กำหนดให้มีรหัสแท่งบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ เป็นการทำลาย หรือทำให้สาระสำคัญของการเลือกตั้งโดยลับและเสรีภาพในการออกเสียงลงคะแนนของประชานเสียไป ไม่เป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญอันเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้ร้องเรียนหรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง
อนึ่ง แม้การระบุรหัสแท่งบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสส.แบบบัญชีรายชื่อ ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญอันเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผุ้ร้องหรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นถึงกระทบต่อความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้งของผุ้ถูกร้องทั้งสาม (กกต.) เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นต่อกระบวนการจัดการเลือกจั้ง ที่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ผู้ถูกร้องทั้งสามควรกำหนดรูปแบบจัดการเลือกตั้งโดยคำนึงถึมาตรการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งหรือป้องกันการทุจริตเลือกตั้งโดยไม่ใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ใดบนบัตรเลือกตั้งที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูล ระบุตัวตนของผุ้มีสิทธิเลือกตั้งและผลการออกเสียงลงคะแนนอย่างเหมาะสมยิ่งขึ้นและควรกำหนดวิธีการจัดเก็บบัตรเลือกตั้งที่พิพาทกันตามคำวินิจฉัยนี้ให้มีมาตรการรัดกุมและเข้มงวดเป็นการเฉพาะ ไม่ให้มีการกระทำโดยผิดกฎหมายเพื่อเข้าถึงข้อมูลการออกเสียงลงคะแนนของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง
อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงวินิจฉัยว่า การใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง ไม่เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา