‘ครม.’ เห็นชอบ ‘ร่าง พ.ร.บ.สถานที่พักแรม’ แยกการกำกับดูแล ‘สถานที่พักแรม’ เป็น 3 กลุ่ม ลดการขอ ‘ใบอนุญาต’ ซ้ำซ้อน พร้อมเพิ่มสิทธิ ‘ลูกค้า’ ยกเลิก-ขอคืนเงินได้ หาก ‘ที่พัก’ ไม่ตรงโฆษณา
................................
เมื่อวันที่ 29 ก.ย. น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการ ร่าง พ.ร.บ.สถานที่พักแรม พ.ศ. .... โดยมีสำระสำคัญ คือ การปรับปรุงระบบกำกับดูแลสถานที่พักแรมให้สอดคล้องกับรูปแบบการท่องเที่ยวและการประกอบธุรกิจในปัจจุบัน ลดอุปสรรคของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายย่อยและที่พักรูปแบบใหม่ พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและการคุ้มครองผู้ใช้บริการ
สำหรับ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ มีทั้งสิ้น 98 มาตรา โดยปรับแนวทางกำกับดูแลให้ครอบคลุม “สถานที่พักแรม” ในรูปแบบที่หลากหลาย ไม่จำกัดเฉพาะโรงแรม และแบ่งการกำกับดูแลตามขนาด ลักษณะกิจการ จำนวนห้อง จำนวนผู้พัก และระดับความเสี่ยง เพื่อให้มาตรการของรัฐเหมาะสมกับกิจการแต่ละประเภท ประกอบด้วย
การแบ่งสถานที่พักแรมออกเป็น 3 จำพวก ตามระดับการกำกับดูแล ได้แก่ สถานที่พักแรมจำพวกที่ 1 เป็นกิจการที่สามารถดำเนินการได้เมื่อแจ้งต่อนายทะเบียน เช่น โรงแรมที่มีจำนวนห้องไม่เกิน 8 ห้อง และมีผู้พักไม่เกิน 30 คน รวมถึงบ้านพักหรือห้องพักเพื่อการพักอาศัยชั่วคราวที่ผู้ให้บริการมีบ้านพักหรือห้องพักไม่เกิน 8 หน่วย
สถานที่พักแรมจำพวกที่ 2 ต้องขึ้นทะเบียนต่อนายทะเบียนก่อนดำเนินการ เช่น โรงแรมที่มีมากกว่า 8 ห้อง แต่ไม่เกิน 40 ห้อง หรือมีผู้พักมากกว่า 30 คน แต่ไม่เกิน 150 คน รวมถึงบ้านพักหรือห้องพักเพื่อการพักอาศัยชั่วคราวที่มีมากกว่า 8 หน่วย แต่ไม่เกิน 40 หน่วย
ส่วนสถานที่พักแรมจำพวกที่ 3 เป็นกิจการที่ต้องได้รับใบอนุญาตก่อนดำเนินการ ได้แก่ โรงแรมที่มีมากกว่า 40 ห้อง หรือมีผู้พักมากกว่า 150 คน รวมถึงบ้านพักหรือห้องพักเพื่อการพักอาศัยชั่วคราวที่มีมากกว่า 40 หน่วย ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสามารถออกกฎกระทรวงกำหนดประเภท ชนิด ลักษณะ หรือรูปแบบของสถานที่พักแรมเพิ่มเติมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้
ขณะเดียวกัน ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว กำหนดให้นำระบบ “ใบอนุญาตหลัก” หรือ Super License มาใช้ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและภาระของผู้ประกอบการในการขอใบอนุญาตหลายใบตามกฎหมายหลายฉบับ โดยกำหนดให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจสถานที่พักแรมจำพวกที่ 3 เป็นใบอนุญาตหลัก
และหากผู้ยื่นคำขอแสดงความประสงค์ตั้งแต่ขั้นตอนยื่นคำขอ สามารถครอบคลุมใบอนุญาตรองที่เกี่ยวเนื่องได้ถึง 10 กิจการ เช่น สถานที่จำหน่ายหรือสะสมอาหาร สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ สระว่ายน้ำ สถานที่ออกกำลังกาย สถานบริการ สถานที่ใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว การขายสุรา การขายยาสูบ และกิจการอื่นตามที่กำหนด เพื่อลดขั้นตอนการติดต่อหลายหน่วยงาน ทั้งนี้ รายละเอียดและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องจะต้องได้รับการพิจารณาให้สอดคล้องกับกฎหมายเฉพาะของแต่ละกิจการด้วย
ร่าง พ.ร.บ.ยังกำหนดให้กรมการปกครองจัดทำระบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับการรับแจ้ง การยื่นคำขอ การออกใบรับแจ้ง ใบรับขึ้นทะเบียนและใบอนุญาต ตลอดจนการรับเรื่องร้องเรียนและการดำเนินการอื่น โดยให้ใช้ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก เพื่อลดขั้นตอนและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้ประกอบการ
ส่วนในด้านความปลอดภัยและการกำกับดูแล ผู้ประกอบธุรกิจและผู้จัดการสถานที่พักแรมจะต้องปฏิบัติตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด เช่น จัดให้มีป้ายชื่อสถานที่พักแรม แผนผังทางหนีไฟ ป้ายทางออกฉุกเฉิน และจัดทำทะเบียนผู้พักด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยส่งข้อมูลทะเบียนผู้พักให้นายทะเบียนทุก 24 ชั่วโมงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และให้นายทะเบียนส่งข้อมูลผู้พักที่เป็นคนต่างด้าวให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองต่อไป
ร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ยังเพิ่มมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการอย่างชัดเจน โดยกำหนดให้ผู้ใช้บริการสามารถยกเลิกการเข้าพักหรือยกเลิกการจองได้ หากสถานที่พักแรมหรือบริการที่เกี่ยวเนื่องไม่เป็นไปตามที่โฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ไว้ และกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจดำเนินการยกเลิกและคืนเงินตามสัดส่วนของบริการที่ผู้ใช้บริการได้รับไปแล้ว รวมทั้งให้อัตราค่าที่พัก ข้อตกลงและเงื่อนไขการเข้าพัก ตลอดจนข้อความโฆษณาและการส่งเสริมการขาย ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาระหว่างผู้ใช้บริการกับผู้ประกอบธุรกิจ
นอกจากนี้ ร่าง พ.ร.บ. ยังห้ามการกำหนดเงื่อนไขการจองที่ไม่เป็นธรรม เช่น การให้ผู้ประกอบธุรกิจมีสิทธิแก้ไขหรือยกเลิกสัญญาได้ฝ่ายเดียว การยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดจากการผิดสัญญาของผู้ประกอบธุรกิจ หรือการกำหนดให้ผู้ใช้บริการสละสิทธิใดๆ ไว้ล่วงหน้า
สำหรับการยกระดับมาตรฐานธุรกิจ ร่าง พ.ร.บ.กำหนดให้มี “คณะกรรมการส่งเสริมการประกอบธุรกิจสถานที่พักแรม” โดยปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน และอธิบดีกรมการปกครองเป็นกรรมการและเลขานุการ ทำหน้าที่เสนอแนะนโยบาย แผน และมาตรการด้านการกำกับและส่งเสริมธุรกิจสถานที่พักแรม ขณะที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะมีบทบาทในการส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานด้านความปลอดภัย สุขอนามัย การให้บริการ และความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย
ร่าง พ.ร.บ. ยังเปิดให้กำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการจัดตั้งสถานที่พักแรม โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โบราณสถาน ความเหมาะสมของพื้นที่ และความปลอดภัยของผู้เข้าพัก รวมถึงกำหนดกลไกตรวจสอบและสั่งแก้ไข หากพบว่าผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน และสามารถพักใช้ใบอนุญาต ใบรับขึ้นทะเบียน หรือใบรับแจ้งได้ตามกรณี โดยในช่วงที่ถูกพักใช้สามารถกำหนดให้ผู้ประกอบการจัดหาที่พักที่มีมาตรฐานใกล้เคียงกันรองรับผู้เข้าพัก เพื่อไม่ให้ผู้ใช้บริการได้รับผลกระทบ
ในส่วนบทลงโทษนั้น ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ แยกความผิดตามระดับความร้ายแรง โดยความผิดเล็กน้อยหรือความผิดทางเทคนิค เช่น การไม่แจ้งข้อมูลผู้พัก ใช้มาตรการปรับเป็นพินัย ขณะที่ยังคงโทษอาญาสำหรับความผิดร้ายแรงที่กระทบต่อความมั่นคง เช่น การประกอบธุรกิจสถานที่พักแรมจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับอนุญาต
“หัวใจของการปรับกฎหมายครั้งนี้ คือ การเปลี่ยนจากการใช้มาตรฐานเดียวกับที่พักทุกประเภท มาเป็นการกำกับดูแลที่เหมาะสมกับขนาด ลักษณะ และระดับความเสี่ยงของกิจการ เพื่อเปิดทางให้ผู้ประกอบการรายย่อยและที่พักรูปแบบใหม่สามารถเข้าสู่ระบบได้อย่างถูกต้อง ลดใบอนุญาตและขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ขณะเดียวกันต้องไม่ลดมาตรฐานด้านความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งจะช่วยให้ภาครัฐมีข้อมูลในการกำกับดูแลที่ครบถ้วนขึ้น และส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการท่องเที่ยวไทยในระยะยาว” น.ส.ลลิดา กล่าว

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา