
'สิทธิโชติ-กกต.เสียงข้างน้อย' เล่าเบื้องลึก-เบื้องหลัง คดีฮั้วสว.- เก็บโพย ยอบรับเพิ่งเข้าไป 2 เดือน ยังอ่อนด้อย แจง ตั้งคณะที่ 26-คณะอนุฯที่ 36 ชี้ เหตุดีเลย์ ประธานอนุที่ 36 ไม่ประชุม-ไปต่างประเทศ ย้ำชัด ค้าน มติ 4 ต่อ 3 ไม่รับสำนวนดีเอสไอ
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 30 กันยายน 2569 ที่สำนักงานราชบัณฑิตยสภา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ อาคารซี นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสียงข้างน้อย คดีฮั้วการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 67 กล่าวในงานจัดเสวนาวิชาการ ภายใต้โครงการราชบัณฑิตยสภานำความรู้สู่สังคม ครั้งที่ 13 หัวข้อ คดีฮั้ว สว. : เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้ จัดโดยราชบัณฑิตยสภาและสำนักงานราชบัณฑิตยสภา
@ เล่าเบื้องหลังรับคดีฮั้วสว.
นายสิทธิโชติกล่าวว่า ข้อเท็จจริงในวันเลือก กกต. เห็นว่า มีเอกสารซึ่งลักษณะ โพย ในห้องน้ำตั้ง มีการเขียนแล้วทิ้งไว้ จนเจ้าหน้าที่ กกต. ต้องมารายงาน มันเยอะมาก ซึ่งส่อไปในทาง ไม่ค่อยสุจริต กกต. เลยประชุมด่วน โดยให้ในรอบบ่าย เราจะปริ้นท์เอกสาร ใบ สว.3 แนะนำตัวใหม่และไม่ให้เอกสารใดหลุดเข้าไปอีก
“ตอนนั้นผมเพิ่งเข้ามาเป็น กกต. ได้ 2 เดือนเอง ยังไม่ทันอยู่เหมือนกัน เราไม่ควรจะโทษอะไร แต่แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ แต่กระบวนการที่ กกต. มีมติเสร็จ ต้องให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งระดับประเทศเป็นคนดำเนินการ”นายสิทธิโชติกล่าว
นายสิทธิโชติกล่าวว่า ปัญหาอยู่ว่า มีมติเสร็จ ควรจะบอกตอนไหน ควรจะบอกตอนที่ผู้สมัครเลือกสว.ลุกขึ้นหรือไม่ เพื่อเข้าไปอยู่กลุ่ม แต่การบริหารจัดการตรงนั้นไม่ดี รู้ตัวล่วงหน้า ทีนี้เขียนตามแขน ฉีกกระดาษกันวุ่นวาย เหมือนที่ปรากฏในคลิป ซึ่งเวลานั้น ทุกอย่างเริ่มชุลมุน เพราะรู้ตัวล่วงหน้า เป็นข้อตั้งกังขา
นายสิทธิโชติกล่าวถึงสาเหตุของการตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 และ คณะอนุกรรมการ ชุดที่ 36 จนเป็นข้อคลางแคลงใจของประชาชนมาก ว่า การตั้งคณะ 26 เพราะเห็นว่า คดี สว. มีการร้องกันทั่วประเทศ ประการแรก ข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากในแต่ละจังหวัดที่ทำสํานวนขึ้นมา นับแต่เลือกเสร็จนะครับ 3-4 เดือน ยกหมด เหตุผลที่ยกคือ พยานหลักฐานไปไม่ถึง เนื่องจากว่า ในแต่ละอำเภอ ในแต่ละจังหวัด มีผู้บริหารจัดการ ทำให้พยาน ไม่มาบ้าง หรือมาก็เปลี่ยนคำให้การ ให้การเป็นอย่างอื่น ตัดตอนไปหมดว่า ตัวเองตั้งใจมาสมัครเอง ทั้งที่ในสํานวนเป็นลูกน้องของเจ้าของโรงงาน เจ้าของบริษัท คนรู้จักเกณฑ์กันมาลง ออกค่าใช้จ่ายให้ แต่ว่าคนให้การจริงๆ ไม่มี ไม่มายืนยัน ตามหาเส้นเงินก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ในระดับอำเภอทำอะไรยากไปหมด
นายสิทธิโชติกล่าวว่า เมื่อยกกันถึงขนาดนี้ทั้งประเทศแล้วได้หารือกับคณะกรรมการว่า จะปล่อยให้เรื่องเหล่านี้ผ่านเลยไป โดยที่คนทั้งประเทศรู้ว่า มีอะไรเกิดขึ้น แต่ กกต. ทำเหมือนไม่รู้ แล้วก็ยกไปหมด กกต.จะให้ความเป็นธรรมกับแผ่นดินนี้ได้อย่างไร จึงพลิกไปดูกฎหมายของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) กกต. ให้อำนาจว่า ให้ กกต. แต่งตั้งเจ้าพนักงานของรัฐ หน่วยอื่น เข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนได้ ซึ่งขณะนั้นได้หารือกับทางตำรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.)
“ปรากฏว่า มีการทัดทานในที่ประชุม กกต. ว่า เราไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน ไม่ได้ ทำสํานวน มาตั้งสํานวนแบบนี้ เดี๋ยวความลับรั่วไหล เดี๋ยว นั่น เดี๋ยวนี่ มันอ้างกันสารพัด ยังดีที่เผอิญผมเข้ามาตอนนั้น 2 เดือน ผมก็เลยเสนอข้อนี้ ก็ด้วยความที่ผมยังอ่อนด้อย เข้ามาใหม่ๆ ตอนนั้น ผมก็เลยบอกว่า พวกเรามีความเห็นที่มันแตกต่าง เหมือนกับไม่ลงรอยกันมาก ท่านประธาน กกต.ท่านเดิม (นายอิทธิพร บุญประคอง) ท่านก็ประนีประนอม ผมก็ขอเป็นว่า ก็ตั้งเป็นคณะอนุกรรมการ ที่คอยสนุนข้อมูล ถ้า คณะกรรมการสืบสวนไต่ตามปกติของเราที่รับสํานวนมาประสงค์ที่จะได้ข้อมูลจากเส้นเงิน ข้อมูลการโทรศัพท์ หรือ ข้อเท็จจริงเรื่องอื่น เราก็อาศัยคณะอนุฯ ชุดนี้ ช่วย เราตั้งเลขาธิการ กกต. เป็นประธานของคณะอนุฯ ชุดนี้”นายสิทธิโชติกล่าวและว่า

“ท่านเชื่อไหมครับ ตั้งไป 3 เดือน มีผู้ใหญ่ของตำรวจโทรมาหาผม บอกว่า ท่านตั้งขึ้นมาเนี่ยจะทำงานจริงไหม เพราะว่า ประชุมครั้งเดียว แล้วก็ไม่ทำอะไรเลย ผมตกใจ มันไม่มีมาใช้บริการที่เราจะได้ข้อมูลอย่างรวดเร็วเลย เราทิ้งไว้ รวมแล้วสารพัดเกือบปีแล้วนะ 7-8 เดือน แต่คณะชุดนี้ได้มาพบผม แล้วก็บอกว่า เนื่องจากมีคนไปร้องที่ดีเอสไอไว้เยอะเหมือนกัน ผมก็คิดว่า ในเมื่อคณะปกติของเรา ไม่ใช้บริการเขา ก็ให้ดีเอสไอทำไปก่อน ก็เลยบอกท่านอธิบดีดีเอสไอในขณะนั้นไปว่า ท่านทำไว้ให้เต็มที่ก่อน แล้วเดี๋ยว กกต. คงจะต้องหารือกันเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ได้อย่างไรบ้าง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกับระบบการเลือกตั้งที่มันเกิดขึ้น ซึ่งเราเห็นว่า มัน มันไม่ค่อยงาม”นายสิทธิโชติกล่าว
นายสิทธิโชติกล่าวว่า ในที่สุดอธิบดีดีเอสไอมีหนังสือมาแจ้งสอบสวนได้พยานหลักฐานที่แน่นหนาแล้ว กกต. จะรับโอนสํานวนมาหรือไม่ เพื่อจะดำเนินการต่อไป หรือ กกต.จะทำเอง หรือจะให้ดีเอสไอทำ ซึ่ง ณ เวลานั้นดีเอสไออยู่ในการดูแลของพรรคการเมืองพรรค ผู้ถูกกล่าวหาอยู่อีกพรรค เราเห็นว่า เป็นปัญหาทางการเมืองผสมกัน ยุ่งกันไปหมด เพราะฉะนั้น ตนเองจึงพูดในที่ประชุมว่า ถ้า กกต. กระโดดเข้าไปรับลูกตอนนี้ มันเหมือนกับ take side ไม่มีความเป็นกลาง ทำให้คนเเชื่อว่า เราไม่เป็นกลาง ก็ให้เรื่องมันเงียบๆ ก่อนได้หรือไม่ ให้เราต้องนั่งฟังก่อนว่า ต้นสายปลายเหตุ เป็นยังไง ถ้ามีเรื่องการเมือง แต่ กกต. ไม่อยากเข้าไป เข้าไปให้คนสงสัยว่า กกต.อยู่ฝ่ายไหน อยากให้อยู่ตรงกลางนิ่งๆ จึงล้าช้าไปอีกสักระยะหนึ่ง
@ แจงตั้งคณะชุดที่ 26
นายสิทธิโชติกล่าวว่า กลับมาดูสํานวนของกกต. ไม่มีความคืบหน้าอะไรที่จะทำงานได้ มีการเสนอในที่ประชุม กกต. ว่า ถ้าอย่างนั้น ใช้ลักษณะเป็นความปรากฏ กกต.ก็ใช้อำนาจตามกฎหมาย เรียกเอกสารต่างๆ จากทุกหน่วยงาน ไม่รับโอนสํานวน คือเราไม่ take side แต่ กกต.จะทำเอง จึงตั้งคณะสืบสวนไต่สวน คณะ 26 ขึ้นมา คือ ที่มาของคณะ 26 โดยกระบวนการเรียกเอกสารต่างๆ เรียกของดีเอสไอไสอบสวนไว้ทั้งหลายทั้งปวงต้องส่งให้กกต.หมด ส่วนคนที่ไปให้การกับดีเอสไอ กกต.ก็เชิญมา สอบปากคำใหม่ทั้งหมด
“พยาน ที่ 16/26 (นายเอกราช ช่างเหลา) ที่กลับคำให้การ ให้การกับดีเอสไอ 2 ครั้ง แล้ว กกต. เรียกมาอีก ก็ยืนยันกับเรา เป็นครั้งที่ 3 เพราะฉะนั้น ช่วงเวลาก็ห่างกัน ครั้งที่ 1 2 3 ไม่ใช่ใกล้ชิดกันเลย สิ่งเหล่านี้ ผม (กกต.เสียงข้างน้อย) ถึงปฏิเสธไม่ได้ จึงเชื่อตามแบบนี้ เพราะว่ามีเวลาที่จะบอกได้ว่า ตัวเองถูกกดดันอย่างไร แล้วมาให้การ 3 ครั้ง ไม่เคยพูดถึงเรื่องแบบนี้เลย เป็นข้อเท็จจริง”นายสิทธิโชติกล่าว
นายสิทธิโชติกล่าวถึงการตั้งคณะอนุฯ ที่ 36 ว่า เราจะมีคณะอนุฯ ชุดหนึ่ง ช่วยกลั่นกรอง ข้อความ จากการสอบสวน เพื่อ ช่วย กกต. อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งเรามีอยู่แล้ว 35 คณะ แต่กรณีคดีฮั้วสว. เนื่องจากว่า เป็นกรณีพิเศษ กกต. 7 คน ก็ตั้งมาคนละหนึ่งคน มาช่วยกันกลั่นกรอง เพื่อความรวดเร็ว เพราะฉะนั้น การตั้งคณะ 36 ไม่ใช่ตั้งขึ้นมาซ้ำซ้อน หรือเพื่อให้มาตีกัน แต่สิ่งที่เขามาหักล้างพยานกันนั้น เกิดจากการความเห็นของแต่ละคณะ แต่โดยวิธีการ เราก็ทำแบบนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ตั้งเป็นกรณีพิเศษ 7 คนเท่านั้นเอง
“พอตั้งเข้ามาใน 7 คน ปลายปี ข้อเท็จจริงที่ต้องพูดก็คือว่า ประธานคณะ 36 ซึ่งมี กกต. ท่านหนึ่ง ตั้งขึ้นมา แล้วก็ได้รับการเลือกเป็นประธาน ท่านไม่เรียกประชุมเลย ประมาณ 45 วัน ตั้งแต่ตั้ง ผมไม่ทราบว่า ดีเลย์ทำไม ผมก็ถามว่า ไปไหน ทำไมช้า บอกไปต่างประเทศ ทำให้คณะที่ 36 พิจารณาช้า มีผลต่อ กกต. กำลังครบวาระ เต็มไปหมด ต้องแต่งตั้งคนมาแทน คือข้อเท็จจริง”นายสิทธิโชติกล่าว
@ ย้ำ มติ 4 ต่อ 3 ไม่รับสำนวนดีเอสไอ
นายสิทธิโชติกล่าวว่า เมื่อคณะ 36 เสร็จ เข้ามาถึง กกต.ชุดใหญ่ ระยะเวลางวดเข้ามาทุกที พยานหลักฐานบางเรื่อง บางสิ่งบางอย่างที่ตนเองเคยสัมภาษณ์ ว่า ควรจะต้องมี ซึ่ง สำนักงาน กกต. ออก ออกแถลงว่า ไม่มีการขอเรื่องเส้นเงินอะไรออกไป หรือว่า ไม่มีการส่งเรื่องเส้นเงิน แต่รับว่าไม่รับสำนวน ความจริงแล้วในระหว่างที่ คณะอนุฯ 36 พิจารณาสํานวนอยู่นี้ เมื่ออนุฯ พิจารณาเสร็จ ต้องส่งกลับมาที่ กกต. ทันที แต่ในระหว่างที่พิจารณา ทางดีเอสไอ มีหนังสือแจ้งมาว่า ทางดีเอสไอได้ทำสำนวนเรื่องคดีฮั้ว สว. ฐานความผิดฟอกเงิน ในสำนวนนั้นมีทั้งภาพถ่าย เส้นเงิน ข้อมูลการติดต่อทางโทรศัพท์ ซึ่งเกี่ยวพันกับคนที่ถูกกล่าวหา คดีฮั้ว สว. ประมาณ 8 คน ที่จะส่งให้อัยการสูงสุด (อสส.) ก็แจ้งมาที่ กกต. ว่าถ้าหาก กกต. สนใจ อยากจะได้ พยานหลักฐานในสำนวนเหล่านี้ ก็ขอให้มีมติแจ้งไป ดีเอสไอจะได้ทำสำเนาส่งให้กกต. แต่สุดท้าย กกต.มีมติ 4 ต่อ 3 ว่า ไม่รับ
“ท่านก็มีเหตุผล คือ ยังไม่มีสำนวน เพราะสำนวน อยู่ที่คณะ 36 ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลยจะรับได้อย่างไร ส่วนผมเองก็มีเหตุผลบอกไปว่า กกต. มีหน้าที่ในการรวบรวมพยานหลักฐาน เมื่อเขาแจ้งมาและเป็นหน่วยงานของรัฐแจ้งมา ประกอบกับ คณะ 26 ที่มีร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. ทำหน้าที่ แทนเลขาธิการ กกต. ทำบันทึกเสนอขึ้นมาว่า ก็ประสงค์อยากจะได้ พยานหลักฐานเหล่านี้ เพื่อมาวิเคราะห์ดูก่อน ว่า มันเป็นประโยชน์ ในเชิงพิสูจน์ความบริสุทธิ์ก็ได้ พิสูจน์ความผิดก็ได้ ผมคิดว่าการที่เอามาวิเคราะห์ไว้ก่อนก็เป็นผลดีกับ กกต. ทั้งสิ้น เราจะหยิบฉวย มาใช้ในเวลาฉุกเฉิน ก็ทำได้ทันที”นายสิทธิโชติกล่าว

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา