
‘ศาลอาญาคดีทุจริตฯ’ ภาค 3 พิพากษาจำคุก ‘อดีตนายก อบต.ตะขบ’ นครราชสีมา 2 คดี รวม 11 คดีมีส่วนได้เสียในโครงการฯของ ‘อบต.’ 3 โครงการ
....................................
เมื่อวันที่ 24 ต.ค สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยแพร่สรุปผลคำพิพากษาของศาลที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด ประจำเดือน ก.ย.2569 ว่า เมื่อวันที่ 12 มี.ค.2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 (ศาลชั้นต้น) ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อท 114, 71/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อท 54, 55/2569
โดยเป็นคดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ฟ้อง นายสุรชาติ ปักสำโรง เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลตะขบ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา กับพวก เข้าไปมีส่วนได้เสียในโครงการกีฬาเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวประจำปีงบประมาณ 2558 (กิจกรรมการแข่งขันจักรยานยนต์โมโตครอส ‘ตะขบซุปเปอร์ครอส’)
คดีนี้ ศาลฯ จำเลยที่ 1 (นายสุรชาติ ปักสำโรง) มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม), 152 (เดิม) พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 100 (1) , 122, 123/1 จำเลยที่ 2 มีความิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 100 (1) , 122, 123/1 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (4) (เดิม)
การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี
การกระทำจำเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน และปรับ 20,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 ให้ลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 12,000 บาท
จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 ให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง และลดโทษให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน และปรับ 10,000 บาท ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 คนละ 8 เดือน และปรับคนละ 8,000 บาท
พิเคราะห์พฤติการณ์และการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 แล้ว เชื่อว่านิสัยและความประพฤติของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ยังอยู่ในวิสัยแก้ไขขัดเกลาได้ เห็นสมควรให้โอกาสโดยการรอการลงโทษไว้ น่าจะเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 และสังคมโดยรวมมากกว่าจะจำคุกไปเสียเลยทีเดียว โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ ต่อกับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขดำที่ อท 117/2568 ของศาลนี้ ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ และโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขดำที่ อท 116/2568 และโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขดำ ที่ อท 115/2568 กับคดีหมายเลขดำที่ 118/2568 ของศาลนี้นั้น เนื่องจากคดีดังกล่าว ศาลยังไม่มีคำพิพากษา คำขอส่วนนี้จึงให้ยก
และที่โจทก์ขอนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ในคดีนี้ ต่อกับโทษจำคุกของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ อท 131/2567 คดีหมายเลขแดงที่ อท 216/2567 ของศาลนี้ และนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ ต่อกับโทษจำคุกของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ อท 52/2568 ของศาลนี้ เนื่องจากคดีนี้ ศาลไม่ได้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 4 คำขอส่วนนี้และคำขออื่นให้ยก
ทั้งนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ครั้งที่ 075/2569 เมื่อวันที่ 12 ส.ค.2569 เห็นชอบในการที่อัยการสูงสุดจะไม่อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 กรณีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม), 152 (เดิม) พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 100 (1), 122, 123/1 ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 5 ปี โดยไม่รอการลงโทษจำคุก และให้นับโทษต่อกับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขดำที่ อท 117/2568
และเห็นควรขอความอนุเคราะห์อัยการสูงสุดพิจารณาอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 สำหรับจำเลยที่ 4 กรณีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 162 (4) (เดิม) โดยโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี แต่ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 มาตรา 157 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172
อนึ่ง คดีนี้ยังไม่ถึงที่สุด นายสุรชาติ ปักสำโรง กับพวก มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ นายสุรชาติ ปักสำโรง กับพวก จึงยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ครั้งที่ 65/2567 เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2567 มีมติชี้มูลความผิด นายสุรชาติ ปักสำโรง เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลตะขบ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา กับพวก เข้าไปมีส่วนได้เสียในโครงการกีฬาเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวประจำปีงบประมาณ 2558 (กิจกรรมการแข่งขันจักรยานยนต์โมโตครอส ‘ตะขบซุปเปอร์ครอส’) โดยในส่วน นายสุรชาติ ปักสำโรง (ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1-จำเลยที่ 1) นั้น มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.151, 152 ,157


นอกจากนี้ วันเดียวกัน (12 มี.ค.2569) ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 (ศาลชั้นต้น) ยังมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อท 117/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อท 57/2569 ซึ่งเป็นคดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ฟ้อง นายสุรชาติ ปักสำโรง เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลตะขบ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา กับพวก เข้ามีส่วนได้เสียในโครงการก่อสร้างฝายดินบ้านตะเคียนคู่ หมู่ 13 ประจำปีงบประมาณ 2557 และโครงการขุดลอกสระประปาบ้านโคกสำราญ หมู่ 10 ประจำปีงบประมาณ 2558 ขององค์การบริหารส่วนตำบลตะขบ
คดีนี้ ศาลฯพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 (นายสุรชาติ ปักสำโรง) มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) , 152 (เดิม) พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 7, 12 จำเลยที่ 2 (ห้างหุ้นส่วนจำกัด หลังเขาคอนสตรัคชั่น) มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) , 152 (เดิม) ประกอบมาตรา 86
การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 โดยแต่ละกระทงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 12 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดแต่เพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 6 ปี ปรับจำเลยที่ 2 กระทงละ 200,000 บาท
จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้คนละกระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี คงปรับจำเลยที่ 2 กระทงละ 100,000 บาท รวม 2 กระทง ปรับจำเลยที่ 2 จานวน 200,000 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท 114/2568 ของศาลนี้
ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท 116/2568 นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 คดีอาญาหมายเลขดำที่ อท 115/2568 และคดีอาญาเลขดำที่ อท 118/2568 ของศาลนี้นั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวยังไม่มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ คำขอส่วนนี้จึงให้ยก
ทั้งนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ครั้งที่ 084/2569 เมื่อวันที่ 31 ส.ค.2569 เห็นชอบในการที่อัยการสูงสุดจะไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3
อนึ่ง คดีนี้ยังไม่ถึงที่สุด นายสุรชาติ ปักสำโรง กับพวก มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ นายสุรชาติ ปักสำโรง กับพวก จึงยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ครั้งที่ 77/2566 เมื่อวันที่ 17 ก.ค.2566 มีมติชี้มูลความผิด นายสุรชาติ ปักสำโรง เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลตะขบ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา กับพวก เข้ามีส่วนได้เสียในโครงการก่อสร้างฝายดินบ้านตะเคียนคู่ หมู่ 13 ประจำปีงบประมาณ 2557 และโครงการขุดลอกสระประปาบ้านโคกสำราญ หมู่ 10 ประจำปีงบประมาณ 2558 ขององค์การบริหารส่วนตำบลตะขบ โดยมีมูลความผิดทางอาญาตาม ป.อ. ม.151 , ม.152 และมาตรา 157 ประกอบ ม.91 พ.ร.บ.ฮั้ว พ.ศ.2542 มาตรา 12




Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา