
'กรณ์-รองหัวหน้า ปชป.' จี้ รัฐบาลทบทวนเงื่อนไข โซลาร์ภาคประชาชน ชี้ ตั้งเกณฑ์เอื้อรายใหญ่-กีดกัน SME นับพันราย เปิดช่อง กฟภ.-กฟน. เป็นตัวกลางรับงานส่งต่อรายย่อย-หักหัวคิว
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 29 ตุลาคม 2569 ที่รัฐสภา นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงโครงการโซลาร์ภาคประชาชน วงเงิน 50,000 ล้านบาท ของรัฐบาลที่จัดสรรงบประมาณจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ 2 แสนล้านบาท เพื่ออุดหนุนการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาเรือน (Solar Rooftop) ลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยระบุว่าแม้โครงการจะมีหลักการที่ดีในการขับเคลื่อนประเทศสู่พลังงานสะอาดทดแทนฟอสซิล แต่ในทางปฏิบัติกลับมีเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่ส่อไปในทางไม่โปร่งใส กีดกันผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) และเปิดช่องให้เกิดขบวนการกินหัวคิว เอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนรายใหญ่อย่างชัดเจน
นายกรณ์กล่าวว่า เดิมทีผู้รับเหมาและช่างติดตั้งโซลาร์เซลล์รายย่อยทั่วประเทศที่ขึ้นทะเบียนไว้กว่า 1,500 ราย มีความหวังที่จะได้มีส่วนร่วมขับเคลื่อนโครงการเงินกู้ระดับชาติของรัฐบาล แต่รัฐบาลกลับเพิ่งประกาศเกณฑ์และเงื่อนไขใหม่ออกมาอย่างกะทันหันก่อนปิดรับสมัครเพียงไม่กี่วัน ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าวส่งผลให้ผู้ประกอบการรายเล็กแทบไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมแข่งขันได้จริง จนหลายรายเตรียมถอนตัวอย่างผิดหวัง พรรคประชาธิปัตย์ได้ตั้ง 4 ข้อสังเกตสำคัญ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลนำกลับไปทบทวนโดยด่วน ดังนี้
1. เกณฑ์กีดกัน SME เอื้อรายใหญ่รับงานช่วง โครงการนี้ใช้เงินกู้จากภาษีประชาชน แต่เงื่อนไขกลับบีบให้เฉพาะทุนรายใหญ่ไม่กี่รายเข้าถึงโครงการได้ ส่งผลให้ผู้ที่ชนะการคัดกรองไม่ใช่ผู้ลงมือติดตั้งจริง แต่ต้องไปจ้างเหมาช่วง (Subcontract) จากช่างรายย่อย เกิดปัญหาหักหัวคิวและตัดทอนผลกำไรที่ช่างชุมชนควรจะได้รับอย่างเป็นธรรม
2. วางเงินค้ำประกัน (Bank Guarantee) สูงเกินจริง รัฐกำหนดให้วางหลักประกันสัญญาเป็นแบงก์การันตีสูงถึง 50,000 บาทต่อหลังคาเรือน ซึ่งผู้ประกอบการรายย่อยต้องใช้เงินสดหรือสินทรัพย์ค้ำประกันเต็มจำนวนกับธนาคาร อีกทั้งยังต้องรอเงินคืนยาวนานถึง 3–6 เดือนหรือมากกว่านั้น ทำให้เกิดปัญหาสภาพคล่องจนไม่สามารถรับงานได้
3. ภาระผูกพันระยะยาว 7 ปี ไม่สอดคล้องกับกลไกตลาด รัฐบังคับให้ผู้รับเหมาต้องรับประกันงานติดตั้งยาวนานถึง 7 ปี ซึ่งเกินมาตรฐานทั่วไปของตลาดที่อยู่เพียง 2–3 ปี ซ้ำยังต้องวางเงินค้ำประกันจมไว้อีก 10,000 บาทต่อครัวเรือน และต้องจ่ายเบี้ยประกันอัคคีภัยให้บ้านเรือนยาวนาน 7 ปี คิดเป็นต้นทุนส่วนเพิ่มที่ต้องแบกรับกว่า 20,000 บาทต่อหลังคาเรือน ทำให้อัตรากำไรของรายย่อยแทบไม่เหลือ
4. เป้าหมาย 1 ล้านหลังคาเรือนไม่สมจริง หวั่นนำไปสู่การ เบนงบ การตั้งเป้าติดตั้งให้ได้ 1 ล้านครัวเรือนภายใน 1 ปี เป็นไปได้ยากมากในทางปฏิบัติ เนื่องจากสถิติการติดตั้งทั้งปีที่ผ่านมาทำได้เพียงประมาณ 120,000 หลังคาเรือน ประเทศไทยยังขาดแคลนช่างผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนอุปกรณ์สำคัญอย่างเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) ที่ยังมีซัพพลายจำกัดในตลาดโลก จึงมีความน่ากังวลว่า การตั้งเป้าเกินจริงเช่นนี้ อาจกลายเป็นข้ออ้างให้รัฐบาลโยกย้ายงบประมาณส่วนที่เหลือไปใช้ในโครงการอื่นที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง
นายกรณ์กล่าวตั้งคำถามถึงกรณีที่เปิดให้การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เข้ามารับงานติดตั้งได้ ว่าทั้งสองหน่วยงานมีกำลังคนเพียงพอจริงหรือไม่ หรือสุดท้ายก็จะเป็นเพียงตัวกลางรับงานแล้วส่งต่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยพร้อมกับหักหัวคิวไปตามระบบ
"โครงการนี้เป็นโครงการระดับชาติที่ใช้เงินกู้และเงินภาษีของประชาชนทุกคน ประโยชน์จึงต้องกระจายสู่ช่างและผู้ประกอบการทุกระดับอย่างทั่วถึง ไม่ใช่ปิดประตูตีแมวเอื้อประโยชน์ให้รายใหญ่ไม่กี่ราย รัฐบาลจึงต้องเร่งทบทวนเงื่อนไขเหล่านี้ทันทีเพื่อความเป็นธรรม"นายกรณ์กล่าว

@ ไม่เคยมีเงื่อนไขบังคับซื้อประกันภัย-บำรุงรักษาฟรียาว 7 ปีมาก่อน
นายพรชัย มาระเนตร์ ทีมงานนโยบาย ปชป. กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการโซลาร์เดิมของรัฐ เช่น โครงการลดหย่อนภาษี 200,000 บาท ไม่เคยมีเงื่อนไขการบังคับซื้อประกันภัยและบำรุงรักษาอุปกรณ์ฟรียาวนาน 7 ปี หรือการวางเงินค้ำประกันสัญญาสูงถึง 50,000 บาทช่วงรอส่งมอบงาน และค้ำประกันงานอีก 10,000 บาทต่อเนื่อง 7 ปี เงื่อนไขที่เพิ่มเข้ามาใหม่นี้ทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนส่วนเพิ่มทันทีเกือบ 20,000 บาทต่อหลังคาเรือน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องทำให้ผู้รับเหมาต้องลดต้นทุน ไม่สามารถเลือกใช้อุปกรณ์ที่มีคุณภาพมาตรฐานสูงได้ เพราะต้องนำงบไปแบกรับภาระเงื่อนไขดังกล่าว ทั้งที่หัวใจสำคัญของโซลาร์รูฟท็อปนอกจากการประหยัดพลังงานแล้ว คือ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
นายพรชัยกล่าวว่า ยังพบความย้อนแย้งเชิงนโยบายอย่างชัดเจน เมื่อ ครม. เพิ่งอนุมัติงบประมาณกว่า 970 ล้านบาท ให้กระทรวงพลังงานนำไปฝึกอบรมและพัฒนาแรงงานติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปจำนวน 32,000 ตำแหน่ง แต่ในทางปฏิบัติ หลักเกณฑ์ที่กระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าทั้ง 2 แห่งกำหนดขึ้น กลับเป็นการปิดกั้นช่างชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่นที่มีอยู่นับหมื่นคนไม่ให้สามารถเข้าถึงงานได้จริง ประชาชนในต่างจังหวัดหรือพื้นที่ห่างไกลไม่สามารถใช้บริการช่างในพื้นที่ที่ไว้ใจได้ แต่กลับถูกบีบให้ต้องพึ่งพาบริษัทพลังงานรายใหญ่ ทุนก่อสร้าง หรือบริษัทลูกของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจเท่านั้น จึงเกิดคำถามว่างบประมาณพัฒนาฝีมือแรงงานเกือบ 1,000 ล้านบาทที่ใช้ไป จะเกิดประโยชน์ต่อใครหากรายย่อยถูกกีดกันตั้งแต่ต้น
นายพรชัยกล่าวว่า สะท้อนปัญหาคอขวดในกระบวนการตรวจสอบและขอขนานไฟกับการไฟฟ้าว่า ตามหลักการควรใช้เวลา 60–90 วัน แต่ในความเป็นจริง ผู้ที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์ภายใต้โครงการลดภาษี 200,000 บาทตั้งแต่ต้นปียังไม่ได้รับเอกสารขนานไฟ ทั้งที่เวลาล่วงเลยมานานถึง 10 เดือน จนเกิดความกังวลว่าจะไม่สามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีสิ้นปีได้ทัน หากโครงการใหม่นี้ยังมีความล่าช้าเช่นเดิม เงินค้ำประกัน 50,000 บาทที่รัฐมนตรีอ้างว่าจะคืนได้ภายในสิบกว่าวัน อาจต้องจมอยู่นานหลายเดือนหรือเกือบปี ซึ่งผู้ประกอบการรายย่อยไม่มีสายป่านยาวพอที่จะแบกรับสภาพคล่องนี้ได้
"พรรคประชาธิปัตย์จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนและกำหนดมาตรการใหม่ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทุกระดับแข่งขันได้อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม เพราะโครงการนี้ขับเคลื่อนด้วยเงินกู้จาก พ.ร.ก. ซึ่งเป็นภาระหนี้ที่คนไทยทุกคนต้องร่วมกันแบกรับ"นายพรชัยกล่าว
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม :
-
สแกน Vendor List กฟน.! เปิดชื่อ 45 บริษัท ทุนหลักร้อย-หมื่นล้าน ร่วมขึ้นทะเบียน 'โซลาร์ภาคประชาชน'
-
pea-mea โซลาร์ภาคประชาชน! กฟภ.-กฟน. เปิดชื่อผู้ประกอบการติดตั้ง ซิโน-ไทย - กัลฟ์1 ขึ้นหน้าแรก
-
คำต่อคำ นายกฯ เดือดแจงกรณีชื่อทุนใหญ่รับงาน 'โซลาร์ประชาชน' ติง 'อิศรา' ต้องมืออาชีพ
-
ดาหน้าแถลง! รบ.โต้ 'โซลาร์ภาคประชาชน' เอื้อรายใหญ่-'พลพีร์' แจง วางแบงก์การันตี หวั่น เอกชนทิ้งงาน
-
ปย.ทับซ้อนบ.ครอบครัว? 'ปชน.' ถาม รบ.ตั้งเงินประกันสูง 'โซลาร์ภาคประชาชน' กีดกันรายย่อย-ป้อนรายใหญ่

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา