
‘แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล’ เรียกร้อง ‘ทางการไทย’ ยุติแผนการบังคับส่งกลับ ‘ชาวอุยกูร์’ 2 คนไปจีน เสี่ยงเผชิญ ‘ทรมาน-บังคับให้สูญหาย’
............................................
สืบเนื่องจากรายงานว่ามีการนำตัวชายชาวอุยกูร์ 2 คนเข้าควบคุมตัวไว้ในสถานกักตัวคนต่างด้าวในประเทศไทย โดยมีความเสี่ยงที่พวกเขาจะถูกบังคับส่งตัวกลับไปประเทศจีน นั้น
ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 พ.ย. แอกเนส คาลามาร์ด เลขาธิการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า ทางการไทยต้องยุติแผนการใดๆ ที่จะบังคับส่งกลับชายชาวอุยกูร์ทั้ง 2 คนไปยังประเทศจีนทันที เนื่องจากมีความเสี่ยงที่พวกเขาจะต้องเผชิญกับการทรมาน การควบคุมตัวโดยพลการ และการบังคับให้สูญหาย ประเทศไทยต้องไม่ดำเนินการซ้ำกับปีที่แล้วที่มีการบังคับส่งกลับชาวอุยกูร์ 40 คนไปเผชิญกับอันตรายในประเทศจีน ซึ่งถือเป็นการเนรเทศอย่างมิชอบด้วยกฎหมาย
“ชายทั้ง 2 คนหลบหนีมาจากการประหัตประหาร แต่กลับต้องถูกกักตัวอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานานกว่า 10 ปี แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้รวบรวมข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่ามีการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติต่อชาวอุยกูร์ และกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมในเขตซินเจียงของประเทศจีน การส่งพวกเขากลับไปย่อมทำให้มีความเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนดังกล่าว ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้พวกเขาหลบหนีมาตั้งแต่แรก”
“ก่อนหน้านี้ ชายทั้ง 2 คนได้แจ้งกับทนายความว่า พวกเขากลัวว่าจะได้รับอันตรายถึงชีวิต หากถูกส่งกลับไปจีน และไม่ยินยอมที่จะถูกส่งตัวกลับไป ดังนั้น ทางการไทยต้องอนุญาตให้พวกเขาสามารถเข้าถึงทนายความที่ตนเลือกได้ และร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศในการแสวงหาประเทศที่สามารถรับพวกเขาได้อย่างเร่งด่วน เพื่อส่งตัวพวกเขาและชาวอุยกูร์คนอื่นๆ ที่ยังถูกกักตัวอยู่ในประเทศไทยไปอย่างปลอดภัยและเป็นไปโดยสมัครใจ”
“ไม่ว่าทางการจีนจะให้คำมั่นสัญญาทางการทูตมากเพียงใด ก็ไม่สามารถเป็นใบอนุญาตให้ประเทศไทยละเลยพันธกรณีที่จะไม่ส่งกลับบุคคลที่มีความเสี่ยงอย่างแท้จริงว่าจะต้องเผชิญกับการทรมาน หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงอื่นๆ ชายทั้ง 2 คนควรได้รับการปล่อยตัว และได้รับโอกาสให้กลับมาใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยและเป็นอิสระ หลังจากต้องถูกกักตัวมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี”
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ยังให้ข้อมูลว่า ชายทั้ง 2 คนดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของชาวอุยกูร์ 5 คนที่ยังคงอยู่ในประเทศไทย และพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของชาวอุยกูร์กว่า 300 คน ซึ่งถูกทางการไทยควบคุมตัวโดยไม่มีข้อหาเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2557 หลังหลบหนีมาจากการประหัตประหารและการเลือกปฏิบัติในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ของจีน
ในวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ชาย 2 คนจาก 5 คนได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำ หลังได้รับพระราชทานอภัยโทษ และถูกส่งตัวไปยังสถานกักตัวคนต่างด้าวที่กรุงเทพฯ นับแต่นั้นมา ทางการไทยได้ปฏิเสธไม่ให้ชายทั้ง 2 คนเข้าพบทนายความของตน ทั้งยังปิดกั้นไม่ให้พวกเขาได้พบกับหน่วยงานภาคประชาสังคมและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)
ชายทั้ง 2 คนถูกกักตัวกว่า 12 ปีในไทย โดยในเดือนมิถุนายน 2558 ประเทศไทยอนุญาตให้ผู้หญิงและเด็ก 173 คนจากกลุ่มคนดังกล่าวเดินทางไปตุรกีได้ แต่ได้เนรเทศพวกเขาอย่างน้อย 109 คนอย่างมิชอบด้วยกฎหมายไปยังประเทศจีน
จากเอกสารที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้รับมา ชี้ว่าในวันที่ 7 มกราคม 2568 สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยส่งจดหมายถึงกระทรวงการต่างประเทศของไทย เพื่อร้องขอให้มี “การส่งตัว” ชายชาวอุยกูร์ 45 คนที่ยังคงอยู่ในประเทศกลับไปประเทศจีน ในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ประเทศไทยได้บังคับส่งกลับชาวอุยกูร์ 40 คนโดยเป็นการละเมิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ ส่วน 5 คนที่เหลือต้องรับโทษจำคุกในเรือนจำของไทย เนื่องจากความผิดฐานพยายามหลบหนีจากสถานกักตัวคนต่างด้าว
หลังการเนรเทศครั้งนั้น ทางการไทยได้ส่งคณะไปเยือนซินเจียง 2 ครั้งในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2568 ตามคำเชิญของประเทศจีน และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความมั่นใจทางการทูต องค์กรพัฒนาเอกชนที่ติดตามกรณีนี้รายงานข้อมูลว่า เจ้าหน้าที่ไทยได้พบกับผู้ที่ถูกเนรเทศกลับไปเพียงไม่ถึง 10 คน และจากนั้นมาก็ไม่มีการอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมว่าพวกเขาทั้งหมดยังมีชีวิตอยู่และปลอดภัยหรือไม่ ทำให้ไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับถิ่นที่อยู่และสวัสดิภาพของพวกเขา ก่อนหน้านี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียกร้องรัฐบาลทั้ง 2 ประเทศให้เปิดเผยถิ่นที่อยู่ของชายทั้ง 40 คน
“แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลต่อต้านการให้คำมั่นสัญญาทางการทูต (diplomatic assurance) ใดๆ ซึ่งเป็นการอ้างว่าบุคคลที่ถูกส่งกลับจะไม่ตกเป็นเหยื่อของการทรมานหรือการปฏิบัติที่โหดร้ายอื่นๆ เนื่องจากเป็นการละเมิดต่อหลักการห้ามทรมานอันเป็นข้อห้ามสากลภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และคำมั่นดังกล่าวถือว่าไม่สามารถนำมาใช้เป็นหลักประกันอันน่าเชื่อถือได้ ประเทศไทยมีพันธกรณีตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน
และหลักการไม่ส่งกลับตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งห้ามไม่ให้รัฐส่งกลับหรือเคลื่อนย้ายบุคคลไปยังดินแดนใดๆ ที่มีความเสี่ยงอย่างแท้จริงว่าจะต้องเผชิญกับการประหัตประหารหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนอื่นๆ อีกทั้งมาตรา 13 ของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2566 ห้ามมิให้มีการเนรเทศบุคคลกรณีที่มีเหตุผลอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลนั้นอาจต้องเผชิญกับการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี หรือการบังคับให้สูญหาย
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้เผยแพร่ รายงานชิ้นสำคัญในปี 2564 ซึ่งแสดงข้อมูลการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติในรูปแบบของการคุมขัง การทรมาน และการประหัตประหารที่กระทำต่อชาวอุยกูร์ ชาวคาซัค และกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมในซินเจียง แม้จะมีข้อค้นพบขององค์การสหประชาชาติที่คล้ายคลึงกันในรายงานการประเมินผลเมื่อเดือนสิงหาคม 2565 แต่ประเทศจีนก็ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อเสนอแนะ ไม่มีการเยียวยาต่อการละเมิดตามที่รายงานในข้อมูล หรือไม่มีการสอบสวนและนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ
ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลยังคงปิดปากผู้วิพากษ์วิจารณ์ทั้งภายในและภายนอกพรมแดนของตน ยังคงเผยแพร่เอกสารที่ให้ข้อมูลในทางตรงกันข้าม เพื่อปฏิเสธว่าไม่มีการปฏิบัติมิชอบ และยังคงใช้นโยบายที่เลือกปฏิบัติและบังคับให้กลืนกลายทางวัฒนธรรมต่อไป” แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา