
สธ.-สปสช.ชมการเชื่อมร้อยเครือข่ายบริการสาธารณสุข จ.นนทบุรี ผู้ป่วยโรคไต จ.นนทบุรี เข้ารับการฟอกเลือด-รักษาเบาหวานขึ้นตา ผ่านกระบวนการเครือข่ายประสานงาน-ส่งต่อ จนผู้ป่วยหายดีกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติอีกครั้ง
เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พร้อมด้วย สปสช.เขต 4 สระบุรี สมาคมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย และศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชน จ.นนทบุรี ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านของ นายสุวรรณ ปานสำเนียง วัย 63 ปี ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังในพื้นที่ อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ซึ่งเข้ารับการบำบัดทดแทนไต ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง)
สำหรับนายสุวรรณ เป็นผู้ป่วยที่เข้ารับการบำบัดทดแทนไตด้วยการฟอกเลือด ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2562 ภายใต้การดูแลของโรงพยาบาลบางใหญ่ ขณะเดียวกันผู้ป่วยยังมีภาวะแทรกซ้อนเบาหวานขึ้นตา ส่งผลให้สายตาพร่ามัวมองไม่เห็น จึงได้มีระบบส่งต่อการดูแลผู้ป่วยไปตรวจรักษาตาที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้าไปพร้อมกัน จนขณะนี้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นและสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ
ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. เปิดเผยว่า การดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายเป็นการดูแลในระยะยาว ซึ่งต้องทำความเข้าใจกับคนไข้เพื่อให้มีกำลังใจเข้าสู่กระบวนการรักษาที่ยาวนาน โดยมีองค์ประกอบปัจจัยความสำเร็จใน 2 ส่วน ส่วนแรกคือระบบการบริการที่ดี ซึ่งในกรณีนี้ รพ.บางใหญ่ ได้มีการดูแลกระตุ้นและให้กำลังใจคนไข้ที่ดีมาก
ขณะที่อีกส่วนคือกระบวนการทำงานระหว่างเครือข่าย ในกรณีนี้มีทั้งสมาคมเพื่อนโรคไตฯ และหน่วยรับเรื่องร้องเรียนอิสระ หรือหน่วย 50(5) ที่ช่วยเข้ามาคอยดูแลและให้กำลังใจคนไข้ ซึ่งการได้พูดคุยกันเองระหว่างคนไข้ด้วยกันนั้น ทำให้เกิดความรับรู้และเข้าใจร่วมกันมากกว่า เนื่องจากเป็นการพูดคุยถึงประสบการณ์โดยตรง จึงเป็นการเสริมสร้างความมั่นใจและกำลังใจให้กับคนไข้ได้
“ฉะนั้นเมื่อผู้ป่วยเข้าสู่กระบวนการรักษา นอกจากการดูแลรักษาที่ถูกต้องแล้ว กระบวนการทำงานที่เป็นเครือข่ายจะช่วยเติมเต็มให้การรักษาสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น โดยพื้นที่ของ จ.นนทบุรี ในเขต 4 เป็นตัวอย่างที่ดีในการพยายามเชื่อมร้อยกระบวนการทำงานเข้าด้วยกัน” ทพ.อรรถพร ระบุ
พญ.ดลนภา ภัทรฐิตินันท์ อายุรแพทย์โรคไต โรงพยาบาลบางใหญ่ ในฐานะแพทย์เจ้าของไข้ กล่าวว่า ปัญหาของโรคไตคือเป็นโรคที่อาจไม่แสดงอาการใดๆ แม้ว่าผู้ป่วยจะอยู่ในระยะสุดท้ายก็ตาม ซึ่งคนไข้อาจใช้ชีวิตได้ตามปกติทุกประการ และจะทราบก็ต่อเมื่อเข้ารับการตรวจร่างกาย ดังนั้นเมื่อต้องมีการพูดคุยเพื่อวางแผนเตรียมการบำบัดทดแทนไต คนไข้ที่ไม่มีอาการส่วนใหญ่จึงมักปฏิเสธ
พญ.ดลนภา กล่าวว่า ในส่วนของผู้ป่วยรายนี้ได้เข้าสู่ระบบและยินยอมรับการบำบัดทดแทนไต เมื่อเริ่มมีอาการภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น เช่น ซึม ปลุกไม่ตื่น หอบหืด จนไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ซึ่งภายหลังเมื่อเข้าสู่ระบบพร้อมได้รับการดูแลทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ผู้ป่วยได้รับกำลังใจว่าโรคนี้เมื่อเป็นแล้วสามารถรักษาให้หายกลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิมได้ ผู้ป่วยก็ดีขึ้นจนกลับมาเป็นปกติ
ด้าน นพ.สมยศ ศรีจารนัย สาธารณสุขนิเทศเขตสุขภาพที่ 4 กล่าวว่า นอกจากคนไข้จะได้รับการดูแลโดยสถานบริการในเบื้องต้นแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่มีคือการเชื่อมต่อระบบการดูแล เช่นในกรณีนี้เมื่อผู้ป่วยมีปัญหาสายตา ก็ได้มีการส่งต่อไปพบกับจักษุแพทย์ในสถานบริการที่ใหญ่ขึ้น รวมถึงการทำงานเชื่อมร้อยกับหน่วยงานท้องถิ่นที่เข้ามาช่วยกันดูแล ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้
นพ.สมยศ ยังกล่าวอีกว่า นอกจากการฟอกเลือดหรือการล้างไตทางช่องท้องแล้ว ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังบางส่วนยังสามารถเข้ารับการปลูกถ่ายไตซึ่งจะช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น แต่สถิติปัจจุบันพบว่ามีผู้ป่วยทั่วประเทศที่รอรับบริจาคอวัยวะกว่า 6,000 คน โดยกว่า 90% คือผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง และผู้ป่วยที่รอรับการบริจาคอวัยวะเหล่านี้ได้เสียชีวิตลง 1 รายในทุก 1-2 วัน
“ฉะนั้นจึงอยากชวนทุกคนที่มีความประสงค์บริจาคอวัยวะ ซึ่งในส่วนของไตนั้น 1 คน สามารถช่วยชีวิตคนได้อีก 2 คน ดังนั้นแม้ตัวเราจะจากไปแล้ว แต่อวัยวะเหล่านี้จะสามารถส่งต่อให้กับคนไข้ต่อไปได้” นพ.สมยศ กล่าว

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา