
“…การแก้ไขเพิ่มเติมข้อความให้ครบถ้วนและตรงกับมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยเพิ่มความผิดทางวินัยอีก 2 ฐานความผิดที่ตกหล่นให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์ ตามผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เห็นชอบตามความเห็นของคณะผู้ไต่สวนเบื้องต้น จึงเป็นเรื่องที่สามารถกระทำได้…”
.........................................
เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ได้เผยแพร่ ‘บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง การดำเนินการทางวินัยข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด และพนักงานเทศบาล กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติทบทวนมติชี้มูลความผิดทางวินัย (เรื่องเสร็จที่ 261/2569)’
โดยเรื่องดังกล่าว เป็นการวินิจฉัยของ ‘คณะกรรมการกฤษฎีกา’ กรณีข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด และพนักงานเทศบาล ใน จ.สงขลา ถูก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงฯ แต่ปรากฎว่า มติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ‘มีข้อความตกหล่น’ ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ
เนื่องจากการจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น มติและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และรายงานการประชุมที่ผ่านการรับรองของคณะกรรมการ ป.ป.ช. 'คลาดเคลื่อน' ไม่เป็นไปตามความเห็นของ ‘คณะผู้ไต่สวนเบื้องต้น’ จึงการเสนอ คณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อแก้ไขเพิ่มเติม โดยเพิ่มฐานความผิดวินัยฯอีก 2 ฐานความผิด จาก 1 ฐานความผิด
อย่างไรก็ตาม การแก้ไขเพิ่มเติมมติ ป.ป.ช. ดังกล่าว เกิดขึ้น หลังจาก ‘ผู้บังคับบัญชา’ ของข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด และพนักงานเทศบาลรายดังกล่าว ได้มีคำสั่งแต่งตั้ง ‘คณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง’ แก่ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดและพนักงานเทศบาลไปแล้ว
จึงเกิดปัญหาว่า การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้วินิจฉัยเสร็จเด็ดขาด และมีมติชี้มูลความผิดทางวินัยข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดและพนักงานเทศบาล ‘ฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง’
ต่อมา คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาทบทวนในเรื่องดังกล่าวแล้ว มีมติชี้มูลความผิดทางวินัย ‘ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความชื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรม’ และ ‘ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ’ เพิ่มเติม
โดยไม่มีพยานหลักฐานใหม่ อันเป็นสาระสำคัญแก่คดี เป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยมาตรา 54 (1) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 หรือไม่
และกรณีที่ ‘ผู้บังคับบัญชา’ ของข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด และพนักงานเทศบาล ได้มีคำสั่งแต่งตั้ง ‘คณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง’ ตามมติเดิมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไปแล้ว และอยู่ในระหว่างการสอบสวน จะมีแนวปฏิบัติในเรื่องดังกล่าว อย่างไร
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) จึงขอนำเสนอรายละเอียดของ ‘บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง การดำเนินการทางวินัยข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด และพนักงานเทศบาล กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติทบทวนมติชี้มูลความผิดทางวินัย (เรื่องเสร็จที่ 261/2569)’ ดังนี้
@‘สถ.’หารือ‘กฤษฎีกา’ปม‘ป.ป.ช.’ทบทวนมติชี้มูลความผิดฯ
กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) มีหนังสือ ลับ ที่ มท 0809.5/98 ลงวันที่ 9 ม.ค.2569 ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สรุปความได้ว่า
สืบเนื่องจาก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีมติชี้มูลความผิดทางวินัย ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดและพนักงานเทศบาล “ฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรีหรือนโยบายของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง”
ต่อมา เมื่อนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาและนายกเทศมนตรีเมืองควนลัง ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงไปแล้ว และอยู่ในระหว่างการสอบสวน
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติชี้มูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดและพนักงานเทศบาลรายเดิมในเรื่องเดียวกันอีก โดยเพิ่มฐานความผิดอีก 2 ฐานความผิด คือ “ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรม” และ “ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ”
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด จังหวัดสงขลา และสำนักงานคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดสงขลา จึงได้มีหนังสือหารือคณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ก.จ.) และคณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล (ก.ท.)
กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ในฐานะฝ่ายเลขานุการ ก.จ. และ ก.ท. ได้เสนอเรื่องดังกล่าวต่อ ก.จ. และ ก.ท. เพื่อพิจารณา โดย ก.จ. และ ก.ท. ในการประชุมครั้งที่ 10/2568 เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2568 พิจารณาแล้ว มีมติให้หารือคณะกรรมการกฤษฎีกา รวม 2 ประเด็น ดังนี้
ประเด็นที่หนึ่ง การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้วินิจฉัยเสร็จเด็ดขาด และมีมติชี้มูลความผิดทางวินัยข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดและพนักงานเทศบาล ฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
ต่อมา คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาทบทวนในเรื่องดังกล่าวแล้ว มีมติชี้มูลความผิดทางวินัย ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความชื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรม และฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ เพิ่มเติม
โดยไม่มีพยานหลักฐานใหม่ อันเป็นสาระสำคัญแก่คดี เป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยมาตรา 54 (1) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 หรือไม่
ประเด็นที่สอง กรณีที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดและนายกเทศมนตรี ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงตามมติเดิมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไปแล้ว และอยู่ในระหว่างการสอบสวน จะมีแนวปฏิบัติในเรื่องดังกล่าวอย่างไร
โดยที่ปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว เป็นประเด็นปัญหาที่สำคัญ สมควรพิจารณาด้วยความรอบคอบ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา จึงอาศัยอำนาจตามความในข้อ 14 วรรคหนึ่ง แห่งระเบียบคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าด้วยการประชุมของกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ.2568 จัดให้มีการประชุมร่วมกันระหว่างคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1 และคณะที่ 2) เพื่อประชุมปรึกษาหารือร่วมกันเป็นกรณีพิเศษ
@ขอทบทวนมติ‘ป.ป.ช.’ชี้มูลความผิดฯ เหตุ‘ข้อความตกหล่น'
คณะกรรมการกฤษฎีกา (ที่ประชุมร่วมคณะที่ 1 และคณะที่ 2) ได้พิจารณาข้อหารือของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โดยมีผู้แทนกระทรวงมหาดไทย (กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น) ผู้แทนสำนักงาน ป.ป.ช. ผู้แทนองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา และผู้แทนเทศบาลเมืองควนลัง เป็นผู้ชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว
ปรากฏข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ตามคำชี้แจงของผู้แทนสำนักงาน ป.ป.ช. ว่า ในการเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาทบทวนมติเดิม นั้น คณะผู้ไต่สวนเบื้องต้น ได้มีหนังสือเสนอประธานกรรมการ ป.ป.ช. สรุปความได้ว่า
ภายหลังจากที่คณะผู้ไต่สวนเบื้องต้นได้จัดส่งรายงานสำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัยข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดและพนักงานเทศบาลผู้ถูกกล่าวหาแล้ว
คณะผู้ไต่สวนเบื้องต้นได้ตรวจสอบพบว่า มติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการประชมครั้งที่ 130/2566 เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.2566 แก้ไขเพิ่มเติมในการประชุมครั้งที่ 5/2567 เมื่อวันที่ 9 ม.ค.2567 มีข้อความตกหล่นในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ
กล่าวคือ ในส่วนของการพิจารณาโทษทางวินัย ปรากฎโทษทางวินัยเพียงฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาลอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
ตามข้อ 5 วรรคสอง แห่งประกาศคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด จังหวัดสูงขลา เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย การให้ออกจากราชการ การอทธรณ์ และการร้องทุกข์ ลงวันที่ 28 พ.ย.2544 เท่านั้น
แต่ไม่ปรากฏโทษทางวินัยฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรม และฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ตามข้อ 3 วรรคหนึ่งและวรรคสาม แห่งประกาศดังกล่าว
คณะผู้ไต่สวนเบื้องต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นประเด็นที่มีความสำคัญ เห็นสมควรนำเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้มีการพิจารณาทบทวนมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการประชุมครั้งดังกล่าว เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมให้มติคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีฐานความผิดครบถ้วน
นอกจากนี้ ยังปรากฎข้อเท็จจริงเพิ่มเติมตามคำชี้แจงของผู้แทนสำนักงาน ป.ป.ช. ว่า ในการดำเนินการเรื่องนี้ คณะผู้ไต่สวนเบื้องต้น ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดและพนักงานเทศบาลผู้ถูกกล่าวหา ทั้งในส่วนของความผิดทางอาญาและความผิดทางวินัย
โดยในส่วนของความผิดทางอาญา ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาว่า มีการกระทำความผิดในฐานความผิดที่เป็นเรื่องทุจริตต่อหน้าที่ โดยคณะผู้ไต่สวนเบื้องต้น ได้เสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหา มีมูลความผิดทางอาญา
และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการประชุมครั้งที่ 130/2566 เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.2566 แก้ไขเพิ่มเติมในการประชุมครั้งที่ 5/2567 เมื่อวันที่ 9 ม.ค.2567 มีมติเป็นเอกฉันท์ ด้วยคะแนนเสียง 5 เสียง เห็นชอบตามความเห็นของคณะผู้ไต่สวนเบื้องต้น ในกรณีกล่าวหาผู้ถูกกล่าวหาแต่ละราย โดยศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 9 มีคำพิพากษาว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นความผิดด้วยแล้ว
สำหรับความผิดทางวินัย ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นความผิดทางวินัย ฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการ โดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรม และฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ
โดยคณะผู้ไต่สวนเบื้องต้น ก็ได้เสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่า การกระทำของข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดและพนักงานเทศบาลผู้ถูกกล่าวหาแต่ละราย เป็นความผิดทางวินัย ทั้ง 3 ฐานความผิดดังกล่าว และคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์ ด้วยคะแนนเสียง 5 เสียง เห็นชอบตามความเห็นของคณะผู้โต่สวนเบื้องต้น ในกรณีกล่าวหาผู้ถูกกล่าวหาแต่ละรายเช่นกัน
เพียงแต่มีการจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น มติและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และรายงานการประชุมที่ผ่านการรับรองของคณะกรรมการ ป.ป.ช. คลาดเคลื่อน ไม่เป็นไปตามความเห็นของคณะผู้ไต่สวนเบื้องต้น โดยตกหล่นความผิดทางวินัย จำนวน 2 ฐานความผิด ได้แก่
ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรม และฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ
กรณีจึงต้องมีการเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช..เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมมติในส่วนของความผิดทางวินัยให้ถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริงเดิม ที่คณะผู้ไต่สวนเบื้องต้นได้มีมติเสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไว้
@‘กฤษฎีกา’ชี้เพิ่มฐานความผิดได้ เหตุแก้เอกสารให้‘ถูกต้อง’
คณะกรรมการกฤษฎีกา (ที่ประชุมร่วมคณะที่ 1 และคณะที่ 2) ได้พิจารณาข้อหารือของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประกอบกับข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว มีความเห็นในแต่ละประเด็น ดังนี้
ประเด็นที่หนึ่ง เห็นว่า โดยที่ปรากฏข้อเท็จจริงเพิ่มเติมตามคำชี้แจงของผู้แทนสำนักงาน ป.ป.ช. ว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาความผิดทางวินัยของข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดและพนักงานเทศบาลผู้ถูกกล่าวหาแต่ละราย
แล้วมีมติในการประชุมครั้งที่ 130/2566 เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.2566 แก้ไขเพิ่มเติมในการประชุมครั้งที่ 5/2567 เมื่อวันที่ 9 ม.ค.2567 เห็นชอบตามความเห็นของคณะผู้ไต่สวนเบื้องต้นที่เสนอว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นความผิดทางวินัยฐานปฏิบัติหน้าที่ ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความชื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรม และฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ซึ่งสอดคล้องกับมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ชี้มูลความผิดทางอาญา
เพียงแต่การจัดทำเอกสารในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดังกล่าว ตกหล่นความผิดทางวินัยจำนวน 2 ฐานความผิดไป อันเป็นเหตุให้ต้องมีการเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 27 พ.ค.2567
กรณีจึงเห็นได้ว่า การเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 27 พ.ค.2567 เพื่อทบทวนมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการประชุมครั้งที่ 130/2566 เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.2566 แก้ไขเพิ่มเติมในการประชุมครั้งที่ 5/2567 เมื่อวันที่ 9 ม.ค.2567 ตามข้อหารือนี้
มิได้เป็นกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. รับ หรือยกเรื่องที่มีข้อกล่าวหา หรือประเด็นเกี่ยวกับเรื่องที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้วินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดแล้วขึ้นพิจารณา โดยไม่มีพยานหลักฐานใหม่ อันเป็นสาระสำคัญแก่คดี ซึ่งอาจทำให้ผลของคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปลี่ยนแปลงไป อันเป็นข้อห้ามตามมาตรา 54 (1) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ
หากแต่เป็นการเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมเอกสารที่เกี่ยวข้องนี้ ให้ถูกต้อง ตรงตามข้อเท็จจริงเดิม ที่คณะผู้ไต่สวนเบื้องต้นได้มีความเห็นเสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่า ผู้ถูกกล่าวหามีมูลความผิดทางอาญา ในฐานความผิดที่เป็นเรื่องทุจริตต่อหน้าที่ ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบด้วยแล้ว
การแก้ไขเพิ่มเติมข้อความให้ครบถ้วนและตรงกับมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยเพิ่มความผิดทางวินัยอีก 2 ฐานความผิดที่ตกหล่นให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์ ตามผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เห็นชอบตามความเห็นของคณะผู้ไต่สวนเบื้องต้น จึงเป็นเรื่องที่สามารถกระทำได้
ประเด็นที่สอง เห็นว่า โดยที่ปรากฏข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า การดำเนินการในเรื่องนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ไต่สวนและวินิจฉัยชี้มูลความผิดทางวินัยเจ้าหน้าที่ของรัฐพ้นกำหนดระยะเวลา ตามมาตรา 48 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ
ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ช. ได้เคยมีหนังสือ ที่ ปช 0026/0091 ลงวันที่ 25 ก.ย.2567 ตอบข้อหารือของสำนักงาน ก.พ. เกี่ยวกับแนวทางการดำเนินการกรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนและวินิจฉัยชี้มูลความผิดทางวินัยเจ้าหน้าที่ของรัฐพ้นกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 48
ประกอบกับมาตรา 98 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ ว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้เคยมีมติวางแนวทางเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว
กรณีจึงสมควรที่ผู้บังคับบัญชาจะได้ดำเนินการทางวินัยข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดและพนักงานเทศบาลให้เป็นไปตามแนวทางในหนังสือดังกล่าว







Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา