
"...ทั้งหมดคือคดีใหญ่ที่ยังค้างคาในปี 2568 และไปต่อในปี 2569 อย่างไรก็ดีผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด ยังไม่มีคำพิพากษาอันถึงที่สุด ทุกคนจึงยังถือว่าบริสุทธิ์อยู่..."
ปี่กลองการเมืองกำลังโหมรัว ในปี 2569 ทุกองคาพยพในสังคมไทยกำลังเตรียมพร้อมเข้า ‘โหมดเลือกตั้ง’ อย่างเต็มสูบ อย่างไรก็ดีในปี 2568 ที่ผ่านมา มีหลายคดีที่บรรดา ‘นักเลือกตั้ง’ ต้องตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา-จำเลย และคดีความยังไม่ถึงที่สุด
เริ่มแรกกรณีร้อนฉ่า และขยายผลไปทั่วอาณาบริเวณอาเซียน มีส่วนสัมพันธ์กับเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นตอนนี้ คือกรณีคณะกรรมการธุรกรรม สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อายัดทรัพย์ง ‘เครือข่ายสแกมเมอร์’ รายของ ‘เบน สมิธ-ลิม เยียก-ก๊ก อาน’ กว่าหมื่นล้านบาท โดยสำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ขยายผลเชิงลึก เพื่อผลประโยชน์สาธารณะมาอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายเดือนแล้ว
โดยล่าสุด ปปง.ได้อายัดทรัพย์สินเพิ่มเติมเครือข่ายดังกล่าว เป็นเรือประเภท PLEASURE YACHT ชื่อ ATLAS รุ่นปี 2017 สัญชาติ CAYMAN ISLANDS พร้อมอุปกรณ์ มูลค่าประมาณ 1,125 ล้านบาท (คำสั่ง ย.302/2568) จากขบวนการสแกมเมอร์ (Scammer) รายนางสาวแตงไทยฯ กับพวก ซึ่งพบว่าเจ้าของเรือ ‘ตัวจริง’ คือ ‘ยิม เลียก’
นอกจากนี้ในปี 2568 ที่ผ่านมายังปรากฏภาพถ่าย ‘เบน สมิธ’ ธุรกิจ และถูกกล่าวหาจากสื่อต่างประเทศหลายสำนัก รวมถึง 'ทอม ไรต์’ นักข่าวสืบสวนสอบสวนชาวสหรัฐฯ ดีกรีรางวัล ‘พูลิตเซอร์’ ว่า เขาเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการประสานงานทางธุรกิจ ของเครือข่ายสแกมเมอร์ในกัมพูชา ถ่ายภาพคู่กับบรรดา ‘นักเลือกตั้ง’ แทบจะทุกฝ่าย รวมถึง ‘บิ๊กข้าราชการ’ ที่เคยมีบทบาทสำคัญในสังคมไทยอีกหลายคน สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างหนักไปอีกหลายพรรค
แต่จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีรายงานว่ามีการ ‘จับกุม’ บุคคลที่เกี่ยวข้องพัวพันกับเครือข่ายสแกมเมอร์เหล่านี้แม้แต่คนเดียว ดังนั้นน่าจับตาว่าในปี 2569 ปปง. รวมถึงหน่วยงานตรวจสอบจะยัง ‘เอาจริงเอาจัง’ ในการตรวจสอบเรื่องนี้ต่อ หรือจะปล่อยให้เรื่องเงียบหายไป ราวกับสายลมเหมือนหลายเคสที่ผ่านมา

ต่อมาคือคดีตึก สตง.ถล่ม ที่มีผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 86 คน และทำรัฐเสียหายไม่ต่ำกว่า 2 พันล้านบาท โดยจากการตรวจสอบพบว่า เป็นกลุ่มกิจการร่วมค้าระหว่าง ‘อิตาเลียนไทย’ และ ‘ไชน่า เรลเวย์’ รัฐวิสาหกิจจากจีน เป็นผู้ชนะการประกวดราคาเข้ามาก่อสร้างอาคารดังกล่าว ส่งผลให้เกิดการขยายผลปูพรมตรวจสอบจนพบว่า บริษัทแห่งนี้เข้ามากวาดสัญญาก่อสร้างจากรัฐไปแล้วนับหมื่นล้านบาท
ขณะเดียวกันการก่อสร้างตึก สตง.ดังกล่าวนั้น มีการเปิดเผยผลการสอบสวนข้อเท็จจริงว่า อาจเกิดจากการใช้เหล็กไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงการออกแบบอาคาร ส่งผลให้ดีเอสไอ และหน่วยงานรัฐ ร่วมกันตรวจสอบจนแบ่งออกได้ 2 ส่วนคือ
1.คดีความทางอาญาของกลุ่มเอกชน มีการส่งให้อัยการฟ้องแก่ศาลอาญาไปแล้ว อย่างไรก็ดีล่าสุดศาลอาญาอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว จำเลยที่เกี่ยวข้องหลายคน รวมถึง ‘เปรมชัย กรรณสูต’ ผู้บริหารระดับสูงของอิตาเลียนไทยฯด้วย
2.คดีการกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐกว่า 70 คน และเอกชนอีก 6 คน กรณีถูกกล่าวหาว่า ‘ฮั้วประมูล’ หรือไม่ โดยปรากฏชื่อผู้บริหารระดับสูงทั้งในอดีตและปัจจุบันของ สตง.ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาด้วย ปัจจุบันอยู่ระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริงของ ป.ป.ช. คงต้องรอดูกันในปีหน้าว่าจะมีบทสรุปอะไรหรือไม่
ถัดมาเป็นคดีทางการเมืองสำคัญ ซึ่งอยู่ระหว่างการสอบสวนของ 2 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) คือ ‘คดีฮั้ว สว.’ ที่แม้จะผ่านการเลือกมากว่า 1 ปีแล้ว แต่เรื่องนี้ก็ดูเหมือนจะไม่คืบหน้าไปไหน
แม้จะมีข้อมูลข้อเท็จจริงจากสำนักงาน กกต.ในการตรวจสอบเรื่องดังกล่าว ค่อนข้างชัดเจนว่า ‘ผู้ถูกกล่าวหาหลัก’ ในคดีนี้ ส่วนใหญ่มาจาก ‘พรรคการเมืองสีน้ำเงิน’ โดยใช้สูตรทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน เพื่อล็อคผลให้ได้มาซึ่ง สว.ราว 140 คน เช่นเดียวกับฝ่ายดีเอสไอ ที่ตรวจสอบ ‘เส้นทางการเงิน’ จนพบว่ามีความเกี่ยวพันไปหลายจังหวัดทั่วประเทศ และยอดเงินสะพัดนับพันล้านบาท ทว่าจนถึงปัจจุบัน ที่มีการเปลี่ยนรัฐบาลมาเป็น ‘สีน้ำเงิน’ แทบไม่มีการอัปเดตคดีดังกล่าวออกมาจาก 2 หน่วยงานเลย
ดังนั้นในปี 2569 น่าจับตาว่า กกต.ซึ่งเป็นองค์กรอิสระสำคัญ ซึ่งต้องบริหารงาน ‘บริสุทธิ์ โปร่งใส และเที่ยงธรรม’ จะทำงานได้ตาม ‘คำขวัญ’ หรือไม่
นอกจากนี้ ยังมีกรณีสำคัญที่ต้องติดตามจับตาดูกันต่อไป คือ การสอบสวนของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บก.ปปป.) เข้าตรวจค้นบ้านพัก อาคารสำนักงาน และอาคาร ที่มีความเกี่ยวข้องกับ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล หรือบิ๊กโจ๊ก อดีตรองผบ.ตร. รวม 11 จุด รวมถึงสมาคมชาวปักษ์ใต้ ถนนรัชดาภิเษก ในคดีที่มีการกล่าวหาว่า พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ให้สินบน นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช. และพวก เป็นทองคำ น้ำหนัก 246 บาท เพื่อให้ช่วยเหลือคดีที่ตนเองถูกกล่าวหาและคณะกรรมการ ป.ป.ช.ไต่สวนอยู่
รวมไปถึงกรณีพนักงานองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ Thai Public Broadcasting Service (ไทยพีบีเอส) องค์กรสื่อสาธารณะได้ทําหนังสือร้องเรียนไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย(กนย.) โดยกล่าวอ้างว่า ผู้บริหารระดับสูง ได้แก่ นายก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ ตําแหน่ง ผู้อํานวยการสํานักข่าว นายเทพชัย หย่อง ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ และ นางสาวจิตติมา บ้านสร้าง รองผู้อํานวยการสํานักข่าว ด้านบริหาร เบิกรถยานพาหนะขององค์กร หรือรถหลวง ไปใช้ภารกิจส่วนตัวตลอดระยะเวลาหลายปีที่ดํารงตําแหน่ง ว่าบทสรุปจะออกเป็นอย่างไร


ต่อมาคดีค้างในชั้น ป.ป.ช.ซึ่งมีการกล่าวหา ‘อดีต 2 นายกฯ’ ได้แก่
1.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯคนที่ 31 กรณีฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง หลังถูกเปิดโปงเรื่องคลิปเสียงกับฮุน เซน ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้เธอพ้นตำแหน่งไปก่อนหน้านี้
2.เศรษฐา ทวีสิน กรณีเผชิญวิบากคดีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 พร้อมกับพวก ประเด็นถูกกล่าวหาว่าสั่งการให้สถาบันการเงิน โยกย้ายเงินงบประมาณกว่า 3 หมื่นล้านบาท ไปใส่ไว้งบกลาง เพื่อดำเนินการทำโครงการ ‘แจกเงินหมื่น’ ตามนโยบายของรัฐบาล


อีกคดีหนึ่งที่น่าสนใจเช่นกันคือ กรณีไต่สวนอดีต 44 พรรคก้าวไกล กรณีกล่าวหาว่าฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง ในการร่วมกันลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยปัจจุบันในอดีต 44 สส.ดังกล่าว มีอย่างน้อย 14 คนที่ตัดสินใจลงสมัครับเลือกตั้งกับพรรคประชาชน (ปชน.) ต่อในการเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึง ว่ากันว่าสำนวนคดีนี้เสร็จสิ้นแล้ว เหลือแค่รอบรรจุเข้าวาระการพิจารณาของที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.เท่านั้น
สุดท้ายอีกคดีหนึ่งที่น่าจับตาเช่นเดียวกัน นั่นคือกรณี ‘ทักษิณ ชินวัตร’ แม้ปัจจุบันเขาจะถูกคำสั่งของ ‘ศาลฎีกา’ บังคับโทษให้กลับไปจำคุกจากคดีทุจริต 3 คดี โทษจำคุก 1 ปี ในเรือนจำกลางคลองเปรมก็ตาม แต่ ‘ทักษิณ’ ยังเหลือคดีความค้างอีกอย่างน้อย 2 คดีด้วยกัน
1.คดีที่อัยการสูงสุด (อสส.) ยื่นอุทธรณ์ กรณีให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่เกาหลีใต้ มีเนื้อหาส่อพาดพิงสถาบันเบื้องสูง เข้าข่ายผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือไม่ แม้ว่าศาลอาญา (ชั้นต้น) จะพิพากษา ‘ยกฟ้อง’ ไปแล้วก็ตามก่อนหน้านี้
2.คดีชั้น 14 ซึ่งอยู่ระหว่างการไต่สวนของ ป.ป.ช. โดยก่อนหน้านี้มีการกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง ทั้งในกรมราชทัณฑ์ และแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ เอื้อประโยชน์ให้ ‘ทักษิณ’ ไปพักรักษาตัว เพื่อจะได้ไม่ต้องติดคุกหรือไม่ ว่ากันว่าขณะนี้ ป.ป.ช.เริ่มขยายผลเล็งไปถึงตัว ‘บิ๊กเนมนักการเมือง’ ที่อยู่เบื้องหลังด้วยแล้ว

ทั้งหมดคือคดีใหญ่ที่ยังค้างคาในปี 2568 และไปต่อในปี 2569 อย่างไรก็ดีผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด ยังไม่มีคำพิพากษาอันถึงที่สุด ทุกคนจึงยังถือว่าบริสุทธิ์อยู่
หมายเหตุ : อ่านรายละเอียดข่าวทั้งหมด ในเว็บไซต์สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org :

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา