"...ข้อ 13 ห้ามมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งมีเหตุตามมาตรา 56 เข้าร่วมในการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน...ห้ามมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่ให้ความช่วยเหลือหรือกระทำการอื่นใดเกี่ยวกับการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ในลักษณะที่เป็นการเอื้อประโยชน์หรือแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย..."
...................................
เมื่อวันที่ 10 ม.ค.2569 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ ‘ร่างระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่าด้วยการยื่น การรับ และการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน พ.ศ. ....’
ร่างระเบียบฯฉบับดังกล่าว เป็นการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม ‘ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่าด้วยการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าพนักงานของรัฐและการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการยื่นบัญชี พ.ศ.2561’ ซึ่งมีผลใช้บังคับมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง
ทั้งนี้ เพื่อปฏิรูปกระบวนการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าพนักงานของรัฐให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เกิดดุลยภาพระหว่างการอำนวยความยุติธรรมและการดูแลสังคมโดยรวม และการตรวจสอบความโปร่งใสของเจ้าพนักงานของรัฐผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน รวมทั้งสอดคล้องกับการปรับปรุงโครงสร้างของสำนักงาน ป.ป.ช.
โดยร่างระเบียบฯฉบับนี้ ถูกยกร่างขึ้นภายใต้หลักการสำคัญ 6 ประการ ได้แก่ 1.การคงหลักการการให้บริการประชาชน 2.บัญชีทรัพย์สินและหนี้สินทุกบัญชีอยู่ภายใต้การตรวจสอบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. 3.การตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าพนักงานของรัฐที่เข้มแข็ง เพื่อนำไปสู่การดำเนินคดีได้จริง
4.การกำหนดกระบวนการตรวจสอบทรัพย์สินและขั้นตอนที่ชัดเจน 5. การลดระยะเวลาการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน และ6.การกำหนดมาตรการที่สมควรหรือการดำเนินการทางวินัย เพื่อกระชับการดำเนินการของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานด้านการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) จึงขอนำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับ ‘ร่างระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่าด้วยการยื่น การรับ และการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน พ.ศ. ....’ ที่สำนักงาน ป.ป.ช. นำมาเปิดรับฟังความคิดเห็นฯในครั้งนี้ ดังนี้
@เพิ่มนิยามตรวจบัญชี‘ทรัพย์สิน-หนี้สิน’ที่พบเหตุ‘ผิดปกติ’
(ร่าง) ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่าด้วยการยื่น การรับ และการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน พ.ศ. ....
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลาและเงื่อนไขการตรวจสอบความถูกต้อง และความมีอยู่จริง ความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าพนักงานของรัฐที่มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และการดำเนินการกรณีเจ้าพนักงานของรัฐจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินหรือจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 110 วรรคสอง และมาตรา 114 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติจึงออกระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยการยื่น การรับ และการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน พ.ศ. ….”
ข้อ 2 ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
ข้อ 3 ให้ยกเลิกระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่าด้วยการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าพนักงานของรัฐและการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการยื่นบัญชี พ.ศ.2561
ข้อ 4 ในระเบียบนี้
“ผู้ตรวจสอบทรัพย์สิน” หมายความว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าพนักงานของรัฐ
“การตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน” หมายความว่า การแสวงหาข้อเท็จจริง รวบรวมพยานหลักฐาน หรือการดำเนินการอื่นใด เพื่อพิสูจน์ความถูกต้องและความมีอยู่จริง รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและหนี้สิน
“การตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่พบเหตุผิดปกติ” หมายความว่า การตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน ในกรณีดังต่อไปนี้
(1) กรณีมีพฤติการณ์ปรากฏว่า ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ
(2) กรณีผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น
(3) กรณีมีเหตุอันควรสงสัยเกี่ยวกับการได้มาซึ่งทรัพย์สินและหนี้สินรายการใดโดยไม่ชอบ อันมีเหตุอันควรสงสัยว่าร่ำรวยผิดปกติ
(4) กรณีมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่าจะมีการโอน ยักย้าย แปรสภาพ หรือซุกซ่อนทรัพย์สิน อันมีเหตุอันควรสงสัยว่าร่ำรวยผิดปกติ
(5) กรณีมีการถือครองทรัพย์สินแทน อันมีเหตุอันควรสงสัยว่าร่ำรวยผิดปกติ
(6) กรณีมีทรัพย์สินมากผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ หรือมีหนี้สินลดลงมากผิดปกติ
(7) กรณีมีลักษณะอย่างอื่นตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด
ข้อ 5 ให้ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเป็นผู้รักษาการตามระเบียบนี้
ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการบังคับใช้หรือการปฏิบัติตามระเบียบนี้ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจตีความและวินิจฉัยชี้ขาด คำวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้เป็นที่สุด
@กำหนดกรอบระยะเวลาการขอ‘ขยายเวลา’ยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ
หมวด 1 การยื่นและการรับบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน
ข้อ 6 ในการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบของเจ้าพนักงานของรัฐต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้กระทำได้ตามมาตรา 105 ในกรณีดังต่อไปนี้
(1) กรณีเข้ารับตำแหน่ง
(2) กรณีพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ
(3) กรณีทุกสามปีตลอดเวลาที่ยังดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ
(4) กรณีพ้นจากตำแหน่ง เฉพาะตำแหน่งตามมาตรา 102 (1) (2) (3) และ (9)
ข้อ 7 เมื่อมีการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามข้อ 6 ให้ดำเนินการเกี่ยวกับการรับยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามคู่มือการปฏิบัติงานหรือแนวทางที่สำนักงาน ป.ป.ช. กำหนด และให้ออกเลขกำกับบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินในสารบบด้วย
ข้อ 8 เมื่อได้รับบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินแล้ว เพื่อเป็นการป้องกันมิให้มีการแก้ไข เปลี่ยนแปลงข้อความหรือเอกสารได้ ให้ประธานกรรมการ ป.ป.ช. หรือกรรมการ ป.ป.ช. หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ลงลายมือชื่อหรือกระทำด้วยวิธีอื่นใดแทนการลงลายมือชื่อ กำกับไว้ในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินโดยเร็วตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด
ความในวรรคหนึ่ง มิให้ใช้บังคับกับการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนดไว้เป็นการเฉพาะ
ข้อ 9 เมื่อส่วนราชการภายในสังกัดสำนักงาน ป.ป.ช. ได้รับบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ และดำเนินการตามข้อ 7 แล้ว ให้พิจารณาส่งมอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบแก่ส่วนราชการภายในสังกัดสำนักงาน ป.ป.ช. ที่มีหน้าที่และอำนาจ ภายในสิบห้า (15) วันนับแต่ได้รับยื่น
ข้อ 10 ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามเวลาที่กฎหมายกำหนด ให้เจ้าหน้าที่ที่สำนักงาน ป.ป.ช. มอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่รับบัญชีเสนอเลขาธิการหรือบุคคลที่เลขาธิการมอบหมายมีหนังสือแจ้งให้บุคคลดังกล่าวทราบ โดยทางไปรษณีย์ตอบรับหรือทางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ พร้อมทั้งกำหนดเวลาที่ขยายให้ ซึ่งต้องไม่เกินสามสิบ (30) วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง และในกรณีที่มีความจำเป็นเลขาธิการหรือบุคคลที่เลขาธิการมอบหมายอาจขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกินสามสิบ (30) วัน
ภายในกำหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ถ้าผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ให้ดำเนินการรับบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามหมวดนี้ และให้ดำเนินการ ตามความในหมวด 2 การตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าพนักงานของรัฐ ต่อไป
เมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ถ้าผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน อันเป็นกรณีที่ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สิน และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น ให้ผู้ตรวจสอบทรัพย์สินหรือคณะตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน แล้วแต่กรณี ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้นั้นทราบ โดยให้นำความตามหมวด 2 การตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าพนักงานของรัฐ ส่วนที่ 3 การแจ้งข้อกล่าวหาและการวินิจฉัยความผิด มาใช้บังคับโดยอนุโลม ทั้งนี้ ให้ออกเลขกำกับคดีในสารบบด้วย
ข้อ 11 ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินหรือเอกสารประกอบที่เป็นสาระสำคัญไม่ครบถ้วนหรือมีข้อมูลคลาดเคลื่อน ให้เจ้าหน้าที่ที่สำนักงาน ป.ป.ช. มอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่รับบัญชีเสนอเลขาธิการหรือบุคคลที่เลขาธิการมอบหมายแจ้งให้ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินดำเนินการให้ครบถ้วนหรือถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่ทั้งนี้ ต้องไม่เกินสิบห้า (50) วันหรือตามที่จำเป็น แต่ต้องไม่เกินสามสิบ (30) วันนับแต่วันที่ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินได้รับแจ้ง และหากผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินไม่สามารถดำเนินการให้ครบถ้วนหรือถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนดได้ ให้ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินมีหนังสือขอขยายระยะเวลาการดำเนินการต่อเลขาธิการหรือบุคคลที่เลขาธิการมอบหมาย โดยระบุเหตุผลความจำเป็น หากเลขาธิการหรือบุคคลที่เลขาธิการมอบหมายเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งความเป็นธรรม จะขยายระยะเวลาการดำเนินการออกไปอีกไม่เกินสามสิบ (30) วันก็ได้
เมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่งแล้ว ถ้าบุคคลดังกล่าวยังยื่นเอกสารหลักฐานไม่ครบถ้วนหรือมีข้อมูลคลาดเคลื่อน ให้ผู้ตรวจสอบทรัพย์สินดำเนินการตามหมวด 2 การตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าพนักงานของรัฐ ส่วนที่ 2 การตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่พบเหตุผิดปกติ ต่อไป
ข้อ 12 ในการรับบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเพื่อตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน เลขาธิการหรือผู้ซึ่งเลขาธิการมอบหมายอาจมอบหมายพนักงานเจ้าหน้าที่คนหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินก็ได้
ในกรณีที่มีความจำเป็นที่จะต้องตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ว่าจะเป็นกรณีเข้ารับตำแหน่ง กรณีพ้นจากตำแหน่งหรือพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือกรณีทุกสามปีตลอดเวลาที่ยังดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ คณะกรรมการ ป.ป.ช. อาจแต่งตั้งบุคคลหรือคณะบุคคลขึ้น เพื่อช่วยเหลือคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินด้วยก็ได้
ข้อ 13 ห้ามมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งมีเหตุตามมาตรา 56 เข้าร่วมในการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน
ห้ามมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่ให้ความช่วยเหลือหรือกระทำการอื่นใดเกี่ยวกับการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ในลักษณะที่เป็นการเอื้อประโยชน์หรือแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
ข้อ 14 เพื่อให้การรับและการส่งมอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบแก่ส่วนราชการภายในสังกัดสำนักงาน ป.ป.ช. ที่มีหน้าที่และอำนาจ เป็นไปตามกำหนดเวลาที่ได้กำหนดไว้ ให้เป็นหน้าที่ของเลขาธิการหรือผู้ที่เลขาธิการมอบหมายที่จะบังคับบัญชา ควบคุม และกำกับดูแล การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่สำนักงาน ป.ป.ช. มอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่รับบัญชี ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ที่สำนักงาน ป.ป.ช. มอบหมายผู้ใดละเลยไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามกำหนดเวลา ให้เสนอเลขาธิการพิจารณาดำเนินการตามสมควรหรือดำเนินการทางวินัยตามควรแก่กรณี ทั้งนี้ ในการพิจารณาว่าเจ้าหน้าที่ที่สำนักงาน ป.ป.ช. มอบหมายผู้ใดละเลยไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามกำหนดเวลา ให้คำนึงถึงภาระงานที่อยู่ในความรับผิดชอบ หรือข้อขัดข้องประการอื่นในการรับและการส่งมอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินประกอบด้วย
@ให้‘ปชช.’เข้าดู-สืบค้นข้อมูล‘บัญชีทรัพย์สินฯ’เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี
หมวด 2 การตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าพนักงานของรัฐ
ส่วนที่ 1 การตรวจสอบบัญชีและการรายงาน
ข้อ 15 เมื่อได้รับบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามข้อ 6 ไว้แล้ว ให้ผู้ตรวจสอบทรัพย์สินดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริง รวมถึงตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและหนี้สินของบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบที่ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินได้ยื่นไว้
การตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินตามวรรคหนึ่ง อาจนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการดำเนินการด้วยก็ได้
ข้อ 16 ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องแสวงหาข้อเท็จจริงหรือรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อประกอบการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินตามข้อ 15 ผู้ตรวจสอบทรัพย์สินอาจใช้ข้อมูลจากระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ หรือหากมีกรณีจำเป็นต้องใช้อำนาจตามมาตรา 34 (1) (2) และ (3) ให้หัวหน้าพนักงานไต่สวนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งมีตำแหน่งและหน้าที่เกี่ยวกับการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินตั้งแต่ระดับชำนาญการขึ้นไปหรือผู้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการขึ้นไปเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติหรือลงนามในหนังสือ
เอกสารหลักฐาน ข้อมูล หรือวัตถุพยาน ที่ได้มาจากการดำเนินการของผู้ตรวจสอบทรัพย์สิน ให้บันทึกไว้ด้วยว่าได้มาด้วยวิธีการใด ได้มาจากแหล่งที่มาใด และได้มาเมื่อใด
ข้อ 17 ในการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินที่ได้ยื่นไว้ ให้ผู้ตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินจัดทำรายงานผลการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน พร้อมความเห็น เสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณา ภายในหกสิบ (60) วันนับแต่วันที่ได้รับมอบหมาย และเมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาผลการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบแล้ว ให้ออกเลขกำกับการดำเนินการแล้วเสร็จในสารบบต่อไป
รายงานผลการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามแบบที่สำนักงาน ป.ป.ช. กำหนด
กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณารายงานผลการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินตามวรรคหนึ่งแล้ว เห็นว่า บัญชีทรัพย์สินและหนี้สินบัญชีใดเป็นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่มีเหตุผิดปกติ ให้ออกเลขกำกับคดีในสารบบ และดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินที่พบเหตุผิดปกติตามข้อ 22 ต่อไป
ภายใต้บังคับของวรรคหนึ่ง ให้เปิดเผยผลการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินกรณีผลการตรวจสอบไม่พบเหตุผิดปกติ ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป และสามารถเข้าดูหรือสืบค้น ข้อมูลได้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่ง (1) ปีนับแต่วันที่มีการเปิดเผย การเปิดเผยผลการตรวจสอบดังกล่าว อาจปิดประกาศ ณ สำนักงาน ป.ป.ช. หรือสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัด หรือสถานที่อื่นใด ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด เป็นเวลาไม่น้อยกว่าสามสิบ (30) วันนับแต่วันที่ปิดประกาศด้วยก็ได้ เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการเปิดเผยผลการตรวจสอบแล้ว ไม่เป็นการตัดสิทธิประชาชนที่จะขอดูผลการตรวจสอบได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด
การเปิดเผยผลการตรวจสอบเช่นนั้น ไม่เป็นการตัดอำนาจคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยของความถูกต้องหรือความมีอยู่จริงขึ้นในภายหลัง
ข้อ 18 เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ตามหมวดนี้ ส่วนที่ 1 แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาที่ได้กำหนดไว้ ให้เป็นหน้าที่ของเลขาธิการหรือผู้ที่เลขาธิการมอบหมายที่จะบังคับบัญชา ควบคุม และกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ใดละเลยไม่ปฏิบัติให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา ให้เสนอเลขาธิการพิจารณาดำเนินการตามสมควรหรือดำเนินการทางวินัยตามควรแก่กรณี ทั้งนี้ ในการพิจารณาว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ใดละเลยไม่ปฏิบัติให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา ให้คำนึงถึงรายการหรือจำนวนทรัพย์สินหรือหนี้สินหรือมูลค่าของทรัพย์สินและหนี้สินที่ต้องตรวจสอบ ภาระงานที่อยู่ในความรับผิดชอบ หรือความยุ่งยากประการอื่นในการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินประกอบด้วย
@กำหนดกรอบเวลาตรวจสอบ‘บัญชีทรัพย์สินฯ’ที่พบเหตุผิดปกติ
ส่วนที่ 2 การตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่พบเหตุผิดปกติ
ข้อ 19 ในกรณีที่มีการรายงานผลการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินตามข้อ 17 ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว ให้ผู้ตรวจสอบทรัพย์สินตรวจสอบว่า บัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินได้ยื่นไว้มีเหตุผิดปกติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหกสิบ (60) วันนับแต่วันที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณารายงานผลการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินตามหมวดนี้ ส่วนที่ 1 การตรวจสอบบัญชีและการรายงาน หากยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้ขอขยายระยะเวลาต่อผู้อำนวยการได้หนึ่งครั้ง โดยมีกำหนดระยะเวลาไม่เกินสามสิบวัน ทั้งนี้ ในการใช้อำนาจตามมาตรา 34 (1) (2) และ (3) ให้นำความตามข้อ 16 มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม
ข้อ 20 ในกรณีที่ผู้ตรวจสอบทรัพย์สินตรวจพบว่า บัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามข้อ 19 ไม่มีเหตุผิดปกติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด ให้ผู้ตรวจสอบทรัพย์สินจัดทำรายงานผลการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข พร้อมความเห็นเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณา ทั้งนี้ ให้เปิดเผยผลการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินที่ไม่พบเหตุผิดปกติดังกล่าวให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป โดยนำข้อ 17 วรรคสี่และวรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม และให้เก็บรักษาข้อมูลไว้เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติงานต่อไป
รายงานผลการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามแบบที่สำนักงาน ป.ป.ช. กำหนด
ในกรณีที่ผู้ตรวจสอบทรัพย์สินตรวจพบว่า บัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามข้อ 19 มีเหตุผิดปกติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด ให้ผู้ตรวจสอบทรัพย์สินเสนอกรรมการ ป.ป.ช. ที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแล เพื่อขออนุมัติตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่พบเหตุผิดปกติต่อไป ทั้งนี้ ให้ออกเลขกำกับคดีในสารบบด้วย
ข้อ 21 ในกรณีการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่พบเหตุผิดปกติ และเป็นเรื่องที่มีความยุ่งยากซับซ้อน หรือมูลค่าของทรัพย์สินและหนี้สินที่ต้องตรวจสอบมีมูลค่าสูง หรือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ให้เลขาธิการหรือผู้ซึ่งเลขาธิการมอบหมายพิจารณามอบหมายพนักงานเจ้าหน้าที่ตั้งแต่สองคนขึ้นไป เป็นคณะตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินก็ได้ ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงความเหมาะสมกับฐานะ ระดับของตำแหน่ง และการคุ้มครองผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินด้วย
ข้อ 22 ในการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่พบเหตุผิดปกติ ให้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่า ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน หรือจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือ ปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สิน หรือหนี้สินนั้น หรือมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ หรือไม่ ทั้งนี้ ในการใช้อำนาจตามมาตรา 34 (1) (2) และ (3) ให้นำความตามข้อ 16 มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม
ข้อ 23 ในการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่พบเหตุผิดปกติตามข้อ 22 ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบ (180) วันนับแต่วันที่ได้รับอนุมัติ หากยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้ขอขยายระยะเวลาต่อกรรมการ ป.ป.ช. ที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลได้ไม่เกินสองครั้ง ครั้งละไม่เกินหกสิบวัน ทั้งนี้ หากขยายระยะเวลาแล้วยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ให้เสนอเหตุผลและความจำเป็น ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาตามที่เห็นสมควรต่อไป
ข้อ 24 ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นต้องเรียกให้บุคคลใดมาให้ถ้อยคำหรือมาชี้แจง หากบุคคลดังกล่าวมาตามวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนด แต่ไม่ให้ถ้อยคำ หรือไม่มาให้ถ้อยคำ หรือไม่อาจเรียกให้บุคคลดังกล่าวมาให้ถ้อยคำหรือมาชี้แจงได้ภายในเวลาอันสมควร ผู้ตรวจสอบทรัพย์สินหรือคณะตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน แล้วแต่กรณี จะไม่สอบปากคำบุคคลดังกล่าวก็ได้ แต่ต้องบันทึกเหตุนั้นไว้ในรายงานผลการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินด้วย
ในการสอบปากคำบุคคล ห้ามมิให้บุคคลอื่นอยู่ในที่นั้นด้วย เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้ตรวจสอบทรัพย์สินหรือคณะตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน แล้วแต่กรณี เพื่อประโยชน์ แห่งการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน โดยในการบันทึกถ้อยคำบุคคล ให้เป็นไปตามแบบที่สำนักงาน ป.ป.ช. กำหนด
ก่อนเริ่มสอบปากคำบุคคล ให้แจ้งให้บุคคลดังกล่าวทราบว่าผู้ตรวจสอบทรัพย์สินหรือคณะตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน แล้วแต่กรณี มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และการให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่อผู้ตรวจสอบทรัพย์สินหรือคณะตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน แล้วแต่กรณี อาจเป็นความผิดตามกฎหมาย
เมื่อสอบปากคำบุคคลแล้วเสร็จ ให้ผู้ให้ถ้อยคำอ่านหรือตรวจทานบันทึกถ้อยคำด้วยตนเอง ในกรณีที่ผู้ให้ถ้อยคำไม่ยอมอ่านหรือตรวจทาน หรือไม่สามารถอ่านหรือตรวจทานได้ ให้อ่านให้ฟัง หากบันทึกถ้อยคำนั้นถูกต้องตรงตามที่ได้ให้ถ้อยคำไว้ ให้ผู้ให้ถ้อยคำ ผู้บันทึกถ้อยคำ และผู้ตรวจสอบทรัพย์สินหรือคณะตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินผิดปกติ แล้วแต่กรณี ซึ่งร่วมในการสอบปากคำ ลงลายมือชื่อรับรองไว้ในบันทึกถ้อยคำนั้นด้วย แต่หากเป็นกรณีที่ต้องมีการแก้ไข ตกเติมข้อความ ให้ผู้ให้ถ้อยคำและผู้ตรวจสอบทรัพย์สินหรือคณะตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินผิดปกติ แล้วแต่กรณี ลงลายมือชื่อกำกับในข้อความที่มีการแก้ไข ตกเติม นั้น
กรณีที่บันทึกถ้อยคำมีจำนวนมากกว่าหนึ่งหน้า ให้ผู้ตรวจสอบทรัพย์สินหรือคณะตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินผิดปกติ แล้วแต่กรณี อย่างน้อยหนึ่งคนกับผู้ให้ถ้อยคำลงลายมือชื่อกำกับไว้ ทุกหน้า
ในกรณีที่ผู้ให้ถ้อยคำไม่ยอมลงลายมือชื่อ ให้บันทึกเหตุแห่งการไม่ลงลายมือชื่อไว้ในบันทึกถ้อยคำนั้น
ในกรณีที่ผู้ให้ถ้อยคำไม่สามารถลงลายมือชื่อได้ ให้นำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ข้อ 25 การเข้าไปตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สินในเคหสถาน สถานที่ทำการ หรือสถานที่อื่นใด ให้ผู้ตรวจสอบทรัพย์สินหรือคณะตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน แล้วแต่กรณี ดำเนินการดังต่อไปนี้
(1) แสดงตนพร้อมหนังสือขอเข้าตรวจสอบ ค้น ยึด หรืออายัด เอกสาร ทรัพย์สิน หรือพยานหลักฐานอื่นใดซึ่งเกี่ยวข้อง
(2) ในการตรวจสอบ ค้น ยึด หรืออายัด เอกสาร ทรัพย์สิน หรือพยานหลักฐานอื่นใด ซึ่งเกี่ยวข้องในเคหสถานจะทำได้ต่อเมื่อมีหมายค้นของศาล เว้นแต่เจ้าของเคหสถานนั้นยินยอม หรือเมื่อมีพยานหลักฐานตามสมควรว่าสิ่งของที่มีอาจเป็นพยานหลักฐานพิสูจน์การกระทำความผิดได้ซ่อนหรืออยู่ในนั้น ประกอบทั้งต้องมีเหตุอันควรเชื่อว่าเนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้ สิ่งของนั้นจะถูกโยกย้ายหรือทำลายเสียก่อน
(3) การตรวจสอบ ค้น ยึด หรืออายัด ต้องกระทำในเวลากลางวันต่อหน้าผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย โดยให้ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้นำทำการตรวจสอบและอำนวยความสะดวกตามสมควร
(4) ถ้าการตรวจสอบ ค้น ยึด หรืออายัด กระทำไม่แล้วเสร็จในเวลากลางวัน หรือมีเหตุอื่นใดที่ไม่อาจกระทำได้ในเวลากลางวัน จะกระทำในเวลากลางคืนก็ได้ แต่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้นำทำการตรวจสอบก่อน ในกรณีนี้ ให้ผู้ตรวจสอบทรัพย์สินหรือคณะตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน แล้วแต่กรณี บันทึกความยินยอมของผู้นำทำการตรวจสอบไว้ในบันทึกการตรวจสอบด้วย
ให้ผู้ตรวจสอบทรัพย์สินหรือคณะตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน แล้วแต่กรณี บันทึกรายละเอียดการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินที่ตรวจสอบได้นั้นแล้วอ่านให้ผู้นำทำการตรวจสอบฟัง พร้อมทั้งให้ผู้นำทำการตรวจสอบลงลายมือชื่อในบันทึกการตรวจสอบด้วย ถ้าผู้นำทำการตรวจสอบดังกล่าวไม่ยอมลงลายมือชื่อในบันทึกการตรวจสอบ ให้ผู้ตรวจสอบทรัพย์สินหรือคณะตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน แล้วแต่กรณี บันทึกไว้
การใช้อำนาจค้น ยึด หรืออายัด เอกสาร ทรัพย์สิน หรือพยานหลักฐานอื่นใดซึ่งเกี่ยวข้องในเคหะสถาน โดยไม่มีหมายค้นหรือคำสั่งของศาล ในกรณีมีพยานหลักฐานตามสมควรว่าสิ่งของที่มี อาจเป็นพยานหลักฐานพิสูจน์การกระทำความผิดได้ซ่อนหรืออยู่ในนั้น ประกอบทั้งต้องมีเหตุอันควร เชื่อว่าเนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้สิ่งของนั้นจะถูกโยกย้ายหรือทำลายเสียก่อน ตาม (2) นั้น ให้ผู้ตรวจสอบทรัพย์สินหรือคณะตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน แล้วแต่กรณี ส่งมอบสำเนาบันทึกการตรวจค้นและบัญชีทรัพย์ที่ได้จากการตรวจค้น รวมทั้งจัดทำบันทึกแสดงเหตุผลที่ทำให้สามารถเข้าค้นได้เป็นหนังสือให้ไว้แก่ผู้ครอบครองสถานที่ที่ถูกตรวจค้น แต่ถ้าไม่มีผู้ครอบครองอยู่ ณ ที่นั้น ให้ส่งมอบหนังสือดังกล่าวแก่บุคคลเช่นว่านั้นในทันทีที่กระทำได้ และรีบรายงานเหตุผลและผลการตรวจค้นเป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไป
ข้อ 26 เอกสารที่ใช้เป็นพยานหลักฐานประกอบการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน ไม่ว่าจะเป็นเอกสารมหาชนหรือเอกสารเอกชน ให้ใช้ต้นฉบับ แต่ถ้าไม่อาจนำต้นฉบับมาได้ จะใช้สำเนาเอกสารที่ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบรับรองว่าเป็นสำเนาที่ถูกต้องก็ได้
ข้อ 27 ในการรวบรวมพยานหลักฐานใด หากผู้ตรวจสอบทรัพย์สินหรือคณะตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน แล้วแต่กรณี เห็นว่า จะทำให้การตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินล่าช้า โดยไม่จำเป็น หรือมิใช่พยานหลักฐานในประเด็นสำคัญ จะงดเสียก็ได้ แต่ต้องบันทึกเหตุนั้นไว้ในรายงาน ผลการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินด้วย
@เปิดทางจ้าง‘ที่ปรึกษา-ผู้เชี่ยวชาญ’ตรวจข้อมูลทรัพย์สินฯในตปท.
ข้อ 28 กรณีมีความจำเป็นต้องได้ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงิน ความเคลื่อนไหวทางบัญชี การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม การโอน การยักย้าย การได้มาซึ่งทรัพย์สิน การทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สิน รวมถึงรายการหนี้สินต่าง ๆ ของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการวินิจฉัยเกี่ยวกับการกระทำความผิดอันสืบเนื่องจากการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน ให้ผู้ตรวจสอบทรัพย์สินหรือคณะตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน แล้วแต่กรณี นำเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาขอให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งมอบข้อมูลดังกล่าวให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือมีคำสั่งให้หน่วยงานของรัฐ สถาบันการเงิน หรือบุคคลใดที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบความถูกต้องหรือความมีอยู่จริงตามที่ปรากฏในรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นไว้ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือทรัพย์สินหรือหนี้สินอื่นใดที่มิได้แจ้งไว้ในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน และแจ้งผลให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนดก็ได้
ข้อ 29 ในกรณีจำเป็นต้องตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินหรือขอข้อมูลที่เกี่ยวกับทรัพย์สินและหนี้สินที่อยู่ในต่างประเทศ ให้ผู้ตรวจสอบทรัพย์สินหรือคณะตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน แล้วแต่กรณี ทำความเห็นเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อประสานขอความร่วมมือจากกระทรวงการต่างประเทศ หรือขอให้เอกอัครราชทูตหรือกงสุลของประเทศไทยหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลไทยในต่างประเทศเป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบแทน หรือเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อจ้างที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบหาข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือหนี้สินในต่างประเทศ หรือเพื่อพิจารณาเสนอเรื่องขอรับความช่วยเหลือจากต่างประเทศแก่ผู้ประสานงานกลางตามกฎหมายว่าด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา ก็ได้
ทั้งนี้ การจ้างที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญตามวรรคหนึ่ง ให้ดำเนินการตามระเบียบว่าด้วยการนั้น
ข้อ 30 ในกรณีที่มีการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่พบเหตุผิดปกติตามข้อ 22 แล้ว หากไม่พบว่ามีความผิดปกติของรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินได้แสดงไว้หรือผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน หรือจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น หรือมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ให้ผู้ตรวจสอบทรัพย์สินหรือคณะตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน แล้วแต่กรณี จัดทำรายงานผลการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน พร้อมความเห็นเสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณา และเปิดเผยผลการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป โดยนำข้อ 17 วรรคสี่และวรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม พร้อมทั้งออกเลขกำกับคดีแล้วเสร็จในสารบบ รวมทั้งเก็บรักษาข้อมูลไว้เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติงานต่อไป
รายงานผลการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามแบบที่สำนักงาน ป.ป.ช. กำหนด
@ตีกรอบแนวทาง‘แจ้งข้อกล่าวหา-วินิจฉัยความผิด’ให้ชัดเจน
ส่วนที่ 3 การแจ้งข้อกล่าวหาและการวินิจฉัยความผิด
ข้อ 31 ในกรณีที่มีการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่พบเหตุผิดปกติตามข้อ 22 แล้ว มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะสนับสนุนว่า ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน หรือจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น ให้ผู้ตรวจสอบทรัพย์สินหรือคณะตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน แล้วแต่กรณี เสนอกรรมการ ป.ป.ช. ที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลเพื่อพิจารณาให้แจ้งข้อกล่าวหาและให้ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาภายในสามสิบวันนับแต่วันที่กรรมการ ป.ป.ช. ที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแล ให้ความเห็นชอบ
ในกรณีที่กรรมการ ป.ป.ช. ที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแล เห็นว่า พยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะแจ้งข้อกล่าวหา อาจมีคำสั่งให้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ โดยให้ระบุประเด็นที่จะให้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมให้ครบถ้วนในคราวเดียวกันด้วย
กรณีที่ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมตามวรรคสองแล้ว หากผู้ตรวจสอบทรัพย์สินหรือคณะตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน แล้วแต่กรณี เห็นว่า พยานหลักฐานที่รวบรวมเพิ่มเติมเพียงพอที่จะแจ้งข้อกล่าวหา หรือไม่อาจหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมต่อไปได้ แต่กรรมการ ป.ป.ช. ที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแล เห็นว่า พยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะแจ้งข้อกล่าวหาหรือเห็นว่า ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้เสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาว่าจะแจ้งข้อกล่าวหาหรือดำเนินการ ประการอื่นต่อไป
ในการแจ้งข้อกล่าวหา ให้เป็นไปตามแบบที่สำนักงาน ป.ป.ช. กำหนด และให้ออกเลขกำกับคดีในสารบบด้วย
ข้อ 32 ในการแจ้งข้อกล่าวหา ให้ผู้ตรวจสอบทรัพย์สินหรือคณะตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน แล้วแต่กรณี มีหนังสือเรียกผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินมาพบ และแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบ และให้โอกาสผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่จะชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาและนำสืบแก้ข้อกล่าวหาภายในเวลาอันสมควรแต่อย่างช้าไม่เกินสิบห้า (15) วันนับแต่วันที่ได้รับทราบข้อกล่าวหา ในกรณีที่ไม่ปรากฏภูมิลำเนาหรือที่อยู่ของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามหลักฐานทางทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนราษฎร ก็ให้จัดส่งไปยังที่อยู่ของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ปรากฏตามหลักฐานทางทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนราษฎรครั้งล่าสุดและให้จดแจ้งการดำเนินการดังกล่าว ให้ปรากฏไว้เป็นหลักฐานด้วย
ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินมารับทราบข้อกล่าวหาแต่ไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบข้อกล่าวหา ให้ผู้ตรวจสอบทรัพย์สินหรือคณะตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน แล้วแต่กรณี จดแจ้งเหตุที่ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินไม่ยอมลงลายมือชื่อไว้ในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาด้วยและให้รวมไว้ในสำนวนคดี
ข้อ 33 ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินไม่มารับทราบข้อกล่าวหาตามกำหนดนัดไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้ผู้ตรวจสอบทรัพย์สินหรือคณะตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่พบเหตุผิดปกติ แล้วแต่กรณี ส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาไปให้ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินทราบโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ณ ที่อยู่ของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการหรือตามหลักฐานที่ปรากฏจากการตรวจสอบ แต่ต้องจดแจ้งเหตุนั้นไว้เป็นหลักฐาน ในกรณีที่ไม่ปรากฏภูมิลำเนาหรือที่อยู่ของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามหลักฐานทางทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนราษฎร ให้นำความในข้อ 32 วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ในการส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินทราบ ให้ทำบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาเป็นสามฉบับ เพื่อเก็บไว้ในสำนวนคดีหนึ่งฉบับ โดยให้ส่งไปให้ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินสองฉบับเพื่อให้ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเก็บไว้หนึ่งฉบับ และให้ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินลงลายมือชื่อและวันเดือนปีที่รับทราบส่งกลับคืนมารวมไว้ในสำนวนคดีหนึ่งฉบับ
เมื่อล่วงพ้นกำหนดสิบห้า (15) วันนับแต่วันที่ได้ดำเนินการตามวรรคสองแล้ว หากไม่ได้รับบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาคืน ก็ให้ถือว่าผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินได้รับทราบข้อกล่าวหาและไม่ประสงค์จะแก้ข้อกล่าวหา และให้จัดทำสำนวนคดีเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาวินิจฉัย เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินมาพบผู้ตรวจสอบทรัพย์สินหรือคณะตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน แล้วแต่กรณี ก่อนเสนอสำนวนคดีให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาวินิจฉัยตามวรรคสาม โดยอ้างว่าไม่ได้รับทราบบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาก็ให้ผู้ตรวจสอบทรัพย์สินหรือคณะตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน แล้วแต่กรณี แจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินทราบต่อไป
ข้อ 34 ในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอาจแก้ข้อกล่าวหาโดยทำเป็นหนังสือหรือชี้แจงด้วยวาจาก็ได้
ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินประสงค์ที่จะชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาด้วยวาจา ให้นำความในข้อ 24 วรรคสอง วรรคสี่ วรรคห้า วรรคหก และวรรคเจ็ด มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินร้องขอขยายระยะเวลาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา โดยอ้างเหตุผลและความจำเป็น หากผู้ตรวจสอบทรัพย์สินหรือคณะตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน แล้วแต่กรณี เห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งความเป็นธรรม จะขยายระยะเวลาการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาออกไปตามที่เห็นสมควรก็ได้ แต่ให้ขยายได้ไม่เกินสามสิบวันในการพิจารณาขยายระยะเวลาการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ให้หัวหน้าพนักงานไต่สวนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งมีตำแหน่งและหน้าที่เกี่ยวกับการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินตั้งแต่ระดับชำนาญการขึ้นไป หรือผู้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการขึ้นไปเป็นผู้พิจารณา
การบันทึกปากคำผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ให้เป็นไปตามแบบที่สำนักงาน ป.ป.ช. กำหนด
ข้อ 35 ในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาและการให้ปากคำของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ให้ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินมีสิทธินำทนายความหรือบุคคลที่ไว้วางใจไม่เกินสามคนเข้าฟังในการชี้แจงหรือให้ปากคำของตนได้
ข้อ 36 ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินขอให้รวบรวมพยานหลักฐานโดยการเรียกบุคคลหรือเรียกเอกสารจากบุคคลใด ให้ดำเนินการตามที่ร้องขอ เว้นแต่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ผู้ตรวจสอบทรัพย์สินหรือคณะตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน แล้วแต่กรณี เห็นว่า ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินจงใจประวิงเวลา หรือใช้สิทธิโดยไม่สุจริต หรือบุคคลหรือเอกสารที่ขอให้เรียกนั้นไม่มีผลต่อการวินิจฉัย แต่ต้องบันทึกเหตุนั้นไว้ในสำนวนคดีหรือรายงานการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินด้วย
ข้อ 37 พยานหลักฐานใดที่ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินนำส่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ผู้ตรวจสอบทรัพย์สินหรือคณะตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน แล้วแต่กรณี จะไม่รับด้วยเหตุล่วงเลยเวลาหรือผิดขั้นตอนมิได้ เว้นแต่คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะมีมติชี้มูลแล้ว หรือเห็นว่าผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินจงใจประวิงเวลาหรือใช้สิทธิโดยไม่สุจริต
ข้อ 38 ในกรณีที่ผู้ตรวจสอบทรัพย์สินหรือคณะตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน แล้วแต่กรณี เห็นสมควร หรือตามที่ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินร้องขอ อาจทำการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม โดยการสอบปากคำพยานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมีคำสั่งเรียกเอกสารหรือหลักฐานจากหน่วยงานหรือบุคคลใด เพื่อประกอบการพิจารณาในการวินิจฉัยคดีภายหลังจากที่มีการแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินทราบ และได้รับฟังคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาแล้ว ก็ได้
ข้อ 39 ในการจัดทำสำนวนคดี ให้ผู้ตรวจสอบทรัพย์สินหรือคณะตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน แล้วแต่กรณี จัดทำสำนวนคดี โดยพิเคราะห์ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงจาก ข้อกล่าวหา คำแก้ข้อกล่าวหา ข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องแล้วพิจารณาว่าผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินได้กระทำการอันเป็นมูลความผิดตามข้อกล่าวหาหรือไม่ อย่างไร พร้อมด้วยเหตุผลในการพิจารณาทำความเห็นและพยานหลักฐานประกอบคำวินิจฉัย รวมทั้งบทบัญญัติของกฎหมาย ที่ยกขึ้นอ้างอิง เสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณา
สำนวนคดีให้เป็นไปตามแบบที่สำนักงาน ป.ป.ช. กำหนด โดยมีสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้
(1) ชื่อ ชื่อสกุล ตำแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน
(2) วันเดือนปีที่เข้ารับตำแหน่ง พ้นจากตำแหน่ง ทุกสามปีที่ดำรงตำแหน่งหรือพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แล้วแต่กรณี
(3) วันเดือนปีที่ยื่นบัญชี หรือวันเดือนปีที่ครบกำหนดต้องยื่นบัญชี
(4) ข้อกล่าวหา พฤติการณ์ในการกระทำความผิด และคำแก้ข้อกล่าวหา
(5) สรุปข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ได้จากการตรวจสอบ
(6) เหตุผลในการพิจารณาวินิจฉัยทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
(7) บทบัญญัติของกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิง
(8) ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องตามข้อกล่าวหา
ข้อ 40 ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่า ผู้ใดจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินหรือจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบและมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้นแล้ว ให้ออกเลขกำกับคดีแล้วเสร็จในสารบบ และให้ดำเนินการดังต่อไปนี้
(1) กรณีเป็นเจ้าพนักงานของรัฐตามมาตรา 102 (1) (2) (3) และ (9) ให้เสนอเรื่องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อวินิจฉัย
(2) กรณีเป็นเจ้าพนักงานของรัฐนอกจากบุคคลตาม (1) ให้เสนอเรื่องต่อศาลอาญา คดีทุจริตและประพฤติมิชอบเพื่อวินิจฉัย
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายหรือมอบอำนาจในการฟ้องคดีหรือดำเนินคดีแทนคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจภายในกำหนดอายุความ แต่ต้องไม่ช้ากว่าเก้าสิบวันนับแต่วันที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติ
ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ออกเลขกำกับคดีที่ดำเนินการแล้วเสร็จในสารบบ และเปิดเผยผลการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป โดยนำข้อ 17 วรรคสี่และวรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ข้อ 41 ในกรณีดำเนินการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่พบเหตุผิดปกติแล้ว พบว่ามีเหตุผิดปกติ ดังต่อไปนี้ ให้เสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาดำเนินการไต่สวน โดยยกเหตุอันควรสงสัย เพื่อดำเนินคดีร่ำรวยผิดปกติ ตามหมวด 3 การเปรียบเทียบบัญชีและการดำเนินคดีร่ำรวยผิดปกติ ต่อไป
(1) กรณีมีเหตุอันควรสงสัยเกี่ยวกับการได้มาซึ่งทรัพย์สินและหนี้สินรายการใดโดยไม่ชอบ อันมีเหตุอันควรสงสัยว่าร่ำรวยผิดปกติ
(2) กรณีมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่าจะมีการโอน ยักย้าย แปรสภาพ หรือซุกซ่อน ทรัพย์สิน อันมีเหตุอันควรสงสัยว่าร่ำรวยผิดปกติ
(3) กรณีมีการถือครองทรัพย์สินแทน อันมีเหตุอันควรสงสัยว่าร่ำรวยผิดปกติ
(4) กรณีมีทรัพย์สินมากผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ หรือมีหนี้สินลดลงมากผิดปกติ
ในกรณีที่เจ้าพนักงานของรัฐผู้ใดจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน อันเป็นเหตุอันควรสงสัยว่า เจ้าพนักงานของรัฐผู้นั้นร่ำรวยผิดปกติ ให้ผู้ตรวจสอบทรัพย์สินหรือคณะตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน แล้วแต่กรณี ทำการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าพนักงานของรัฐผู้นั้นได้ ทั้งนี้ ในการใช้อำนาจตามมาตรา 34 (1) (2) และ (3) ให้นำความตามข้อ 16 มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม ทั้งนี้ หากผลการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน พบว่า มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ให้เสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาดำเนินการไต่สวน โดยยกเหตุอันควรสงสัยเพื่อดำเนินคดีร่ำรวยผิดปกติ ตามหมวด 3 การเปรียบเทียบบัญชีและการดำเนินคดีร่ำรวยผิดปกติ ต่อไป
ข้อ 42 พยานหลักฐานต่างๆ ที่ได้มาจากการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินตามระเบียบนี้ ให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของพยานหลักฐานของการไต่สวน และให้ดำเนินการตามระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่าด้วยการตรวจสอบและไต่สวนต่อไป
@‘ป.ป.ช.’มีอำนาจไต่สวน-วินิจฉัย‘จนท.’ร่ำรวยผิดปกติ 5 กรณี
หมวด 3 การเปรียบเทียบบัญชีและการดำเนินคดีร่ำรวยผิดปกติ
ส่วนที่ 1 การเปรียบเทียบบัญชี
ข้อ 43 ในกรณีที่มีการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเพราะเหตุที่เจ้าพนักงานของรัฐ ดำรงตำแหน่งทุกสามปีตลอดเวลาที่ยังดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ้นจากตำแหน่ง หรือพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้ทำการตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและหนี้สินของผู้นั้น โดยนำบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินในกรณีดังกล่าวเปรียบเทียบกับบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ได้ยื่นไว้ครั้งก่อนหน้าเท่านั้น
ในกรณีที่มีเหตุอันสมควรหรือเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือบุคคลหรือคณะบุคคลที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่งตั้งขึ้นเพื่อพิจารณารายงานผลการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินประสงค์จะตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สิน และหนี้สินกับบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ได้ยื่นไว้ครั้งอื่นๆ ก็ให้ดำเนินการได้
การตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและหนี้สินตามวรรคหนึ่ง หากมีกรณีจำเป็น ให้ใช้อำนาจตามมาตรา 34 (1) (2) และ (3) โดยนำความตามข้อ 16 มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม
ข้อ 44 ในกรณีที่ต้องตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่พบเหตุผิดปกติ และกรณีที่ต้องมีการตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและหนี้สินโดยการเปรียบเทียบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินแล้ว พบว่ามีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ให้เสนอเรื่องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาดำเนินการไต่สวน โดยการยกเหตุอันควรสงสัยต่อไป
การยกเหตุอันควรสงสัยเพื่อดำเนินการไต่สวนคดีร่ำรวยผิดปกติตามความในวรรคหนึ่ง จะต้องไม่ได้เกิดจากการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินที่ดำเนินการเกินกว่าระยะเวลาห้าปี อันเป็นผลให้ขาดอายุความในคดีจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน หรือจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้นแล้ว แต่จะต้องเป็นกรณีที่ปรากฏพยานหลักฐานชัดแจ้งประการอื่น แล้วพบว่ามีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ จึงจะยกเป็นเหตุอันควรสงสัยและเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการไต่สวนคดีร่ำรวยผิดปกติได้
ส่วนที่ 2 การดำเนินคดีร่ำรวยผิดปกติ
ข้อ 45 ในการดำเนินการกรณีร่ำรวยผิดปกติ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจไต่สวนและวินิจฉัยว่าเจ้าพนักงานของรัฐร่ำรวยผิดปกติ ตามมาตรา 115 ด้วยเหตุดังต่อไปนี้
(1) กรณีมีการกล่าวหา
(2) กรณีมีเหตุอันควรสงสัยที่สืบเนื่องจากการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน
(3) กรณีมีเหตุอันควรสงสัยที่สืบเนื่องจากการเปรียบเทียบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน
(4) กรณีมีเหตุอันควรสงสัยที่สืบเนื่องจากการไต่สวนคดีทุจริต
(5) กรณีอื่นที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นสมควร
การกล่าวหาและการไต่สวนเจ้าพนักงานของรัฐร่ำรวยผิดปกติ ให้นำความในหมวด 2 การไต่สวน ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตมาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม เว้นแต่จะมีการบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะในหมวด 5 การดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สิน ส่วนที่ 2 การดำเนินการกรณีร่ำรวยผิดปกติ
หมวด 4 การบังคับคดีและมาตรการติดตามทรัพย์สินคืน
ข้อ 46 เมื่อสำนักงาน ป.ป.ช. ได้รับแจ้งกรณีศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ทรัพย์สินของเจ้าพนักงานของรัฐซึ่งถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติตกเป็นของแผ่นดินแล้ว ให้สำนักงาน ป.ป.ช. ประสานความร่วมมือกับสำนักงานอัยการสูงสุด กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งต่อไป
ข้อ 47 กรณีศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ทรัพย์สินของเจ้าพนักงานของรัฐซึ่งถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติตกเป็นของแผ่นดินแล้ว หากมีกรณีจำเป็นต้องดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าว ให้เป็นหน้าที่ของส่วนราชการภายในสังกัดสำนักงาน ป.ป.ช. ที่มีหน้าที่และอำนาจดำเนินการ ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
บทเฉพาะกาล
ข้อ 48 บรรดาการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน การดำเนินการกรณีจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ หรือจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ หรือกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าร่ำรวยผิดปกติ และบรรดาการดำเนินคดีร่ำรวยผิดปกติที่โอนมายังส่วนราชการภายใน กลุ่มภารกิจตรวจสอบทรัพย์สิน ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. เลขาธิการ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการและยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จก่อนวันที่ระเบียบนี้มีผลใช้บังคับ ให้ถือเป็นการดำเนินการ ตามระเบียบนี้ และให้ดำเนินการต่อไปให้เป็นไปตามระเบียบนี้
เหล่านี้เป็นรายละเอียดของ ‘ร่างระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่าด้วยการยื่น การรับ และการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน พ.ศ. ....’ ที่สำนักงาน ป.ป.ช. นำมาเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปว่า หลังจากสิ้นสุดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นแล้ว ป.ป.ช.จะมีการปรับร่างระเบียบฯอย่างไร และร่างระเบียบฉบับนี้จะบังคับใช้ได้เมื่อใด?
อ่านเพิ่มเติม : (ร่าง) ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยการยื่น การรับ และการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน พ.ศ. ....

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา