
"...ประมาณการรายได้รัฐบาลสุทธิและงบประมาณรายจ่ายดังกล่าวในปีงบประมาณ 2570-2573 รัฐบาลจะขาดดุลงบประมาณจำนวน 788,000 681,000 590,000 และ 481,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.9 3.3 2.7 และ 2.1 ต่อ GDP ตามลำดับ..."
.......................................
จากกรณีที่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่เอกสาร ‘นโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา’ ของ 51 พรรคการเมือง ซึ่งขณะนี้นโยบายดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินฯ นั้น (อ่านประกอบ : 'กกต.'แพร่นโยบายหาเสียง-ใช้เงิน 51 พรรคการเมืองฉบับเต็ม)
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ได้รวบรวมและสรุปนโยบายหาเสียงของ ‘พรรคการเมือง’ ที่มีลักษณะเป็น ‘แจกเงิน’ ในรูปแบบต่างๆ รวมถึงแหล่งที่มาของเงินที่จะใช้ดำเนินการ มานำเสนอต่อสาธารณชน ดังนี้
@‘เพื่อไทย’ดัน 3 นโยบาย อัดฉีด'แก้จน-กระตุ้นบริโภค'
พรรคเพื่อไทย (พท.) 3 นโยบาย รวม 7.35 หมื่นล้านบาท
-นโยบายคนไทยไร้จน : รัฐเติมเงินให้ถึงเส้นความยากจน หากรายได้ทั้งปีต่ำกว่า 36,000 บาท/ปี รัฐจะเติมส่วนที่ขาด ให้รายได้รวมถึง 36,000 บาททันที ขาดเท่าไหร่ เติมให้เท่านั้น เพื่อแก้ปัญหาเรื่องความยากจน เพื่อยกคนไทยทุกคนให้พ้นจากเส้นความยากจน วงเงิน 60,000 ล้านบาท/ปี
ที่มาของเงินที่จะใช้ดำเนินการ : การบริหารระบบงบประมาณประจำปี การจัดเก็บรายได้ และการบริหารระบบงบประมาณ
-นโยบายกระตุ้นการบริโภค : กระตุ้นและสร้างแรงจูงใจในการใช้จ่ายภาคประชาชนในหลากหลายรูปแบบ เพื่อก่อให้เกิดการบริโภคภาคประชาชน ซึ่งจะเกิดการเหนี่ยวนำการลงทุนของผู้ผลิต และเป็นรายได้ส่วนหนึ่งคืนสู่ภาครัฐในรูปแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม วงเงิน 10,000 ล้านบาท
ที่มาของเงินที่จะใช้ดำเนินการ : การบริหารระบบงบประมาณประจำปี การจัดเก็บรายได้ และการบริหารระบบงบประมาณ
-นโยบายของขวัญเพื่อคนไทย : สร้างแรงจูงใจให้แก่ผู้ทำประโยชน์ให้กับประเทศ รวมถึงการพัฒนาฐานข้อมูลกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้เสียภาษี และผู้ใช้จ่ายในระบบภาษี เป็นต้น สร้างแรงจูงใจในการอยู่ในระบบภาษี อันเป็นการขยายฐานภาษี อีกทั้งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งกระตุ้นการใช้จ่าย วงเงิน 3,500 ล้านบาท/ปี
ที่มาของเงินที่จะใช้ดำเนินการ : การบริหารระบบงบประมาณประจำปี การจัดเก็บรายได้ และการบริหารระบบงบประมาณ
นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังมีนโยบาย ‘สร้างเศรษฐีเงินล้าน’ ซึ่งเป็นการจูงใจร้านค้ารายย่อยเข้าสู่ระบบภาษี ทำให้รัฐมีงบประมาณพัฒนาประเทศมากขึ้น และกระตุ้นเศรษฐกิจครัวเรือนให้เกิดการจับจ่ายมากยิ่งขึ้น เพราะผู้บริโภคมีสิทธิลุ้น ‘เงินล้าน’ จากใบเสร็จในการซื้อสินค้าและบริการจากห้างสรรพสินค้าไปจนถึงร้านค้ารายเล็ก
โดยรัฐจะออกรางวัลทุกวัน วันละ 9 รางวัล รางวัลละ 1 ล้านบาท ซึ่งจะหมุนเลขรางวัลจากเลขบัตรประชาชน 13 หลัก ยกเว้นกลุ่มซื้อสินค้าและบริการที่รัฐจะออกรางวัลจากเลขในใบเสร็จ วงเงินประมาณ 3,000 ล้านบาท/ปี โดยใช้แหล่งเงินจากการบริหารงบประมาณ
อย่างไรก็ดี นโยบาย ‘สร้างเศรษฐีเงินล้าน’ ไม่ปรากฏในเอกสารนโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่นำส่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่ปรากฏในเว็บไซต์พรรคเพื่อไทย และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากพรรคเพื่อไทยว่านโยบาย ‘สร้างเศรษฐีเงินล้าน’ เป็นนโยบายเดียวกับนโยบาย ‘ของขวัญเพื่อคนไทย’ ที่นำส่ง กกต.หรือไม่
@‘ภูมิใจไท’ลุย‘คนละครึ่ง พลัส’-‘ปชป.’ประกันรายได้แรงงาน
พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)
-คนละครึ่งต่อเนื่อง : เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ ในส่วนชองการค้าขายผ่านการจับจ่ายใช้สอบของประชาชน วงเงิน 30,000 ล้านบาท
ที่มาของเงินที่จะใช้ดำเนินการ : งบประมาณประจำปี วงเงิน 30,000 ล้านบาท โดยรัฐและประชาชน ร่วมกันจ่ายคนละครึ่ง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ
พรรคภูมิใจไทย (ภท.)
-นโยบายคนละครึ่ง พลัส (ลดรายจ่ายผู้ซื้อ เพิ่มรายได้ผู้ขาย) : เป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อน GDP ของประเทศ ผู้บริโภคมีกำลังซื้อ ร้านค้ามีรายได้ สร้างเงินหมุนเวียนในระบบ 80,000 ล้านบาท กระจายสู่เศรษฐกิจฐานราก ก่อให้เกิดการผลิต การจ้างงาน และการคมนาคมขนส่ง รวมถึง Upskill &Reskill เพิ่มทักษะค้าขายออนไลน์
โดยรัฐออกให้ครึ่งหนึ่งและประชาชนร่วมจ่ายครึ่งหนึ่ง (ประชาชนทั่วไปได้สิทธิคนละ 2,000 บาท และกลุ่มที่อยู่ในระบบภาษีได้สิทธิคนละ 2,400 บาท รวมผู้ใช้สิทธิทั้ง 2 กลุ่ม 20 ล้านคน) วงเงิน 44,000 ล้านบาท (เฉพาะส่วนของรัฐ โดยประชาชนร่วมจ่าย 44,000 ล้านบาท)
ที่มาของเงินที่จะใช้ดำเนินการ : งบประมาณรายจ่ายประจำปี
พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)
-นโยบายประกันรายได้ผู้ใช้แรงงาน รัฐจ่ายส่วนต่างปีละ 30,000 บาท : รัฐจ่ายส่วนต่างรายได้ให้ผู้ใช้แรงงาน โดยตรง โดยหากค่าแรงขั้นต่ำต่ำกว่าค่าครองชีพจริง รัฐจะโอนเงินส่วนต่างเข้าบัญชีแรงงานในระบบประกันสังคมโดยตรง ทำให้แรงงานได้รายได้เพิ่มทันที โดยไม่เพิ่มภาระนายจ้าง วงเงิน 120,000 ล้านบาท
ที่มาของเงินที่จะใช้ดำเนินการ : งบประมาณแผ่นดิน
พรรคกล้าธรรม
-นโยบายประกันรายได้ประชาชน : เป็นนโยบาย ‘ระบบประกันรายได้เชิงพื้นที่ ตามศักยภาพจริง’ ทำให้เกษตรกรมี ‘รายได้ขั้นต่ำที่เป็นธรรมและคาดการณ์ได้ ตามข้อเท็จจริงของพื้นที่จริง เพื่อช่วยเหลือภาคเกษตรกรให้ตรงจุดและเป็นธรรม มากกว่าการประกันรายได้ แบบเหมารวมทั้งประเทศ วงเงิน 17,500 ล้านบาท/ปี และ 70,000 ล้านบาท/4 ปี
ที่มาของเงินที่จะใช้ดำเนินการ : ใช้งบบูรณาการร่วมกันระหว่าง 3 กระทรวง โดยมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นกระทรวงหลัก คือ ใช้งบ 35,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือมาจากกระทรวงการคลัง 30,000 ล้านบาท และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) 500 ล้านบาท
พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)
-นโยบายบัตรประชารัฐ Extra เพิ่มค่าทวีคูณ : เพิ่มวงเงินผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.4 ล้านคน จาก 300 บาท/เดือน เป็น 700 บาท/เดือน ใช้งบประมาณ 112,560 ล้านบาท/ต่อเนื่อง (เป็นงบปกติที่ต้องจัดสรรอยู่ก่อนแล้ว 48,240 ล้านบาท)
ที่มาของเงินที่จะใช้ดำเนินการ : ใช้งบประมาณของส่วนราชการตามกรอบการใช้จ่ายงบประมาณปกติ ร่วมกับการจัดสรรจากรายได้รัฐส่วนที่เกิดจาการปรับปรุงโครงสร้างภาษีให้มีความเป็นธรรมและเหมาะสม โดยเน้นการปิดช่องว่างภาษีทรัพย์สินและการจัดเก็บในลักษณะขั้นบันไดตามมูลค่า เพื่อให้สอดคล้องกับหลักความสามารถในการชำระภาษี
@‘ปชน.’เติมเงิน‘คนละครึ่ง’-‘หวยใบเสร็จ’ปีแรกใช้งบ 2.4 หมื่นล.
พรรคประชาชน (ปชน.)
-นโยบายยกระดับ SME โดยการสร้างแต้มต่อด้วยคนละครึ่ง และหวยใบเสร็จ : จัดทำ ‘หวยใบเสร็จ SMES’ เพื่อสนับสนุนให้ SMEs มีแต้มต่อในการแข่งขันกับบริษัทขนาดใหญ่ จูงใจให้ผู้บริโภคสนับสนุนสินค้าและบริการจากธุรกิจ SMEs มากขึ้น โดยผู้ประกอบร่วมโครงการจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี
โดยหวยใบเสร็จจะมีการกำหนดให้ทุกยอดการซื้อสะสมจากร้าน SMEs ของประชาชนทั่วไป (สะสมจากหลายร้านได้) เมื่อมียอดซื้อผ่านแอปพลิเคชั่น ‘เป้าตัง’ หรือแอปธนาคารที่ร่วมโครงการ ครบ 500 บาท จะได้รับหวยใบเสร็จ (เลข 3 ตัว) 1 ใบ ลุ้นรางวัลได้ทุกครึ่งเดือน (สูงสุด 20 ใบ/เดือน ในเฟสแรก) ภายใต้วงเงินรางวัลรวม 1,000 ล้านบาท/เดือน
นอกจากนี้ ในปีแรกที่เป็นรัฐบาล จะเติมเงินคนละครึ่ง 1,000 บาท/คน 12 ล้านคน พร้อมหวยใบเสร็จ SMEs ที่จะจูงใจผู้บริโภคสนับสนุนร้านค้ารายย่อย SMEs ครั้งแรก
อีกทั้งในส่วน SMEs ที่ร่วมรายการ จะมีมาตรการทางภาษีให้ SMEs โดยจะได้ขยายเพดานยอดขายต่อปีที่จะต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม จาก 1.8 ล้านบาท/ปี เป็น 3.6 ล้านบาท/ปี และเพิ่มสิทธิหักค่าใช้จ่ายเหมาในการคำนวณรายได้บุคคลธรรมดาเป็นสูงสุด 90% (สำหรับรายได้ไม่เกิน 5.4 ล้านบาท/ปี)
และเลือกจ่าย VAT เหมาจ่าย 2.1% แทน 7% ได้ และยืนรายไตรมาสแทนรายเดือน เพื่อลดภาระงานเอกสาร โดยรวมแล้วในปีแรกจะใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น 24,000 ล้านบาท (ในปีแรกรัฐบาลจะเติมเงินคนละครึ่ง 1,000 บาท/คน 12 ล้านคน) ส่วนปีถัดไปใช้งบประมาณ 12,000 ล้านบาท
ที่มาของเงินที่จะใช้ดำเนินการ : การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ โดยในกรณีที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลได้รับผลกระทบ รัฐบาลจะรับภาระชดเชยค่าใช้จ่ายหรือการสูญเสียรายได้ ทั้งนี้ เป็นไปตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561
-นโยบายกระตุ้นกำลังซื้อภาคอุตสาหกรรม คนละครึ่ง (เปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า รัฐช่วยจ่าย 50%) : รัฐช่วยออกค่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ในสัดส่วน 50% (สูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท) โดยมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นสินค้าที่ผลิตในไทย (Made in Thailand) และได้ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ระดับ 3-5 ดาวเท่านั้น วงเงิน 10,000 ล้านบาท/ปี
ที่มาของเงินที่จะใช้ดำเนินการ : การบริหารงบประมาณปกติ
@ย้อนดู‘แผนการคลังฯ’ปีงบ 70 ตั้งขาดดุล 7.88 แสนล้าน
อนึ่ง ภายใต้ แผนการคลังระยะปานกลาง (ปีงบประมาณ 2570-2573) ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 18 พ.ย.2568 เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาจัดทำกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามมาตรา 15 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 นั้น มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
-สถานะและประมาณการเศรษฐกิจ
1.ในปี 2569 คาดว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) จะขยายตัวในช่วงร้อยละ 1.2-2.2 (ค่ากลางร้อยละ 1.7) GDP Deflator อยู่ที่ร้อยละ 0.7 และอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยคาดว่าจะอยู่ในช่วงร้อยละ 0.0-1.0
2.ในปี 2570 คาดว่า GDP จะขยายตัวในช่วงร้อยละ 2.1-3.1 (ค่ากลางร้อยละ 2.6) GDP Deflator อยู่ที่ร้อยละ 0.9 และอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยคาดว่าจะอยู่ในช่วงร้อยละ 0.4-1.4
3.ในปี 2571-2572 คาดว่า GDP จะขยายตัวในช่วงร้อยละ 2.3-3.3 (ค่ากลางร้อยละ 2.8) ขณะที่ในปี 2573 คาดว่า GDP จะขยายตัวในช่วงร้อยละ 2.5-3.5 (ค่ากลางร้อยละ 3.0) ทั้งนี้ GDP Deflator ในปี 2571-2573 อยู่ที่ร้อยละ 1.1 1.3 และ 1.5 ตามลำดับ และอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในปี 2571-2573 คาดว่าจะอยู่ในช่วงร้อยละ 0.6 - 1.6 ร้อยละ 0.8 - 1.8 และร้อยละ 1.0 - 2.0 ตามลำดับ
-สถานะและประมาณการการคลัง
1.ประมาณการรายได้รัฐบาลสุทธิปีงบประมาณ 2570-2573 เท่ากับ 3,000,000 3,145,000 3,274,000 และ 3,422,000 ล้านบาท ตามลำดับ
2.ประมาณการงบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณ 2570-2573 เท่ากับ 3,788,000 3,826,000 3,864,000 และ 3,903,000 ล้านบาท ตามลำดับ
3.ประมาณการรายได้รัฐบาลสุทธิและงบประมาณรายจ่ายดังกล่าวในปีงบประมาณ 2570-2573 รัฐบาลจะขาดดุลงบประมาณจำนวน 788,000 681,000 590,000 และ 481,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.9 3.3 2.7 และ 2.1 ต่อ GDP ตามลำดับ
4.ยอดหนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นปีงบประมาณ 2568 มีจำนวน 12,226,290 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 64.82 ของ GDP และประมาณการสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP สำหรับปีงบประมาณ 2569-2573 เท่ากับร้อยละ 68.17 69.36 69.78 69.52 และ 68.22 ตามลำดับ
(แผนการคลังระยะปานกลาง (ปีงบประมาณ 2570-2573))
เหล่านี้เป็นนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองที่มีลักษณะเป็นการ ‘แจกเงิน-เติมเงิน’ ให้กับประชาชนกลุ่มต่างๆ เพื่อกระตุ้นการบริโภคและลดรายจ่ายของประชาชน ท่ามกลางการจัดทำงบประมาณแบบ ‘ขาดดุล’ อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่หนี้สาธารณะของประเทศทยอยปรับตัวสูงขึ้น จนใกล้แตะเพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70% ต่อจีดีพีแล้ว!
อ่านประกอบ :
‘นักเศรษฐศาสตร์’เตือนหนี้สาธารณะแตะ 70% ไม่เกินต้นปี 70-แนะ‘รบ.ใหม่’แก้ 3 โจทย์‘การคลัง’

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา