
“…ผมคิดว่าทุกคนแหละ เหมือนเรากระโดดไปทำงานใหม่ที่เราไม่ถนัด เราก็ขอในสิ่งที่เราถนัดก่อน พูดตรงๆ ที่ออกมาตรงนี้ เพราะ ผมคิดว่า ผมอยู่ที่นี่ (กระทรวงการคลัง) ถ้าเราทำอะไรได้ในเชิงเศรษฐกิจ อีกอย่างประเทศไทยปล่อยไปแบบนี้ไม่ไหวแล้ว…”
30 กันยายน 68 คณะรัฐมนตรี (ครม.) 'อนุทิน ชาญวีรกูล' ประชุม 'นัดแรก' อย่างเป็นทางการ ภายหลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้น
12 ธันวาคม 68 พระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) 'ยุบสภา' เปิดทางให้มีการจัดการเลือกตั้ง-คืนอำนาจประชาชน
73 วัน บนเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรี 'กุมบังเหียนเศรษฐกิจ' ควบ 'รมว.คลัง' ใน 'รัฐบาลอนุทิน' ของ 'เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ' ปัจจุบัน 'สวมหมวก' สมาชิกพรรคภูมิใจไทย-แคนดิเดตรองนายกฯและรมว.คลัง อีกตำแหน่ง
@ จาก 'เอกชน-ข้าราชการประจำ' สู่ 'นักการเมือง'
ชีวิตก่อนเข้าสู่เส้นทางการเมือง แม้ 'ครอบครับนิติทัณฑ์ประภาศ' จะ 'รับราชการ' ทั้ง 'อิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ' อดีตรองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณและอดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ-บิดา และ 'ผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ' อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน-มารดา แต่ 'เอกนิติ' กลับเริ่มต้น 'วัยทำงาน' กับ บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ ภัทรธนกิจ จำกัด ก่อนจะเดินตาม 'รอยเท้าบุพการี' รับราชการในกรมสรรพากรและสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง นาฬิกาชีวิตเวียน-ว่าย โคจรรอบวงกระทรวงการคลังตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ชื่อ 'เอกนิติ' คุ้นหู-คุ้นชินกับ 'ศูนย์กลางอำนาจ' หลังจากได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง 'ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ' (ปี 58-61) ในยุค 'รัฐบาลคสช.' ที่มี 'สมคิด จาตุศรีพิทักษ์' เป็น 'แม่ทัพเศรษฐกิจ' ในเวลานั้น เขายังได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ประธานกรรมการบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) และปี 61-62
ต่อด้วย อธิบดีกรมสรรพากร (ปี 61-ปี ุ65) และโยก-ย้ายมารับตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพสามิต ในปี 65-67 ก่อนจะทิ้งอายุราชการที่เหลืออยู่ 6 ปี ลาออกจาก อธิบดีกรมธนารักษ์ (ปี 67-ุ68) มารับตำแหน่ง 'ข้าราชการการเมืองระดับสูง' ที่มี 'อายุขัย' 4 เดือน (ไม่รวมรักษาการตามข้อตกลง หรือ MOA กับพรรคประชาชน) ใน 'รัฐบาลเสียงข้างน้อย'
'เอกนิติ' ยอมรับว่าการ 'ผันตัว' จาก 'ข้าราชการประจำ' พลิกมารับบท 'นักการเมือง' ทำให้ 'ชีวิตเปลี่ยน' และ “พยายามฝึกกับคนใกล้ชิดก็ต้องทำ แต่ว่าจริงๆ ข้างในก็เหมือนเดิม”

ที่มาภาพ : เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์
@ เปิดใจ ไม่รับ 'แคนดิเดตนายกฯ'
6 ก.ย.68 วันแรกที่ '3 รัฐมนตรีคนนอก' (เอกนิติ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ และอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน) ปรากฎกายครั้งแรก ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ว่า 'เอกนิติ' ขอเวลาคิด 2-3 คืน ในการตัดสินใจทิ้งอายุราชการที่เหลืออีก 6 ปี เพื่อรับตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งในช่วงเวลานั้น มีเสียงลือ-เสียงเล่าอ้างจากกระทรวงการคลัง ดังข้ามรั้วถึงทำเนียบรัฐบาลว่า การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง 'ปลัดคลัง' ของเขาถึง 'ทางตัน' เพราะมีการวาง 'ทายาท' ไว้ให้ ว่าที่ 'ปลัดคลังหญิง' คนแรก ไว้แล้ว
19 พ.ย.68 นายอนุทิน แคนดิเดตนายกฯ พรรคภูมิใจไทย เบอร์ 1 ทาบทาม 'เอกนิติ' ให้มาเป็น 'แคนดิเดตนายกฯ' ต่อหน้าไมค์-หน้าสื่อมวลชน ที่ทำเนียบรัฐบาล แต่เหตุการณ์ไม่ได้ซ้ำรอย เขา หลบ-เลี่ยง-เบี่ยง ทางเดิน ไม่พบหน้า-สบตาสื่อมวลชนที่ 'รอคำตอบ' เทียบเชิญให้มารับตำแหน่ง 'แคนดิเดตนายกฯเบอร์2'
สุดท้ายไม่ได้รับคำตอบ
29 ม.ค.69 'เอกนิติ' ให้เหตุผลที่ไม่รับเป็น 'แคนดิเดตนายกฯ พรรคภูมิใจไทย' ในวันที่เขาสมัครเป็น 'สมาชิกพรรค' เมื่อวันที่ 13 ม.ค.68 ว่า ต้องพูดตรงๆ ว่า ผมเองยังไม่คุ้น อยากโฟกัสงานเศรษฐกิจ ทุกอย่างมันเปลี่ยนเร็วนะ เราอยากทำอะไรต้องทำให้ดีที่สุด ขอทำเรื่องที่ตัวเองถนัด
เป็นนายกฯ ต้องไม่ใช่มิติเศรษฐกิจด้านเดียว ต้องมีทั้งมติการเมือง และมติอื่นๆ วันนี้เราเพิ่งเข้ามา ขอโฟกัสงานที่เราถนัดและทำได้ดีก่อน
@ ขอโฟกัสเศรษฐกิจ-ไม่ถนัด (การเมือง)
“ผมคิดว่าทุกคนแหละ เหมือนเรากระโดดไปทำงานใหม่ที่เราไม่ถนัด เราก็ขอในสิ่งที่เราถนัดก่อน พูดตรงๆ ที่ออกมาตรงนี้ เพราะผมคิดว่า ผมอยู่ที่นี่ (กระทรวงการคลัง) ถ้าเราทำอะไรได้ในเชิงเศรษฐกิจ อีกอย่างประเทศไทยปล่อยไปแบบนี้ไม่ไหวแล้ว”
วันนี้เราเห็นภาพเศรษฐกิจเป็นแบบนี้ เป้าหมายที่รับมาทำตอนนี้ทำอย่างไรไม่ให้เศรษฐกิจไทยถูกลดอันดับ
“เรามีเวลาแค่ 2 เดือนเท่านั้นเอง Quick big win มาตรการแรก ทำอย่างไรไม่ให้เศรษฐกิจติดหล่ม วันนี้ผลออกมาแล้ว เดือนมกราคม จากเดิมที่เศรษฐกิจที่กำลังจะติดหล่ม จีดีพีจากอยู่ที่ 0.3 % วันนี้ข้อมูลล่าสุดจาก สศค. วันนี้ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 1.8 % ในไตรมาสสี่ ซึ่งดีกว่าไตรมาสสาม แปลว่าเศรษฐกิจขึ้นจากหล่มแล้ว”
“ถ้าไม่มี Quick big win เศรษฐกิจไทยก็อาจจะติดหล่มต่อ Quick big win พิสูจน์แล้วว่า เศรษฐกิจขึ้นจากหล่มได้”
ดังนั้น สาเหตุที่อยู่ทำต่อ วันนี้เราเอารถยนต์ขึ้นจากหล่มแล้ว จะทำให้ต่อเนื่องได้อย่างไร เพราะถ้าเศรษฐกิจไทยไม่ต่อเนื่องก็อาจจะกลับมาติดหล่มใหม่
@ 'อนุทิน' หนุน สานต่อ 'ไทยแลนด์ 10 พลัส'
“เขา (นายอนุทิน) เปิดโอกาสให้ผมทำเต็มที่ ให้อิสระในการทำงานจริงๆ เรื่องแรก Quick big win เรื่องที่สอง เพิ่มคำว่าพลัสไปในโครงการคนละครึ่ง ท่านนายกฯก็ให้ทำ เพื่อเพิ่มทักษะพ่อค้าแม่ค้า และการให้ 60/40 กับผู้เสียภาษี (2,400 บาท) ท่านนายกฯก็ยอม ซึ่งเป็นที่มาของท่าพลัส (เครื่องหมายบวก) และคำว่า พลัส พรรคเอามาใช้กับนโยบายเศรษฐกิจระดับประเทศที่นำมาใช้หาเสียง”
อีกเหตุผลที่มีส่วนให้ 'เอกนิติ' เกิดความมั่นใจว่า การ 'ไปต่อ' ไม่เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด คือ นโยบาย 'ไทยแลนด์ 10 พลัส' ที่เขาและทีมงานคิดขึ้น จนกลายเป็น 'นโยบายเศรษฐกิจ' ที่พรรคภูมิใจไทยใช้ในการหาเสียง เป็นอานิสงส์ให้ 'ลบภาพลักษณ์' พรรคภูมิใจไทยที่ถูกมองว่าเป็น 'พรรคภูธร' ภายในพรรคมีแต่ 'นักเลือกตั้ง' สไตล์ 'บ้านใหญ่' อัปเกรดเป็น 'พรรคระดับชาติ' มีมันสมอง-บุคคลากรเกรดพรีเมี่ยม (รวมถึงรัฐมนตรีคนนอก อีก 2 คน คือ นายสีหศักดิ์ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์)

“นโยบายไทยแลนด์ 10 พลัส เป็นนโยบายเศรษฐกิจที่พรรคให้โอกาสผมทำจริงๆ มีโอกาสที่ได้ทำขนาดนี้”
ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา เขาก็ให้โอกาสทำ ให้นโยบายเศรษฐกิจให้เราทำ ถึงเกิด Quick big win 5 เสา 1 ฐานราก เกิดคำว่า พลัส แล้วเขาเอามาใช้จริงๆ และให้โอกาสทำนโยบายต่อ
@ นโยบายเศรษฐกิจภูมิใจไทย ใช้เงินน้อย-ไม่ประชานิยม
'เอกนิติ' โปรไฟล์ดีกรี อดีต 'ลูกหม้อสศค.' - อธิบดี 3 กรม (สรรพากร,สรรพสามิต,ธนารักษ์) กระทรวงการคลัง เขาโชว์ 'จุดแข็ง' ในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจผ่าน 'กลไกราชการ' ชนิด 'รู้มือ' มองตาทะลุถึงหัวใจ เพื่อฉายภาพให้เห็น 'ความแตกต่าง' ระหว่าง 'นโยบายเศรษฐกิจ 'ค่ายสีน้ำเงิน' กับ พรรคการเมืองอื่น พรรคที่ยังไม่มีประสบการณ์การทำงานกับ 'ข้าราชการประจำ' หรือ พรรคที่จะผลักดันนโยบายเศรษฐกิจอะไรออกมามัก 'ติดกับดัก' กฎหมาย-ระเบียบรัดคอ ไม่นับ 'องค์กรอิสระ' ที่เป็น 'ไม้เบื่อไม้เมา' กับ เจ้าตำรับ 'นโยบายประชานิยม' โดยเฉพาะ 'พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ'
“นโยบายประชานิยม พรรคภูมิใจไทยน้อยที่สุด ประชาชนนิยมของเราพ่วงเพิ่มทักษะ คนละครึ่งพลัสใช่ ช่วยคนลดรายจ่าย แต่เราเพิ่มเรื่องทักษะ”
นโยบายของพรรคการเมือง เม็ดเงินที่กกต.เผยแพร่ออกมา พรรคภูมิใจไทยน้อยที่สุด ไม่ถึง 1.5 แสนล้านบาท
“เรื่องที่ผมห่วงที่สุด คือ วินัยการคลัง แย่มาก ผมตั้งใจมากว่า ต้องทำแผนยั่งยืนทางการคลังออกมา ถ้าเป็นรัฐบาลอื่นจะไม่ยอมให้ผมทำ ท่านนายกฯ ให้ผมเอาแผนความยั่งยืนทางการคลังเข้าครม.”
“นโยบายพรรคไม่ใช้เงินเยอะ เพราะผมเป็นข้าราชการมาก่อน เข้าใจกลไก ผมเคยอยู่ภาคเอกชน เป็นประธานแบงก์ (ธนาคารกรุงไทย) มาก่อน ผมรู้ว่าช่องอยู่ตรงไหนที่เราจะไม่ทำให้เสียวินัยการคลัง”
@ “นโยบายที่ขายฝันทั้งหลาย ต้องทำได้ด้วย”
ระบบงบประมาณ พรรคการเมืองไหนเข้ามา งบประมาณปี 69 ไปเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้น “นโยบายที่ขายฝันทั้งหลาย ต้องทำได้ด้วย”
“เราพูดแล้ว เราต้องทำ ถ้าอะไรที่เพ้อฝันแล้วเราทำไม่ได้ เราไม่ทำ”
วันนี้คนไทยทราบ คนไทยไม่ใช่คนที่หลอกง่าย เงินที่มาทำนโยบาย ไม่ใช่เงินของพรรค เงินของพวกเรา เอาเงินในอนาคตมาใช้ มันก็คือเงินของลูกหลานเรา
“เราจะไม่ทำอะไรที่ ฟรี ๆ ๆ ๆ โดยไม่ดูความคุ้มค่าของเม็ดเงิน”
นโยบายเศรษฐกิจที่มีส่วนนการออกแบบ ตั้งใจออกนโยบายเศรษฐกิจให้ตรงเป้าและมีความรับผิดชอบ ไม่สุรุ่ยร่าย ตรงเป้า เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หลายนโยบายไม่ต้องใช้เงิน เช่น ไทยแลนด์พลัส
@ ใช้จ่ายเกินตัว-ไม่คุ้มค่า ตกเป็นภาระลูกหลาน
วันนี้เรายังไม่โดน (หั่นเครดิตเรตติ้ง) ในอนาคตขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของเราด้วย สาเหตุที่เรายังไม่โดน ส่วนหนึ่งเพราะว่าเราแอคชั่น เราทำให้เขาเห็นว่า เราเอาจริง แผนการคลัง ความยั่งยืน วินัยการคลัง เห็นคืนหนี้ ธ.ก.ส. ซึ่งไม่คืนมาหลายปี อีกเรื่อง คือ หนี้ตามพ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 28 เราเอาเข้าครม.เพื่อให้มีมติวันสุดท้ายก่อนยุบสภา
ถ้าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้เป็นรัฐบาล “เขา (พรรคการเมืองอื่น) ก็เปลี่ยนได้ แต่เขาจะโดน”
“ตลาด market หรือ กลไกตลาด มีพลังมากกว่าที่คิด ดูญี่ปุ่น อังกฤษ นายกรัฐมนตรีอังกฤษต้องลาออก บอกว่า มาจะกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดภาษี กระตุ้นสุรุ่ยสุร่าย อัตราผลตอบแทนจากการถือครองพันธบัตร ( Bond Yield ) ขึ้นเลย ไม่ต่างกับญี่ปุ่นตอนนี้ นายกฯต้องยุบสภาเลยนะ ผมเชื่อว่า วันนั้น พลังผมอาจจะน้อย ต้องช่วยผมนะ”
“วันนี้ฐานะทางการคลัง จำเป็นที่เราต้องให้ความสำคัญ เรื่องหนี้ การใช้จ่ายเงิน ถ้าเราใช้จ่ายเกินตัว ใช้จ่ายแล้วไม่คุ้มค่า สิ่งที่จะเกิดตามมา หนี้ก็จะตกเป็นภาระของลูกหลาน เพราะคือเงินของพี่น้องคนไทย นโยบายต่างๆ เราถึงพยายามทำด้วยความรับผิดชอบภายใต้กรอบวินัยการคลัง”

เราเข้าใจสถานการณ์เศรษฐกิจ ต้องดูฐานะการคลังของประเทศด้วย วันนี้เป้าหมายใหญ่ คือ เราต้องลด มาตรฐานโลกบอกว่า ขาดดุลการคลังไม่ควรเกิน 3 % ต่อจีดีพี วันนี้เราอยู่ที่ 4.4 %
@ 73 วัน เข็น เศรษฐกิจขึ้นจากหล่ม
ถึงแม้ว่า 'รัฐบาลเฉพาะกิจ' ภายใต้ 'MOAเฉพาะกาล' มีเวลานับถอยหลังไม่ถึง 4 เดือน เวลาจริง 2 เดือน ดั้งนั้น รอบที่แล้วมีเวลาน้อย-เร่งทำ แต่ 'รัฐบาลหลังการเลือกตั้ง' 8 ก.พ.69 มีวาระถึง 4 ปี หาก 'เอกนิติ' มีโอกาสกลับมาอีกครั้ง เขาให้คำมั่นว่าจะ "ทำเต็มที่"
“ผม (เร่ง) ทำเหมือนเดิมอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วง ผมเข้ามา ต้องการ ตั้งใจทำให้ประเทศ ที่ผ่านมาผมไปอยู่ที่ไหน ถูกย้ายไปอยู่กรมไหนก็แล้วแต่ ผมก็ทำกรมนั้นเต็มที่ และไม่เคยหยุด”
“ประสบการณ์ที่ทำ ชีวิตผมอยากรับราชการ เพราะว่า อยากทำให้ประเทศดีขึ้น วันนี้เหตุผลหนึ่งที่ออกมาก็คือ เป็นโอกาสที่จะทำให้ประเทศ”
“ผมตัดสินใจไม่ผิด ประโยคหนึ่งที่สำคัญ ผมตัดสินใจออกมา ผมทำมาหลายที่แล้ว ปฏิรูปกรมสรรพากรแล้ว ทำให้กรมสรรพสามิต เป็นองค์กรมาตรฐาน ESG (Environment, Social, Governance) ทำเรื่องปฏิรูปที่ดินให้กับกรมธนารักษ์ แล้ว วันนี้มีโอกาสทำให้ประเทศโดยรวมก็ตั้งใจว่าออกมาตั้งใจทำเต็มที่”
ต่อไปนี้คือ 'วรรคทอง' ของ 'เอกนิติ' ที่ไม่ว่าจะขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียง-พูดออกสื่อ ตั้งแต่สื่อใหม่-สื่อเก่า-สื่ออาวุโส เขามักมี 'สคริปต์' พกติดตัวไว้เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ชมว่า
“ทำงานมา 73 วัน ไม่ถึง 3 เดือน หรือ นับตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย.68 (วันแถลงนโยบาย/ประชุมครม.นัดแรก) ยุบสภาวันที่ 12 ธ.ค.68 ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นขึ้นมาได้ พิสูจน์แล้วว่า ฟื้นออกจากหล่มแล้ว”
8 ก.พ.69 จะเป็น 'คำตอบ' ว่า 'มติมหาชน' จะให้ 'เอกนิติ' ไปต่อ หรือ 'พอแค่นี้'

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา