
“…ถ้าไม่มีอะไรผิดคิว-ผิดพลาด นายกรัฐมนตรี แห่งประเทศไทยคนต่อไปจะชื่อ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ ที่มีพรรคภูมิใจไทย ที่มีจำนวน สส. (ระบบเขตและบัญชีรายชื่อ) จำนวน 193 เสียง เป็น ‘พรรคแกนนำ’ ในการ ‘ฟอร์มครม.’ ที่มี พรรคเพื่อไทยที่มีจำนวน สส.เป็นอันดับสอง 74 เสียง เป็น ‘พรรคแกนหลัก’ โดยมี 13 พรรค ณ ขณะนี้ (25 ก.พ.69) ประกอบร่างเป็น ‘พรรคร่วมรัฐบาล’ รวม 292 เสียง…”
ความเคลื่อนไหวในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ภายหลังการเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย ว่าที่ สส. อุบลราชธานี เขตเลือกตั้งที่ 8 ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย อัปเดตตัวเลขจัดตั้งรัฐบาลล่าสุด (25 ก.พ.69) ว่า มีทั้งหมด 15 พรรค 292 เสียง ประกอบด้วย พรรคใหญ่ 2 พรรค ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย 193 เสียง และ พรรคเพื่อไทย 74 เสียง พรรคเล็ก 5 พรรค ประกอบด้วย พรรคเล็ก ได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคประชาชาติ 5 เสียง พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง พรรคเพื่อชาติไทย 2 เสียง พรรคไทยสร้างไทย 2 เสียง และพรรค 1 เสียง 8 พรรค ได้แก่ พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคใหม่ พรรคไทยทรัพย์ทวี พรรครวมใจไทย พรรคทางเลือกใหม่ พรรครวมพลังประชาชน พรรคมิติใหม่ พรรคโอกาสใหม่
อ่านประกอบ : 'โฆษกภูมิใจไทย' อัปเดต รวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล-หนุน 'อนุทิน' นายกฯอีกสมัย 13 พรรค 286 เสียง
9 เม.ย.69 เดดไลน์ ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะต้องรับรองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) อย่างน้อยร้อยละ 95 หรือ 475 คน ถ้าไม่มีอะไรผิดคิด-ผิดพลาด นายกรัฐมนตรี แห่งประเทศไทยคนต่อไปจะชื่อ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ ที่มีพรรคภูมิใจไทย ที่มีจำนวน สส. (ระบบเขตและบัญชีรายชื่อ) จำนวน 193 เสียง เป็นแกนนำในการ ‘ฟอร์มครม.’ ที่มี พรรคเพื่อไทยที่มีจำนวน สส.เป็นอันดับสอง 74 เสียง เป็น ‘พรรคแกนหลัก’ โดยมี 13 พรรค ณ ขณะนี้ (25 ก.พ.69) ประกอบร่างเป็น ‘พรรคร่วมรัฐบาล’ รวม 292 เสียง
ช็อตหลังจากเลือกนายกรัฐมนตรี และการเสนอรายชื่อรัฐมนตรี จำนวน ไม่เกิน 36 คน (รวมนายกรัฐมนตรี) แล้ว คือ การแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
@ นโยบายเรือธงภูมิใจไทย-เพื่อไทย
สำหรับ ‘นโยบายเรือธง’ ด้านเศรษฐกิจ ที่หาเสียงไว้ในช่วงเลือกตั้งของพรรคภูมิใจไทย คือ ‘คนละครึ่งพลัส’ ประชาชนทั่วไปได้สิทธิคนละ 2,000 บาท คนที่อยู่ในระบบภาษีได้สิทธิคนละ 2,400 บาท วงเงินที่ใช้ประมาณ 44,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีนโยบายเรือธง ‘ด้านความมั่นคง’ คือ ‘สร้างกำแพงชายแดนป้องกันภัยรุกราน’ ความยาว 100 กิโลเมตรในปีแรก วงเงินที่ใช้ 866 ล้านบาท รวมถึงการประกาศยกเลิก MOU 44
ขณะที่ ‘นโยบายเรือธง’ ของพรรคเพื่อไทย คือ ‘สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน’ โดยนำใบเสร็จจากการจับจ่ายใช้สอยทุกประเภทสินค้าและบริการ ใบเสร็จใช้ได้ตั้งแต่ห้างสรรพสินค้าถึงร้านรถเข็น ร้านอาหารริมทาง ไม่มีมูลค่าขั้นต่ำ ไม่จำกัดจำนวนใบเสร็จ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนเข้าระบบภาษีแทนการบังคับ ด้วยการสุ่มจับรางวัลจากเลขใบเสร็จ 5 รางวัล รางวัลละ 1 ล้านบาท
อีก 4 รางวัลมาจากการสุ่มจับเลขบัตรประชาชน ได้แก่ 1.เกษตรกร 2.ผู้สูงอายุ 3.อาสาสมัครเพื่อสังคม เช่น อสม. ชรบ. กู้ภัย ทหารผ่านศึก 4. ผู้ยื่นแบบภาษีเงินได้ รางวัลละ 1 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีนโยบายสมัยที่ ‘รัฐบาลเพื่อไทย’ เคยทำไว้แต่ไม่ประสบสำเร็จ ได้นำมาใส่ไว้ในนโยบายที่ส่งให้กกต.ด้วย อาทิบ้านเพื่อคนไทย หวยเกษียณ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย/Feeder และ รถเมล์ 10 บาทตลอดสาย
ทั้งนี้ มีอีก 1 นโยบายที่เป็นโครงการเมกะโปรเจกต์ คือ โครงการแลนด์บริดจ์ แต่ทั้งพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย ไม่ได้บรรจุไว้ในนโยบายหาเสียงที่ส่งให้กับกกต. ดังนั้นจึงต้องจับตาว่า ‘นโยบายของรัฐบาล’ จะมีโครงการเมกะโปรเจกต์นี้หรือไม่
@ มิกซ์นโยบายภูมิใจไทย-เพื่อไทย
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) พาไปสำรวจนโยบายหลัก-นโยบายเรือธงของพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยที่ใช้ในการหาเสียงและส่งให้ กกต. มาดูกันว่ามีนโยบายไหนที่เหมือนกัน-แตกต่างกัน ก่อนทั้งสองพรรคจะร่วมกันร่างนโยบายและแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อไป
พรรคภูมิใจไทย 8 นโยบาย (ใช้เงิน 7 นโยบาย) รวมจำนวน 148,326 ล้านบาท แบ่งออกเป็น งบประมาณแผ่นดิน วงเงิน 145,126 ล้านบาท การดำเนินการตามพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 มาตรา 28 วงเงิน 800 ล้านบาท การร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชน (PPP) วงเงิน 400 ล้านบาท อื่นๆ เช่น กองทุนหมุนเวียนต่างๆ วงเงิน 2,000 ล้านบาท ประกอบด้วย


นโยบายด้านการศึกษา
1.การศึกษาเท่าเทียมพลัส (เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ เรียนฟรีได้ทุกที่ทุกเวลา)
-
Online Learning Platform เรียนฟรีออนไลน์ สร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อให้เด็กไทยได้ใช้ประโยชน์ทางการศึกษาและการแสวงหาความรู้ใหม่ที่หลากหลายในโลกกว้าง เป็นคลังความรู้ ครอบคลุมการศึกษาทุกระดับ ตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัย และวัยทำงาน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
-
Skill Bridge สะพานพาคนไทยสู่อนาคต เรียนจบมีงานทำ เอกชนร่วมเขียนหลักสูตร เป็นสะพานที่จะพาคนไทยไปสู่อนาคต เน้นทักษะ เน้นการทำงาน มีรายได้ โดยจะดึงดูดบริษัทเอกชนเข้ามาเขียนหลักสูตรที่มีเนื้อหาตรงกับตำแหน่งงานที่บริษัทต้องการ นำหลักสูตรมาใส่ในแพลตฟอร์มออนไลน์
-
Leaning Passport สะสมผลการเรียน เทียบโอนหน่วยกิตได้ เก็บครบรับปริญญาบัตร ธนาคารหน่วยกิต เป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่เปิดโอกาสให้เด็กไทยได้เรียนรู้ในวิชาที่หลากหลายสาขา สะสมผลการเรียนและเทียบโอนหน่วยกิตได้ โดยเมื่อเก็บหน่วยกิตได้ครบตามที่กำหนด จะมีการออกใบแสดงวุฒิทางการศึกษาให้
วงเงินที่ใช้และแหล่งที่มาของเงิน : งบประมาณในการจัดทำแพลตฟอร์มออนไลน์ วงเงิน 700 ล้านบาท ประกอบด้วย ค่าพัฒนาแพลตฟอร์มระบบกลาง 250 ล้านบาท , ระบบคลาวด์ 100 ล้านบาท ค่าจัดทำเนื้อหา/บทเรียนดิจิทัล 300 ล้านบาท และค่าฝึกอบรมครู/ค่าสนับสนุนการใช้งาน 50 ล้านบาท
งบประมาณรายจ่ายประจำปี วงเงิน 700 ล้านบาท นำมาจากงบสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ปีงบประมาณ 2568 บางส่วน (งบประมาณรวม 5,000 ล้านบาท) เป็นค่าหนังสือเรียน
นโยบายด้านความมั่นคง
1. สร้างกำแพงกิโลเมตรละ 8.66 ล้านบาท (ชายแดนไทย-กัมพูชา มีความยาวประมาณ 798 กิโลเมตร)
ทั้งนี้ ชายแดนไทย-กัมพูชา มีความยาว 798 กิโลเมตร ข้อมูลจากสื่อมวลชนระบุว่า ค่าใช้จ่ายที่กองทัพจะสร้างรั้ว/กำแพงมีดังนี้
-
ค่าโครงสร้างรั้ว/กำแพง เป็นเงิน 7.36 ล้านบาทต่อกิโลเมตร
-
ถ้ารวมถนนลาดตระเวน/ตรวจการณ์จะเพิ่มอีก 1.3 ล้านบาทต่อกิโลเมตร ทำให้รวมราคาทั้งรั้ว/กำแพงและถนนลาดคตระเวน เป็นเงิน 8.66 ล้านบาทต่อกิโลเมตร
2. ทหารอาสา
-
จำนวน 100,000 คน
-
รายได้ 12,000 บาทต่อเดือน
-
ระยะเวลาประจำการ 4 ปี
-
ฝึกอาชีพ เรียนหนังสือ มีโควตาสอบเป็นนายสิบ
ที่มาของเงิน งบประมาณรายจ่ายประจำปี , ปรับลดงบทหารเกณฑ์ , ปรับโครงสร้างบุคลากรกระทรวงกลาโหม , เกลี่ยงบฝึกและโครงการที่ไม่ใช่ภารกิจหลัก
นโยบายด้านสาธารณสุข
1. พยาบาลอาสา ดูแลผู้สูงอายุ (1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา)
-
อัตราจ้าง 15,000 บาทต่อเดือน สัญญาจ้าง4ปี
-
75,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ
วงเงินที่ใช้และแหล่งที่มาของเงิน : วงเงินที่ใช้ 13,500 ล้านบาทต่อปี (1 คน ต่อ 1 หมู่บ้าน มีทั้งหมด 75,000 หมู่บ้าน อัตราจ้าง 15,000 บาทต่อเดือน สัญญาจ้าง 4 ปี) โดยใช้เงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 โดยเกลี่ยงบประมาณที่มีความซ้ำซ้อนและงบประมาณที่มีความจำเป็นน้อยมาใช้จ่าย
แหล่งที่มาของงบประมาณอื่น นอกจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีแล้ว อาจเกลี่ยมาจากงบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ งบกองทุนผู้สูงอายุ
นโยบายลดค่าครองชีพ
1. ค่าไฟฟ้า หน่วยละ 3 บาท (สำหรับ 200 ยูนิตแรก)
-
จำนวนครัวเรือนจากทั่วประเทศ 22 ล้านครัวเรือน
งบประมาณและความคุ้มค่า : 22 ล้านครัวเรือน ราคาไฟฟ้าเฉลี่ยหน่วยละ 4.20 บาท ราคาไฟฟ้าตามนโยบาย 3 บาท = รัฐชดเชยหน่วยละ 1.20 บาท (200 หน่วยx12 เดือน = 2,400 หน่วยต่อปี) เงินที่รัฐอุดหนุนต่อครัวเรือน ปีละ 2,880 บาท คิดเป็นงบประมาณ 63,360,000 บาทต่อปี
2. มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ผ่อนเดือนละ 300 บาท 60 งวด (5 ปี) สำหรับประชาชนผู้มีรายได้น้อย คิดเป็นเงิน 18,000 บาท รัฐอุดหนุน 32,000 บาท
-
นำร่อง 1 แสนคัน
วงเงินที่ใช้และแหล่งที่มา (วงเงิน 3,200 ล้านบาทต่อปี)
-
งบประมาณรายจ่ายประจำปี
-
กองทุนพลังงานและกองทุนสิ่งแวดล้อม จำนวน 1,000 ล้านบาท (งบสนับสนุนโครงการลดการใช้พลังงานฟอสซิลและก๊าซเรือนกระจก)
-
เงินทุนสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จำนวน 1,000 ล้านบาท
-
การร่วมลงทุนกับภาคเอกชน จำนวน 400 ล้านบาท
-
กลไกการเงินสีเขียว Green Finance จำนวน 800 ล้านบาท
-
ใช้ PPA (Power Purchase Agreement) ช่วยลดต้นทุน เช่น ค่าชาร์จไฟฟ้า
3. คนละครึ่งพลัส เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงต้นปี 2569 ให้ฟื้นตัว สรา้งความต่อเนื่องในการกระตุ้นเศรษฐกิจและลดรายจ่ายสำหรับผู้ซื้อ เพิ่มรายได้สำหรับผู้ขาย ช่วยให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกระจายทั่วประเทศ
วงเงินที่ใช้และแหล่งที่มาของเงิน : วงเงินที่ใช้จำนวน 44,000 ล้านบาท ครั้งเดียว (เฉพาะในส่วนของรัฐ) ใช้เงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 69 ทั้งนี้ ประชาชนร่วมจ่ายอีก 44,000 ล้านบาท รวมเป็น 88,000 ล้านบาท

@ เพื่อไทย ติดหล่ม จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
พรรคเพื่อไทย ส่งนโยบายให้กับ กกต. จำนวน 57 นโยบาย รวมวงเงินที่ใช้ 243,300 ล้านบาท ยกตัวอย่างบางนโยบาย ทั้งนี้ นโยบายของพรรคเพื่อไทย บอกเพียงหลักการกว้างๆ กับงบประมาณที่ต้องใช้ ไม่ระบุวิธีการ ดังนี้
นโยบายด้านศึกษาพัฒนาคุณภาพคน
1.นโยบายเรียนได้งบจบได้งาน วงเงินที่ต้องใช้ 5,000 ล้านบาทต่อปี
- เข้าถึงการเรียนรู้ได้ทุกช่วงอายุ โดยแพลตฟอร์มเป็นสื่อกลางอำนวยความสะดวก
- สร้างฐานข้อมูล Competency profile ขนาดใหญ่ เพื่อจับคู่การศึกษากับภาคแรงงาน
- ระบบจับคู่ทักษะ-งานแบบเรียลไทม์ ผ่าน Skill Matchin Platfome ทำให้ได้งานจริง
2.นโยบาย ODOS ต้องใช้งบประมาณ 2,500 ล้านบาทต่อปี
3.นโยบายอาชีวะสร้างชาติสู่อาชีวะสู่สากล ต้องใช้เงิน 200 ล้านบาทต่อปี
- ทำงานมีรายได้
- หลักสูตรตรงกับความต้องการตลาดแรงงาน
- มีระบบ Work-Study (เรียนควบทำงาน) พร้อมสัญญาฝึกงานที่ได้รับการคุ้มครองตามมาตรฐานกลางระดับชาติ
4.นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ (THACCA) ต้องใช้เงิน 5,000 ล้านบาท
นโยบายลดค่าครองชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตตามกลุ่มเป้าหมาย
1.บัญชีตั้งตัว เด็กแรกเกิด ต้องใช้เงิน 1,300 ล้านบาทต่อปี
2.หวยเกษียณ ต้องใช้เงิน 1,500 ล้านบาทต่อปี
3.บ้านเพื่อคนไทย ต้องใช้เงิน 2,000 ล้านบาท
4. หลักประกันความเสี่ยง อสม. และ ชรบ. ต้องใช้เงิน 1,000 ล้านบาทต่อปี
5.งดเว้นภาษีต่อทะเบียนรถจักรยานยนต์ สำหรับ Riders (ไม่ใช้งบประมาณ)
6. หลักประกันความเสี่ยงและความมั่นคงแรงงานแพลตฟอร์ม (Riders) ต้องใช้เงิน 1,000 บาทต่อปี
7. รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย/Feeder (ใช้บริหารทรัพย์สินของรัฐและเอกชนให้มีประสิทธิภาพ) และ รถเมล์ 10 บาทตลอดสาย (ใน 10 เส้นทางหลัก ใช้งบประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อปี)
นโยบายแก้หนี้สินและบรรเทาภาระ
1.ล้างหนี้ประชาชน ไม่ใช้งบประมาณ แต่ใช้การบริหารและลดเงินนำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF)
2. ล้างหนี้วัยเกษียณ ต้องใช้เงิน 4,000 ล้านบาท
3.พักหนี้เกษตรกร ต้องใช้เงิน 15,000 ล้านบาทต่อไปี
3.ผ่อนดี 1 ปี ฟรี 1 งวด ต้องใช้เงิน 30,000 ล้านบาท
4.ล้างหนี้นอกระบบ ต้องใช้เงิน 6,000 ล้านบาท
นโยบายสินค้าเกษตร
1. ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30 % ต้องใช้เงิน 31,000 ล้านบาทต่อปี
2. ปลูกป่าด้วยต้นยางพารา 1 ล้านไร่ ต้องใช้เงิน 1,000 ล้านบาทต่อปี
3.คูปองซื้อปุ๋ย-เมล็ดพันธุ์ ต้องใช้เงิน 10,000 ล้านบาทต่อปี
4. เพิ่มประโยชน์ชาวไร้อ้อย เพิ่มจากเดิม (70:30)
5. Cloud Kitchen : คนมีกิน เกษตรมีใช้
นโยบายพัฒนาทักษะ AI
1. AI For All ต้องใช้เงิน 4,000 ล้านบาทต่อปี
นโยบายส่งเสริม SMEs และสตาร์อัพ
1.e-commerce สัญชาติไทย ต้องใช้เงิน 2,000 ล้านบาท
2.รัฐเป็นลูกค้าของ SMEs
3. สถาบันค้ำประกันสินเชื่อ NacGA ต้องใช้เงิน 8,000 ล้านบาท
4. 1 อำเภอ 1 สตาร์ทอัพ ต้องใช้เงิน 500 ล้านบาท
นโยบายสิ่งแวดล้อม
1. พ.ร.บ.อากาศสะอาด
2. แผนรับมือโลกรวน (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)
นโยบายปฏิรูปกฎหมายและบริการภาครัฐ
1. พ.ร.บ. Universal Design ผลักกันกฎหมายให้การออกแบบถนน อาคาร คำนึงถึงทุกคน เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ เข้าถึงพื้นที่สาธารณะได้ง่ายมากขึ้น
2.บริการภาครัฐแพลตฟอร์มเดียว สร้างแพลตฟอร์ม One Stop Service บริการประชาชนในที่เดียว ต้องใช้เงิน 1,000 ล้านบาท
3. AI Government รัฐดิจิทัลอัจฉริยะ โปร่งใส ฉับไว ต้องใช้เงิน 100 ล้านบาท
4. ยกเครื่องท้องถิ่น
นโยบายปราบยาเสพติดและสแกมเมอร์
1.ปราบยาเสพติด (ต้องใช้เงิน 500 ล้านบาทต่อปี) -สแกมเมอร์ (ต้องใช้เงิน 200 ล้านบาทต่อปี) ไม่จบไม่เลิก
นโยบายด้านสาธารณสุข
1. 30 บาทรักษาทุกที่ ด้วย AI ต้องใช้เงิน 3,000 ล้านบาท
2. 30 บาทรักษาทุก (ข์) ใจ ต้องใช้เงิน 2,000 ล้านบาทต่อปี
นโยบายด้านพลังงานและค่าไฟฟ้า
1. ปลดล็อคพลังงานสะอาด สร้างอธิปไตยพลังงานด้วยแสงอาทิตย์ ต้องใช้เงิน 1,000 ล้านบาทต่อปี
2. ลดค่าไฟ ไม่เกิน 3.70 บาท

นโยบายจัดการน้ำ ระบบไม่ท่วม-ไม่แล้ง บริหารงบประมาณน้ำเดิมและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม 20,000 ล้านบาทต่อปี
นโยบายด้านประชาธิปไตย หรือ ‘จุดยืนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ’
1.จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม
2. ปฏิรูปองค์กรอิสระให้ยึดโยงประชาชน
3.นำระบบถอดถอนออกจากตำแหน่งมาใช้กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง องค์กรอิสระ โดยให้ประชาชนมีสิทธิเข้าชื่อถอดถอนได้
4. เงื่อนไขยุบพรรคให้มีเฉพาะกรณีล้มล้างการปกครองเท่านั้น
5.เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีความพร้อม/ตั้ง ‘สำนักงานคณะกรรมการท้องถิ่นแห่งชาติ’ มากำกับการปกครองส่วนท้องถิ่นแทนกระทรวงมหาดไทย
นโยบายการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันและรับสินบน อาทิ
1. ให้ข้าราชการ/เจ้าหน้าที่รัฐทุกคนต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตั้งแต่บรรจุเป็นข้าราชการ และยื่นทุก 5 ปี และกรณีเปลี่ยนตำแหน่ง
2. ปรับปรุงกฎหมายให้การอนุมัติในการจัดซื้อจัดจ้างต้องทำในรูปคณะกรรมการ (บอร์ด)
3. ห้ามไม่ให้ข้าราชการในหน่วยงานที่สำคัญของรัฐ ซึ่งเกษียณอายุราชการแล้วไปเป็นที่ปรึกษาหรือลูกจ้างในภาคเอกชน ซึ่งมีกิจการเกี่ยวข้องกันภายใน 5 ปี
4.โครงการที่มีมูลค่าตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ก่อนประกาศให้มีการจัดซื้อจัดจ้างให้เปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผ่านเว็บไซต์ของหน่วยงานก่อน
ทั้งหมด คือ นโยบายของพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยที่เขียนไว้ใน ‘กระดาษ’ - ก่อนรู้ผลเลือกตั้ง ส่วนใน ‘ทางปฏิบัติ’ จะ ‘ทำได้จริง’ หรือ ‘ทำได้แค่ฝัน’ 4 ปี หลังจากนี้ คือ คำตอบ...โดยมี ‘จุดยืน’ ที่เป็นนโยบายด้านการเมืองเป็น ‘จุดพลิก-จุดตัด’ ของ ‘รัฐบาลน้ำเงิน-แดง’
อ่านข่าวและรายงานที่เกี่ยวข้องประกอบ :
- 'เอกนิติ' หัวหน้าทีมเศรษฐกิจภูมิใจไทย เข็น 'ไทยแลนด์ 10 พลัส' ปั๊ม จีดีพี 3 +
- นพ.พรหมินทร์ : 2 ปีรบ.เพื่อไทย ไม่พ้นกับดักกม.-ขรก.ประจำ ‘แจกเงินหมื่น-คอมเพล็กซ์’ ไม่ฝืน

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา