
“…จากการจัดงานสโมสรสันนิบาตสมาชิกรัฐสภา ในวันที่ 28 มิถุนายน 2542 จึงเป็นที่มาของเงินกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาโดยมีรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย จำนวน 5,893,267.35 บาท โดยเปิดบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในนาม “กองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา” และนำเงินที่ได้รับจากการหักเงินประจำตำแหน่งของสมาชิกรัฐสภารายละ 500 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นการปฏิบัติ ตามข้อ 6 (3) แห่งระเบียบรัฐสภาว่า ด้วยกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2543 เข้ามาสมทบด้วย…”
การเปิดประเด็นของ ‘นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม’ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ในสภาผู้แทนราษฎร ใน ‘วันเลือกประธานสภา’ กลายเป็น Hot issue ฝากไปเป็นการบ้าน-เผือกร้อนไปถึง ‘ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติคนใหม่’
1 ใน 3 เรื่องที่ ‘หมอวรงค์’ โยนหินถามทาง ‘กลางสภา 499 คน’ ที่เป็น ‘ผู้มีส่วนได้เสีย’ คือ ‘กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา’
“ประเด็นที่สาม เรื่องของกองทุนบำนาญ สส. อยากฝากไปถึงท่านประธานสภาคนใหม่และประธานรัฐสภา ได้โปรดพิจารณา เพราะมันกินภาษีของพี่น้องประชาชน”หมอวรงค์ลุกขึ้นอภิปรายในสภาเมื่อวันที่ 15 มี.ค.2569
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ขอพาย้อนไปหาที่มา-ที่ไป และวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองทุน-โครงสร้างการบริหาร รวมถึงการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีสมทบเข้ากองทุน 10 ปีย้อนหลัง ตลอดจนสถานะทางการเงินของกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ซึ่งมี ‘รายจ่ายมากกว่ารายรับ’ หรือ อยู่ในสถานะ ‘ติดลบ’
@ ‘วันนอร์’ ผู้ก่อตั้ง หาทุน-สวัสดิการช่วยเหลืออดีตสมาชิกรัฐสภา
ที่มาของกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา
1. เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5ธันวาคม 2542 และในโอกาสครบรอบ 67 ปี รัฐสภาไทย อีกทั้งรัฐสภาเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ทางนิติบัญญัติ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จวบจนกระทั่งทุกวันนี้เป็นเวลายาวนาน และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยมีสมาชิกรัฐสภาได้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาปฏิบัติหน้าที่ในรัฐสภา เพื่อทำหน้าที่ตรากฎหมายควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและดูแลทุกข์สุขของประชาชน ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญ
แต่หลังจากที่สมาชิกรัฐสภาพ้นจากภาระหน้าที่ เป็นอดีตสมาชิกรัฐสภาไปแล้วได้มีสมาชิกรัฐสภาบางส่วนประสบปัญหาด้านต่าง ๆ ทำให้คณะกรรมการสโมสรรัฐสภาในขณะนั้น ซึ่งมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาและนายกสโมสรรัฐสภา ได้เล็งเห็นถึงสภาพปัญหาต่าง ๆ ของอดีตสมาชิกรัฐสภา
รัฐสภาได้จัดงานสโมสรสันนิบาตสมาชิกรัฐสภา ในวันที่ 28 มิถุนายน 2542 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมาร่วมถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นการพบปะสังสรรค์ระหว่างสมาชิกรัฐสภา อดีตสมาชิกรัฐสภา สมาชิกสโมสรรัฐสภา ข้าราชการฝ่ายรัฐสภา และเพื่อหาทุนจัดตั้งกองทุนสวัสดิการเพื่อช่วยเหลืออดีตสมาชิกรัฐสภา บุตร - ธิดา ซึ่งเป็นการช่วยเหลือเกื้อกูล และเป็นหลักประกันความมั่นคงให้กับสมาชิกรัฐสภา ซึ่งพ้นจากสมาชิกภาพไปแล้วแต่ประสบปัญหา
@ หักเงินประจำตำแหน่ง รายละ 500 บาท/เดือน
2. มีการจัดทำระเบียบรัฐสภาว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2543 โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการช่วยเหลือผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ในด้านการรักษาพยาบาล ด้านการศึกษาของบุตร ด้านการสงเคราะห์ครอบครัวกรณีผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาถึงแก่กรรมและด้านอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการในระเบียบรัฐสภาว่าด้วย กองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2543 อนุมัติ
3. จากการจัดงานสโมสรสันนิบาตสมาชิกรัฐสภา ในวันที่ 28 มิถุนายน 2542 จึงเป็นที่มาของเงินกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาโดยมีรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย จำนวน 5,893,267.35 บาท โดยเปิดบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในนาม “กองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา” และนำเงินที่ได้รับจากการหักเงินประจำตำแหน่งของสมาชิกรัฐสภารายละ 500 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นการปฏิบัติ ตามข้อ 6 (3) แห่งระเบียบรัฐสภาว่า ด้วยกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2543 เข้ามาสมทบด้วย
@ โครงสร้างบริหารกองทุนสงเคราะห์ฯ
4. การบริหารกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ประธานรัฐสภาโดยความเห็นชอบของสมาชิกรัฐสภา จึงกำหนดระเบียบว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา เรียกว่า “ระเบียบรัฐสภาว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2543” โดยระเบียบรัฐสภาว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2543 ข้อ 8 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา” ประกอบด้วย
ประธานรัฐสภา เป็นประธานกรรมการ รองประธานรัฐสภาเป็นรองประธานกรรมการ ประธานคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา และให้ประธานรัฐสภาแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนสี่คน สมาชิกวุฒิสภาจำนวนสามคน ผู้เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนหนึ่งคน และผู้เคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาจำนวนหนึ่งคนเป็นกรรมการ ให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เป็นกรรมการและเลขานุการ และเลขาธิการวุฒิสภาเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
เพื่อให้การบริหารกองทุนฯ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ระเบียบรัฐสภาว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2543 ข้อ 9 จึงได้กำหนดให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
1. กำหนดนโยบาย กำกับดูแลการบริหารกองทุน
2. กำหนดการจัดหาผลประโยชน์ของเงินกองทุน
3. ออกระเบียบเกี่ยวกับการเงิน การพัสดุ และการบริหารงานของกองทุน
4. อนุมัติการจ่ายเงินสงเคราะห์
5. อนุมัติงบประมาณการค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของกองทุน
6. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินการตามระเบียบนี้
7. พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาในการปฏิบัติงานตามระเบียบนี้
8. ปฏิบัติการอื่นใดตามระเบียบนี้ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งกองทุน

@ ยกชั้นจาก ระเบียบฯ เป็น พระราชบัญญัติ-เพิ่มสิทธิประโยชน์
5. มีการแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบรัฐสภาว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2543 ฉบับที่ 2 ในปี พ.ศ. 2546 และระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์ค่ารักษาพยาบาล และสงเคราะห์ครอบครัวกรณีผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาถึงแก่กรรม พ.ศ. 2544 มีการแก้ไขเพิ่มเติม ปรับปรุงเป็นฉบับที่ 2 ในปี พ.ศ. 2545 ฉบับที่ 3 ในปี พ.ศ. 2546 และฉบับที่ 4 ในปี พ.ศ. 2552 และระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาว่าด้วย การจ่ายเงินสงเคราะห์กรณีทุพพลภาพ พ.ศ. 2552 ซึ่งได้กำหนดวิธีปฏิบัติ จำนวนเงินสงเคราะห์ด้านต่าง ๆ ไว้เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานของคณะกรรมการกองทุนฯ
และสืบเนื่องจากอดีตสมาชิกรัฐสภาเป็นบุคคลที่ทำคุณงามความดีและเสียสละ เข้าทำงานให้แก่ประเทศชาติ แต่ปรากฏว่าการสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาในด้านการรักษาพยาบาล ความทุพพลภาพ การถึงแก่กรรม รวมทั้งการให้การศึกษาบุตรยังมีข้อจำกัดทั้งในด้านงบประมาณและการบริหารจัดการ ทำให้การสงเคราะห์ฯ ไม่เอื้อประโยชน์เท่าที่ควรคณะกรรมการกองทุนฯจึงได้มีการพิจารณาและผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. .... เป็นกฎหมาย
6. พระราชบัญญัติกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2556 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 22 พฤษภาคม 2556 ซึ่งมาตรา 8 กำหนดให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า คณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 12 (4) มาตรา 16 มาตรา 17 มาตรา 18 มาตรา 19 มาตรา 20 มาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2556
คณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาจึงได้วางระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาว่าด้วยการบริหารค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การรับเงิน การเก็บรักษาเงิน การอนุมัติการเบิกจ่ายเงิน การจ่ายเงิน การจัดหาผลประโยชน์ และการจ่ายเงินช่วยเหลือกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2556 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2556 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 120 ตอนพิเศษ 120 ง วันที่ 17 กันยายน 2556 ระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ ที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 มีผลบังคับใช้ 1 มีนาคม 2558 และระเบียบคณะกรรมการกองทุน ที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560 มีผลบังคับใช้ 10 สิงหาคม 2560 ระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ ที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2567 มีผลบังคับใช้ 1 ตุลาคม 2567 และระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ ที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2567 มีผลบังคับใช้ 10 ธันวาคม 2567
ปี 2567 คณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นประธานกรรมการ ได้มีการปรับแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ จำนวน 2 ฉบับ ประกอบด้วย
-ระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ ที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2567 มีผลบังคับใช้ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป โดยระเบียบดังกล่าวเป็นการปรับแก้ไขเพิ่มเติมสิทธิประโยชน์ในการจ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพ การจ่ายเงินช่วยเหลือในการรักษาพยาบาลและการจ่ายเงินช่วยเหลือกรณีถึงแก่กรรม
-ระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ ที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2567 มีผลบังคับใช้ 10 ธันวาคม 2567 ระเบียบดังกล่าวเป็นการเพิ่มอัตราการจ่ายเงินช่วยเหลือกรณีทุพพลภาพจากเดิมรายละ 5,000 บาท ต่อเดือน ปรับเพิ่มเป็นรายละ 15,000 บาทต่อเดือน
วัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนและใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ประกอบด้วย 1. การจ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพ 2. การจ่ายเงินช่วยเหลือในการรักษาพยาบาล 3. การจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีทุพพลภาพ 4. การจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีถึงแก่กรรม 5. การจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีการให้การศึกษาบุตร และ 6. สวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด
กองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้ 1. เงินทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้ 2. เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 3. เงินที่สมาชิกรัฐสภาส่งเข้ากองทุนในอัตราที่คณะกรรมการกำหนด 4. เงินที่โอนมาจากกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาตามระเบียบรัฐสภาว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2543 5. เงินและทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุน 6. เงินหรือทรัพย์สินที่ได้จากการบริจาค 7. ดอกผลของเงินกองทุน ทั้งนี้ รายได้ของกองทุนไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน
@ สถานะการเงิน ปี 69 ติดลบ 338 ล้าน
จากเอกสารงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 รายการเงินทุนหมุนเวียน พบว่า ‘สถานะการเงิน’ เงินสดคงเหลือ ‘ติดลบ’ 338 ล้านบาท เนื่องจากมีรายรับน้อยกว่ารายจ่าย โดยมีรายรับดังนี้
1.เงินสดคงเหลือต้นงวด
-
ปี 67 จำนวน 30.2 ล้านบาท
-
ปี68 จำนวน 7.1 ล้านบาท
-
ปี69 จำนวน -338.0402 ล้านบาท
2. รายรับ-รายจ่าย
รายรับ
-
ปี 67 จำนวน 211.2 ล้านบาท
-
ปี 68 จำนวน 249.5 ล้านบาท
-
ปี 69 จำนวน 449.6 ล้านบาท
รายจ่าย
-
ปี 67 จำนวน 234.3 ล้านบาท
-
ปี 68 จำนวน 594.7 ล้านบาท
-
ปี 69 จำนวน 594.7 ล้านบาท

ที่มา : เอกสารงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569
@ งบกองทุนฯ 10 ปีย้อนหลัง-เพิ่มขึ้นทุกปี
ขณะที่การจัดสรรงบประมาณตั้งแต่ปี 2557-2569 ‘เพิ่มขึ้นทุกปี’ รวมทั้งสิ้น 3,633.9 ล้านบาท แบ่งออกเป็น เงินงบประมาณ 3,407 ล้านบาท และเงินนอกงบประมาณ 226.9 ล้านบาท โดยแบ่งออกเป็นรายปีงบประมาณโดยสังเขป 10 ปี ย้อนหลัง ได้ดังนี้ (อ้างอิงข้อมูลจาก เว็บไซต์สำนักงบประมาณ เอกสารงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยสังเขป)
ปี 69 จำนวน 420.2 ล้านบาท
ปี 68 จำนวน 220.2 ล้านบาท
ปี 67 จำนวน 180 ล้านบาท
ปี 66 จำนวน 157 ล้านบาท
ปี 65 จำนวน 160 ล้านบาท
ปี 64 จำนวน 194.3 ล้านบาท
ปี 63 จำนวน 202.6 ล้านบาท
ปี 62 จำนวน 277.9 ล้านบาท
ปี 61 จำนวน 288.4 ล้านบาท
ปี 60 จำนวน 340.5 ล้านบาท
ปี 59 จำนวน 317.2 ล้านบาท

ที่มา : เอกสารงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569
@ เปิด 5 สิทธิประโยชน์
ขณะที่ ‘สิทธิประโยชน์’ ที่สมาชิกรัฐสภาจะได้รับ มีการ ‘ปรับเพิ่ม’ ตามสภาพปัญหาที่คณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาเห็นชอบ ขณะเดียวกันก็ส่งผลทำให้เพิ่มงบประมาณเป็นมากขึ้นตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาทิ เมื่อวันที่ 26 ม.ค.2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ ระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ว่าด้วยการบริหาร ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การรับเงิน การเก็บรักษาเงิน การอนุมัติการเบิกจ่ายเงิน การจ่ายเงิน การจัดหาผลประโยชน์และการจ่ายเงินช่วยเหลือกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2569 เป็นการแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2567 เรื่องนิยาม ‘การรักษาพยาบาล’ เพิ่ม ‘ทันตกรรมรากฟันเทียม’
อ่านประกาศฉบับเต็ม : https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/102343.pdf
เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.2567 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ ระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ว่าด้วยการบริหาร ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การรับเงิน การเก็บรักษาเงิน การอนุมัติการเบิกจ่ายเงิน การจ่ายเงิน การจัดหาผลประโยชน์และการจ่ายเงินช่วยเหลือกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2567 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2556 การจ่ายเงินช่วยเหลือกรณีทุพพลภาพให้แก่ผู้มีสิทธิ (ตามข้อ 34) ให้พิจารณาอนุมัติจ่ายเงินรายละ 15,000 บาทต่อเดือน (เดิมรายละ 5,000 บาทต่อเดือน)
อ่านประกาศฉบับเต็ม : https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/52677.pdf
ทั้งนี้ 5 สิทธิประโยชน์กองทุนฯที่ อดีตสมาชิกรัฐสภา จะได้รับ เมื่อ สมาชิกสิ้นสุดลง ประกอบด้วย (อ้างอิงข้อมูลจาก เพจ PRT : คลังสารสนเทศรัฐสภา)
1.จ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพ (สองเท่าของเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ)
-
ตั้งแต่ 1 เดือน แต่ไม่ถึง 48 เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพในอัตราเดือนละ 9,000 บาท
-
ตั้งแต่ 48 เดือน แต่ไม่ถึง 96 เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพในอัตราเดือนละ 12,000 บาท
-
ตั้งแต่ 96 เดือน แต่ไม่ถึง 144 เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพในอัตราเดือนละ 14,300 บาท
-
ตั้งแต่ 144 เดือน แต่ไม่ถึง 192 เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพในอัตราเดือนละ 17,800 บาท
-
ตั้งแต่ 192 เดือน แต่ไม่ถึง 240 เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพในอัตราเดือนละ 21,400 บาท
-
ตั้งแต่ 240 เดือน แต่ไม่ถึง 288 เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพในอัตราเดือนละ 28,500 บาท
-
ตั้งแต่ 288 เดือนขึ้นไป ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพในอัตราเดือนละ 35,600 บาท
อ่านประกาศฉบับเต็ม : https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/2034383.pdf
2.จ่ายเงินช่วยเหลือในการรักษาพยาบาล (ไม่เกิน 130,000 บาทต่อปี)
3.จ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีทุพพลภาพ (15,000 บาทต่อเดือน)
4.จ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีถึงแก่กรรม (ไม่เกิน 200,000 บาท)
5.จ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีการให้การศึกษาบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย จำนวน 2 คน ไม่รวมบุตรบุญธรรม (ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จนถึงระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า)

ทั้งหมดเป็น 'จุดเริ่มต้น' และพัฒนาการของการจัดตั้งกองทุนฯ จากการ 'หาทุน' เพื่อช่วยเหลือ 'อดีตสส.-อดีตสว.' ที่ประสบ 'ปัญหา-มรสุมชีวิต' ภายหลังพ้นจากตำแหน่ง 'ผู้ทรงเกียรติ' โดยการสมทบเข้ากองทุนฯรายละ 500 บาท ในระหว่างดำรงตำแหน่ง สส. (ปัจจุบัน สส.สมทบรายละ 3,500 บาท) เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี-มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีกับการมาเป็น 'ผู้แทนราษฎร'
บางวาระได้เห็น-ได้ยินอัตชีวประวัติของ 'นักการเมือง' บอกเล่าถึงเรื่องราว 'ภารกิจช่วยชาติ' ต้องเสียสละเวลาอันมีค่า-อาชีพและการงาน ที่ได้รับ 'ผลตอบแทนสูง' ในบริษัท-ห้างร้าน ระดับ 'บิ๊กคอร์ป' ต้องทิ้งค่าตอบแทน 'หลักล้าน' มากินเงินเดือน-เงินประจำตำแหน่ง 'หลักแสนบาท'
สู่ 'เงินอุดหนุน' ถ้วนหน้า จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี
ปัญหาอยู่ที่ว่า ได้ทำหน้าที่เป็น 'ตัวแทนประชาชน' ได้อย่าง 'สมศักดิ์ศรี' เป็นปาก-เป็นเสียงให้กับประชาชน - คุ้มค่ากับเงินภาษีทุกบาทของประชาชนหรือไม่
ฤาเพียงทำหน้าที่ในสภาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพวกพ้อง-นายทุน-เจ้าของพรรค!!!
ที่มาข้อมูลอ้างอิงจาก : เว็บไซต์สำนักงบประมาณ/คู่มือแนวทางกองทุนฯ ประจำปี 2567 ของสำนักบริหารงานกลาง สำนักการคลังและงบประมาณ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา