“…เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาคอาเซียน ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 5 ซึ่งรองจากประเทศสิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย และเวียดนาม ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นความสามารถของภาครัฐลดลงในการควบคุมไม่ให้มีการใช้อำนาจรัฐเพื่อสร้างผลประโยชน์ส่วนตัวผ่านการทุจริตและประพฤติมิชอบ…”
....................................
ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 17 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุม ครม. มีมติรับทราบสรุปผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปี 2568 ตามที่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เสนอ
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) จึงนำเสนอสรุปสาระสำคัญเกี่ยวกับผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปี 2568 ทั้ง 6 ด้าน ได้แก่ ยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง ,ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ,ยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์
ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ,ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ ดังนี้
@อิทธิพลทหารไทย‘ดีขึ้น’-จับตาขัดแย้ง‘ภูมิรัฐศาสตร์’ขยายตัว
ยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง
เป้าหมายที่ 1 : ประชาชนอยู่ดี กินดี และมีความสุข
ดัชนีความสุขโลก เป็น “การประเมินชีวิต” (Life Evaluation) ประกอบด้วย 6 ปัจจัย ได้แก่ (1) การสนับสนุนทางสังคม (2) อายุขัยเฉลี่ย (3) เสรีภาพในการเลือกในชีวิต (4) ความเอื้ออาทร (5) ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว (GDP Per Capita) และ (6) การรับรู้การทุจริต จัดทำโดยองค์การสหประชาชาติ
สถานการณ์ พ.ศ.2568 (ข้อมูล พ.ศ.2568) พบว่า ประเทศไทยมีอันดับและคะแนนดีขึ้นจากปีก่อนหน้า ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 49 จาก 147 ของโลก และมีค่าคะแนน 6.222 คะแนน
โดยจากรายงานในปี 2568 มีสาระสำคัญมุ่งเน้นที่่ผลกระทบของ “การดููแลและการแบ่งปัน” (Caring and Sharing)” ทั้งผู้ที่ให้และผู้ที่ได้รับ รวมถึงให้ความสำคัญกับพฤติกรรมเชิงสังคม (Prosocial Behavior) การกระทำที่มีน้ำและการให้มีความสัมพันธ์ และมักเป็นสาเหตุุโดยตรงที่ทำให้ความเป็นอยู่ของผู้ให้เพิ่มขึ้นทั่วโลก
ในความโดดเด่นของประเทศไทย ติดอันดับสูงมากในด้านการบริจาคเงิน โดยอยู่ในอันดับที่่ 8 ของโลก ซึ่งหมายความว่าคนในประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะบริจาคเงินเพื่อการกุศลบ่อยครั้ง (เมื่อเทียบกับการเป็นอาสาสมัคร อันดับ 81 หรือการช่วยเหลือคนแปลกหน้า อันดับ 87)
เนื่องจากการบริจาคเงินมีผลกระทบต่อความสุขส่วนบุคคลมากกว่าการเป็นอาสาสมัครหรือการช่วยเหลือคนแปลกหน้า สะท้อนถึงการมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ส่งผลเชิงบวกต่อความผาสุกโดยรวม จึงส่งผลให้ประเทศไทยมีอันดับและคะแนนที่ดีขึ้น
เป้าหมายที่ 2 : บ้านเมืองมีความมั่นคงในทุกมิติและทุกระดับ
ดัชนีสันติภาพโลก และดัชนีการก่อการร้ายโลก จัดทำโดยองค์การสหประชาชาติ โดยดัชนีสันติภาพโลก ประกอบด้วย 3 ปัจจัย ได้แก่
(1) ปัญหาความขัดแย้งที่ทั้งในและภายนอกประเทศ (Ongoing Domestic and International Conflict) (2) ระดับความปลอดภัยและความมั่นคงของสังคม (Level of Societal Safety and Security) และ (3) อิทธิพลทางทหาร (Militarization) สถานการณ์ พ.ศ.2568 (ข้อมูล พ.ศ.2568) พบว่า อันดับและคะแนนโดยรวมแย่ลงเล็กน้อย ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 86 จาก 163 ประเทศ
ในขณะเดียวกัน ข้อมูลจากดัชนีการก่อการร้ายโลก ที่วัดผลกระทบจากเหตุการณ์ก่อการร้ายโดยเฉพาะ (จำนวนเหตุุการณ์, เสียชีวิต, บาดเจ็บ, ตัวประกัน) สถานการณ์ พ.ศ.2568 (ข้อมูล พ.ศ.2568) พบว่า ประเทศไทยถููกจัดอยู่ในอันดับที่ 28 จาก 163 ประเทศ
อย่างไรก็ดี ภาพรวมพัฒนาการของประเทศไทยมีแนวโน้มการลดลงของความสูญเสียจากการก่อการร้ายในระยะยาว โดยเฉพาะจำนวนผู้เสียชีวิตจากการก่อการร้ายลดลงเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับทศวรรษก่อนหน้า และลักษณะของความขัดแย้งภายในประเทศยังเป็นแบบจำกัดเขต โดยไม่มีปัจจัยแทรกแซงจากภายนอกหรืออาวุธหนักที่จะทำให้สถานการณ์บานปลายกลายเป็นสงครามขนาดใหญ่
เป้าหมายที่ 3 : กองทัพ หน่วยงานด้านความมั่นคง ภาครัฐ ภาคเอกชน
คะแนนของปัจจัยอิทธิพลทางทหาร ภายใต้ดัชนีสันติภาพโลก จัดทำโดยสถาบันเศรษฐศาสตร์ และสันติภาพ สถานการณ์ พ.ศ.2568 (ข้อมูล พ.ศ.2568) พบว่า คะแนนปัจจัยอิทธิพลทางทหารของประเทศไทยอยู่ที่ 1.661 ปรับเพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มี 1.435 คะแนน
ส่งผลให้ภาพรวมด้านอิทธิพลทางทหารของประเทศไทยในปี 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีผลมาจากการเพิ่มขึ้นของปัจจัยที่สำคัญ อาทิ สัดส่วนรายจ่ายทางทหารต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศและต่อรายจ่ายภาครัฐ จำนวนกำลังพลทหาร และระดับการครอบครอง หรือการนำเข้าอาวุธหลัก
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าคะแนนปัจจัยอิทธิพลทางทหารของประเทศไทยในปี 2568 จะปรับเพิ่มขึ้น แต่ยังต่ำกว่าหากเทียบกับค่าเฉลี่ยระดับโลก
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ขยายตัวในหลายภูมิภาค ควบคู่กับการเพิ่มบทบาทของผู้นำทางการเมืองฝ่ายขวาที่เน้นการใช้กำลังทางทหารเป็นเครื่องมือหลัก ส่งผลให้สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงโลก มีแนวโน้มเปราะบางมากยิ่งขึ้น
ในขณะเดียวกัน ดัชนีรัฐเปราะบาง จัดทำโดยกองทุนเพื่อสันติภาพ ซึ่งวัดเสถียรภาพของประเทศทั่วโลก โดยพิจารณาจาก 4 มิติหลัก ได้แก่ ความสามัคคี เศรษฐกิจ การเมือง และสังคม เพื่อสะท้อนความเสี่ยงต่อความขัดแย้งในแต่ละประเทศ
สถานการณ์ พ.ศ.2568 (ข้อมูลปี พ.ศ.2567) พบว่า ประเทศไทยถูกปรับลดลง 4 อันดับ อยู่ที่อันดับ 95 จาก 179 ประเทศ แต่คะแนนรวมอยู่ที่ 66.2 ซึ่งปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นว่าระดับความเปราะบางของประเทศในภาพรวมมีแนวโน้มดีขึ้น แม้สถานะเชิงเปรียบเทียบกับประเทศอื่นยังคงอยู่ในกลุ่มเตือนภัยระดับสูง
โดยมิติด้านการเมืองยังเป็นประเด็นท้าทายสำคัญจากความเปราะบางของระบบการเมือง ขณะที่มิติด้านเศรษฐกิจยังมีพื้นฐานค่อนข้างเข้มแข็ง และมิติด้านสังคมยังมีเอกภาพในการกำหนดนโยบายสูง อย่างไรก็ดี การเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วเป็นความท้าทายต่อความยั่งยืนด้านการคลังและระบบสาธารณสุขในระยะต่อไป
เป้าหมายที่ 4 : ประเทศไทยมีบทบาทด้านความมั่นคงเป็นที่ชื่นชมและได้รับการยอมรับโดยประชาคมระหว่างประเทศ
จากสถานการณ์ พ.ศ.2568 พบว่า ประเทศไทยยังคงสามารถรักษาสมดุลในการดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจ ประเทศที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ และประเทศในภูมิภาค ได้อย่างเหมาะสมและยืดหยุ่น ท่ามกลางบริบทความผันผวนของสถานการณ์ระหว่างประเทศ
ควบคู่กับการดำรงบทบาทในฐานะสมาชิกของประชาคมโลกที่มีความรับผิดชอบ และมีส่วนร่วมในการส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพในระดับภูมิภาคและระดับโลก
ทั้งนี้ ประเทศไทยได้แสดงบทบาทเชิงรุกในการเสริมสร้างความมั่นคงและความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง อาทิ การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำ BIMSTEC ครั้งที่ 6 และการผลักดันเอกสารผลลัพธ์สำคัญที่ได้รับการยอมรับร่วมกันน ซึ่งสะท้อนบทบาทนำของไทยในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านความมั่นคงและการพัฒนาในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นต้น
เป้าหมายที่ 5 : การบริหารจัดการความมั่นคง มีผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมอย่างมีประสิทธิภาพ
ดัชนีประชาธิปไตย (Democracy Index 2024) เป็นเครื่องมือที่ใช้วัดและประเมินประชาธิปไตยใน 165 รัฐอิสระ และ 2 ดินแดนทั่วโลก ซึ่งเป็นพื้นฐานของความมั่นคงในมิติต่างๆ จัดทำโดย Economist Intelligence Unit (EIU) (ข้อมูล พ.ศ. 2567) พบว่า ประเทศไทยยังคงอยู่ในอันดับที่ 63 หรือ 6.27 คะแนน
เป็นผลให้ยังคงอยู่ในกลุ่มประเทศประชาธิปไตยที่มีข้อบกพร่อง ซึ่งคะแนนลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้าที่ 6.35 คะแนน แต่อันดับยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม คะแนนของประเทศไทยยังสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยจากทั่วโลกที่มีค่า 5.17 คะแนน และสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียและออสเตรเลียที่มี 5.31 คะแนน
นอกจากนี้ หากพิจารณาการประเมินจาก 5 หมวดหลัก พบว่า ปัจจัยย่อยการมีส่วนร่วมทางการเมืองยังคงเป็นจุดแข็งที่มีคะแนนสูงสุด ในขณะที่ปัจจัยย่อยการทำงานของรัฐบาลมีคะแนนต่ำที่สุด
ในขณะที่ดัชนีความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Global Cybersecurity Index) ซึ่งเป็นเครื่องมือในการวัดประสิทธิภาพของการพัฒนาการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของ 194 ประเทศสมาชิกทั่วโลก ซึ่งจัดทำทุก 4 ปีโดยสหภาพโทรคมนาคมสากล (International Telecommunication Union)
(ข้อมูล พ.ศ. 2567) พบว่า ประเทศไทยถกจัดอันดับอยูใน Tier 1 โดยมีค่าคะแมนรวม 99.22 ซึ่งถือเป็นกลุ่มประเทศต้นแบบการพัฒนาที่มีคะแนนอยู่ในช่วง 95-100 โดยประเทศที่ถูกจัดอันดับใน Tier 1 มีจำนวนทั้งสิ้น 46 ประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย สาธารณรัฐเกาหลี สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา บราชิล
@‘ภาคผลิตไทย’มีปัญหาโครงสร้าง-รายจ่าย‘R&D’0.94% ต่อจีดีพี
ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน
เป้าหมายที่ 1 : ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เศรษฐกิจเติบโตอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน
สะท้อนจาก 2 ตัวชี้วัด ดังนี้้
1) รายได้ประชาชาติ การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ และการกระจายรายได้
1.1) รายได้ประชาชาติ (Gross National Income: GNI) จัดทำโดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
สถานการณ์ พ.ศ.2568 (ข้อมูล พ.ศ.2566) พบว่า มีมูลค่า ณ ราคาประจำปี 17,505,174 ล้านบาท เทียบเท่าอัตราการขยายตัว ณ ราคาที่แท้จริง ร้อยละ 4.0 ลดลงจากปีก่อนหน้า (ข้อมูล พ.ศ. 2565) มีมูลค่า 16,824,279 ล้านบาท เทียบเท่าอัตราการขยายตัวร้อยละ 7.7 สะท้อนให้เห็นสถานการณ์การพัฒนาแย่ลง ร้อยละ 48.05
1.2) การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) จัดทำโดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
สถานการณ์ พ.ศ.2568 (ข้อมูล พ.ศ.2567) พบว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ มีมูลค่า ณ ราคาประจำปี 18,582,671 ล้านบาท เทียบเท่าอัตราขยายตัว ณ ราคาที่แท้จริง ร้อยละ 2.5 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า (ข้อมูล พ.ศ.2566) ที่มีมูลค่า 17,954,668 ล้านบาท เทียบเท่าอัตรา ขยายตัวร้อยละ 2.0 สะท้อนสถานการณ์การพัฒนาที่ดีขึ้น ร้อยละ 25 โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากสาขาการผลิตเกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยวที่ยังขยายตัวในเกณฑ์ดี
อย่างไรก็ตาม แม้มูลค่าการส่งออกจะขยายตัว แต่การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมยังคงหดตัวต่อเนื่อง เป็นสัญญาณว่าไทยผลิตเพื่อส่งออกน้อยลงและพึ่งพาต่างประเทศมากขึ้น สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคการผลิตที่ขาดการพัฒนาและเพิ่มมูลค่าสินค้าในประเทศเพื่อส่งออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1.3) การกระจายรายได้ พิจารณาจากผลิตภัณฑ์จังหวัดต่อหัวของประชากร (GPP per Capita) จัดทำโดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
สถานการณ์ พ.ศ.2568 (ข้อมูล พ.ศ.2566) พบว่า จังหวัดที่มีมูลค่าสูงสุด 10 อันดับแรกส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออก กรุงเทพฯ และปริมณฑล และภาคกลาง ซึ่งมีสัดส่วนการผลิตสำคัญจากสาขานอกภาคเกษตรกรรมเป็นหลัก โดยเฉพาะสาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม โดยระยองมีผลิตภัณฑ์จังหวัดต่อหัวสูงสุด 942,205 บาท/คน/ปี
ขณะที่จังหวัดที่มีมูลค่าต่ำสุด 10 อันดับ ส่วนใหญ่พึ่งพาภาคเกษตรเป็นหลัก ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจน้อยกว่าการผลิตสาขานอกภาคเกษตร ส่งผลให้ขนาดเศรษฐกิจโดยรวมมีระดับต่ำ โดยนราธิวาสมีผลิตภัณฑ์จังหวัดต่อหัวต่ำสุด 64,005 บาท/คน/ปี
ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์จังหวัดต่อหัวระหว่างจังหวัดที่มีมูลค่าสูงสุดกับต่ำสุด พบว่า มีความแตกต่างกันถึง 14.7 เท่า ลดลงจากปีก่อนหน้า (ข้อมูล พ.ศ.2565) ที่แตกต่างกัน 16.3 เท่า สะท้อนให้เห็นสถานการณ์การพัฒนาดีขึ้น คิดเป็นร้อยละ 9.82
2) ผลิตภาพการผลิตรวมของประเทศ ทั้งในปัจจัยการผลิตและแรงงาน
2.1) ผลิตภาพการผลิตรวม (Total Factor Productivity: TFP) พิจารณาจากรายงานสต็อกทุนของประเทศไทย จัดทำโดยสำนักงานสภาพัฒนากาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
สถานการณ์ พ.ศ.2568 (ข้อมูล พ.ศ.2567) พบว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 2.54 โดยมีแหล่งที่มาของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (source of growth) จากปัจจัยการผลิตหลัก ได้แก่ ผลิตภาพการผลิตรวม (TFP) ร้อยละ 2.13 ปัจจัยทุนร้อยละ 0.26 และปัจจัยแรงงานร้อยละ 0.16
แสดงให้เห็นว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยโดยรวม ได้รับแรงขับเคลื่อนจากการเพิ่มขึ้นของปัจจัยผลิตภาพการผลิตรวม (TFP) ทั้งนี้ ผลิตภาพการผลิตรวม (TFP) ได้เพิ่มจากปีก่อนหน้า (ข้อมูล พ.ศ.2566) ที่มีค่าร้อยละ 1.04 สะท้อนให้เห็นสถานการณ์การพัฒนาที่ดีขึ้นร้อยละ 104.81
นอกจากนี้ หากพิจารณาผลิตภาพการผลิตรวม (TFP) รายสาขาการผลิต พบว่าในปี 2568 (ข้อมูล พ.ศ.2567) ภาคบริการเป็นสาขาการผลิตที่มีอัตราการขยายตัวสูงสุดที่ร้อยละ 3.07 เร่งขึ้นจากปี 2567 (ข้อมูล พ.ศ.2566) ที่มีการขยายตัว ร้อยละ 2.63
เช่นเดียวกับภาคอุตสาหกรรมมีอัตราการขยายตัวร้อยละ 0.38 ปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อนหน้าที่หดตัวร้อยละ 3.11 ขณะที่ภาคเกษตรกรรมมีการหดตัวลงเล็กน้อยร้อยละ 0.98 ซึ่งลดลงจากปีก่อนหน้าที่มีการขยายตัวร้อยละ 1.07
2.2) ผลิตภาพแรงงาน พิจารณาจากรายงานภาวะสังคมไทย จัดทำโดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
สถานการณ์ พ.ศ.2568 (ข้อมูล พ.ศ.2567) พบว่า มีผลิตภาพแรงงานอยู่ที่ 280,804 บาท/คน/ปี เทียบเท่าอัตราการขยายตัวร้อยละ 3.03 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า (ข้อมูล พ.ศ.2566) ที่ขยายตัวร้อยละ 0.12 สะท้อนให้เห็นสถานการณ์การพัฒนาดีขึ้นร้อยละ 2,425 อันเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างแรงงานที่ปรับเพิ่มขึ้น ทั้งภาพรวมและภาคเอกชน รวมถึงมีชั่วโมงการทำงานล่วงเวลาที่เพิ่มขึ้นจากผู้มีงานทำ
นอกจากนี้ ยังมีการขยายตัวของการจ้างงานในสาขานอกภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะสาขาโรงแรม/ภัตตาคาร ย กเว้นสาขาการค้าส่ง/ค้าปลีก ที่ยังหดตัว และภาคเกษตรกรรมที่มีการจ้างงานลดลงอย่างต่อเนื่อง
เป้าหมายที่ 2 : ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น
สะท้อนจาก 2 ตัวชี้วัด ดังนี้
1) การลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนา พิจารณาจากรายงานดัชนีวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศไทย จัดทำโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ
สถานการณ์ พ.ศ.2568 (ข้อมูล พ.ศ.2566) พบว่า มีค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา รวมทั้งสิ้น 168,106 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาในภาคเอกชน 112,126 ล้านบาท และภาคอื่นๆ (ภาครัฐบาล อุดมศึกษา รัฐวิสาหกิจ และเอกชนไม่ค้ากำไร) 55,980 ล้านบาท
ทั้งนี้ สัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GERD/GDP) คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.94 ซึ่งลดลงจากปีก่อนหน้า พ.ศ.2567 (ข้อมูล พ.ศ.2565) ที่มีสัดส่วนร้อยละ 1.16 สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาที่แย่ลง ร้อยละ 18.97
2) ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย พิจารณาจากอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จัดทำโดยสถาบันการจัดการนานาชาติิ (International Institute for Management Development: IMD)
(ข้อมูล พ.ศ.2568) พบว่า ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยยังคงอยู่ในระดับปานกลาง โดยอยู่ในอันดับที่ 30 จากทั้งหมด 69 ประเทศ มีคะแนนสุุทธิ 71.3 คะแนน ปรับตัวแย่ลงจากปีก่อนหน้า (ข้อมูล พ.ศ.2567) อยู่อันดับที่ 25 จาก 67 ประเทศ มีคะแนนสุทธิ 72.5 คะแนน สะท้อนให้เห็นสถานการณ์การพัฒนาของอันดับที่แย่ลง ร้อยละ 20 และคะแนนลดลงร้อยละ 1.66
@วัยทำงานอายุุ 25-40 ปี คะแนน‘วินัยรับผิดชอบ-ความสุจริต’ต่ำ
ยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์
เป้าหมายที่ 1 : คนไทยเป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ พร้อมสำหรับวิถีชีวิตในศตวรรษที่ 21
สะท้อนจาก 2 ตัวชี้้วัด ดังนี้้
1) การพัฒนาคุณภาพชีวิต สุขภาวะ และความเป็นอยู่ที่ดีของคนไทย พิจารณาจาก 5 ตัวชี้วัด ได้แก่
1.1) ดัชนีชี้วัดคุณธรรม พิจารณาจากผลสำรวจสถานการณ์คุณธรรมของคนไทย ที่เป็นการจัดเก็บดัชนีชี้วัดคุณธรรม ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ ความพอเพียง วินัยรับผิดชอบ กตัญญู สุจริต และจิตสาธารณะ จัดทำโดยศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน)
(ข้อมูล พ.ศ.2568) พบว่า มีคะแนนเฉลี่ยในภาพรวมอยู่ที่ 4.36 คะแนน (ระดับพอใช้) เพิ่มขึ้นจาก 4.32 คะแนน ในปีก่อนหน้า พ.ศ.2567 ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.93 และเมื่อจำแนกข้อมูลตามช่วงวัย พบประเด็นที่่น่าสนใจ ดังนี้้
(1) กลุ่มผู้มีอายุุ 41 ปีขึ้นไป เป็นกลุ่มที่มีพัฒนาการเชิงบวกสูงสุด โดยมีคะแนนเฉลี่ยรวม ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 4.44 คะแนน (ระดับพอใช้) ซึ่งเป็นการยกระดับด้านคุณธรรมขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับปี 2567 (ระดับน้อย)
(2) กลุ่มเยาวชน (อายุุ 13-24 ปี) มีคะแนนเฉลี่ยรวม 4.43 คะแนน โดยมีความโดดเด่นสูงสุดในด้านความกตัญญูู แต่ยังมีจุดอ่อน ที่ต้องระมัดระวังในด้านความสุจริตและความพอเพียง และ
3) กลุ่มวัยทำงาน (อายุุ 25-40 ปี) เป็นกลุ่มเป้าหมายที่่น่ากังวลที่สุด และควรได้รับการเร่งแก้ไข เนื่องจากมีคะแนนเฉลี่ยภาพรวมต่ำที่สุดเพียง 4.21 คะแนน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านวินัยรับผิดชอบและความสุจริต ซึ่งถือเป็นคะแนนที่ต่ำอย่างมีนัยสำคัญ
ในภาพรวมสังคมไทยในปี 2568 ยังคงรักษาค่านิยมด้านความกตัญญูไว้อย่างต่อเนื่องในทุกช่วงวัย (ระดับพอใช้) แม้จะมีค่าคะแนนลดลงเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายหลักของประเทศยังคงเป็นเรื่องการปลูกฝังความพอเพียงและวินัย ความรับผิดชอบ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยแรงงาน เพื่อยกระดับดัชนีคุณธรรมของประเทศให้ก้าวพ้นจากระดับพอใช้ไปสู่ระดับที่ดีขึ้นในอนาคต
1.2) อัตราการตายด้วย 4 โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Noncommunicable Diseases: NCDs) ต่อประชากร 100,000 คน ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดสมอง ตามข้อมูลสถิติการตาย/ป่วยโรคไม่ติดต่อ จัดทำโดยกรมควบคุมโรค
สถานการณ์์ พ.ศ.2568 (ข้อมูล พ.ศ.2566) พบว่า มีอัตราการตายด้วย 4 โรค NCDs อยู่ที่ 127.34 คนต่อประชากรแสนคน ลดลงจากปีก่อนหน้า (ข้อมูล พ.ศ.2565) ที่มีอัตราการตายอยู่ที่ 134.40 คนต่อประชากรแสนคน สะท้อนถึงสถานการณ์์ในภาพรวมที่ดีขึ้น ร้อยละ 5.25
แม้อัตราการตายด้วยโรค NCDs โดยรวม จะแสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ที่ดีขึ้น แต่กลับมีอัตราการตายด้วยโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้น ซึ่งมีปัจจัยเสี่ยงหลักจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต อาทิ การบริโภคหวาน มัน เค็มเกินความเหมาะสม มีกิจกรรมทางกายต่ำ การสูบบุุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์
1.3) อัตราการฆ่าตัวตายต่อประชากร 100,000 คน จากรายงานสถานการณ์การฆ่าตัวตายในประเทศไทย จัดทำโดยศูนย์เฝ้าระวังการฆ่าตัวตาย กรมสุขภาพจิต
สถานการณ์ พ.ศ.2568 (ข้อมูล พ.ศ.2567) พบว่า คนไทยมีอัตราการฆ่าตัวตายอยู่ที่ 8.02 คนต่อประชากรแสนคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า (ข้อมูล พ.ศ.2566) ที่ 7.94 คนต่อประชากรแสนคน มีสถานการณ์แย่ลง ร้อยละ 1.01
1.4) ร้อยละผู้ที่เสี่ยงซึมเศร้าจากการประเมินสุขภาพจิตของคนไทย เมื่อพิจารณาข้อมูลการประเมินสุขภาพจิตของคนไทย (Mental Health Check In : MHCI) จัดเก็บข้อมูลโดยกรมสุขภาพจิต (ข้อมูล ณ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2568) พบว่า มีผู้เข้ารับการประเมินสุขภาพจิตจำนวน 970,268 คน ซึ่งเป็นผู้ที่เสี่ยงซึมเศร้าจำนวน 80,959 คน คิดเป็นร้อยละ 8.34 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า (ข้อมูล พ.ศ.2567) ที่ร้อยละ 7.28 สะท้อนถึงสถานการณ์แย่ลง ร้อยละ 14.56
1.5) ร้อยละผู้ที่มีความเครียดสูงจากการประเมินสุขภาพจิตของคนไทย (ข้อมูล ณ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2568) พบว่า มีผู้ที่มีความเครียดสูงจำนวน 76,036 คน คิดเป็นร้อยละ 7.84 ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก พ.ศ.2567 ที่ร้อยละ 6.68 สะท้อนถึงสถานการณ์แย่ลง ร้อยละ 17.37
2) ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา และการเรียนรู้ตลอดชีวิต พิจารณาจาก 2 ตัวชี้้วัด ได้แก่
2.1) อันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้านการศึกษา ตามรายงาน IMD World Competitiveness Yearbook 2025 (ข้อมูล พ.ศ.2568) พบว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 55 แย่ลงจากสถานการณ์ปีก่อนหน้า ซึ่งประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 54 (ข้อมูล พ.ศ.2567)
2.2) ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งเป็นการประเมินมาตรฐานการเรียนรู้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน จัดทำโดยสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
สถานการณ์ พ.ศ.2568 (ข้อมูล พ.ศ.2567) พบว่า คะแนนเฉลี่ยการทดสอบ O-NET ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่่ 3 อยู่ที่ร้อยละ 35.15 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า (ข้อมูล พ.ศ.2566 ที่มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 34.47 มีสถานการณ์ดีขึ้นร้อยละ 1.97
เป้าหมายที่ 2 : สังคมไทยมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อและสนับสนุนต่อการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต
สะท้อนจากสถานการณ์ความก้าวหน้าการพัฒนาคนด้านชีวิตครอบครัวและชุมชน โดยพิจารณาจากดัชนีความก้าวหน้าการพัฒนาคนด้านชีวิตครอบครัวและชุมชน ตามรายงานดัชนีความก้าวหน้าของคน ปี 2567 จัดทำโดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
สถานการณ์ พ.ศ.2568 (ข้อมูล พ.ศ.2567) พบว่า ความก้าวหน้าการพัฒนาคนด้านชีวิตครอบครัวและชุุมชนมีค่า 0.5894 มีแนวโน้มลดลง จาก 0.6240 ในปีก่อนหน้า (ข้อมูล พ.ศ.2566) โดยมีสถานการณ์แย่ลงร้อยละ 5.54
เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนเด็กและเยาวชนที่เข้าสู่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนอยู่ที่่ 2.9 รายต่อประชากรกลุ่มอายุพันคน และการแจ้งความคดีชีวิต ร่างกาย และเพศ และคดีประทุษร้ายต่อทรัพย์เพิ่มขึ้นเป็น 141.13 รายต่อประชากรแสนคน รวมถึงสถานการณ์ครัวเรือนที่มีหัวหน้าครัวเรือนเดี่ยวเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.24
และการที่ผู้สูงอายุอยู่ตามลำพังเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 8.28 จากปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้เกิดการโยกย้ายถิ่นฐานของประชากรวัยแรงงานออกจากภูมิลำเนามากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ และยังก่อให้เกิดครัวเรือนข้ามรุ่น (Skipped-Generation Family) ที่เด็กไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ นำไปสู่ปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัว
@รายจ่ายอุปโภคบริโภคกลุ่ม‘คนรวย-จน’ 10%แรก ห่างกัน 7.83 เท่า
ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม
เป้าหมายที่ 1 : สร้างความเป็นธรรม และลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ
สะท้อนได้จากความแตกต่างของรายได้ และการเข้าถึงบริการภาครัฐระหว่างกลุ่มประชากร พิจารณาจาก 2 ตัวชี้วัด ดังนี้
1.สัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาค (Gini Coefficient) ด้านรายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภค ตามรายงานวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย จัดทำโดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
สถานการณ์ พ.ศ.2568 (ข้อมูล พ.ศ.2567) พบว่า ค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาคด้านรายจ่ายมีค่าเท่ากับ 0.333 ลดลงจาก 0.335 ของปีก่อนหน้า (ข้อมูล พ.ศ.2566) คิดเป็นสถานการณ์การพัฒนาที่ปรับตัวดีขึ้น ร้อยละ 0.60
และเมื่อพิจารณาจำแนกตามเขตการปกครอง พบว่า ค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาคด้านรายจ่ายของประชากรในเขตเทศบาล พ.ศ.2568 (ข้อมูล พ.ศ.2567) อยู่ที่ 0.326 ลดลงจาก 0.327 ของปีก่อนหน้า (ข้อมูล พ.ศ. 2566) แสดงถึงการปรับตัวดีขึ้นร้อยละ 0.31 ขณะที่ค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาคด้านรายจ่ายของประชากรนอกเขตเทศบาลอยู่ที่ 0.316 เพิ่มขึ้นจาก 0.308 ในช่วงเวลาเดียวกัน แสดงถึงการปรับตัวแย่ลงร้อยละ 2.60
สะท้อนให้เห็นว่าในเขตเทศบาลมีแนวโน้มความเหลื่อมล้ำด้านรายจ่ายลดลงเล็กน้อย ขณะที่นอกเขตเทศบาลมีแนวโน้มความเหลื่อมล้ำด้านรายจ่ายเพิ่มขึ้น
2.สัดส่วนรายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคของประชากร จำแนกตามกลุ่มประชากรตามระดับรายจ่าย ตามรายงานวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย จัดทำโดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
สถานการณ์ พ.ศ.2568 (ข้อมูล พ.ศ.2567) พบว่า สัดส่วนรายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคของประชากรจำแนกตามกลุ่มประชากรตามระดับรายจ่าย ซึ่งสะท้อนความแตกต่างของรายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคระหว่างกลุ่มที่มีรายจ่ายสูงสุด (Decile 10) และกลุ่มที่มีจ่ายต่ำสุด (Decile 1) อยู่ที่ 7.83 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 7.79 เท่า ของปีก่อนหน้า (ข้อมูล พ.ศ. 2566) คิดเป็นสถานการณ์การพัฒนาที่ปรับตัวแย่ลง ร้อยละ 0.51
สะท้อนให้เห็นว่าความเหลื่อมล้ำด้านรายจ่ายยังคงเป็นปัญหาที่่สำคัญ โดยส่วนแบ่งรายจ่ายของกลุ่มที่มีรายจ่ายสูงสุด (Decile 10) พ.ศ.2568 (ข้อมูล พ.ศ.2567) อยู่ที่ร้อยละ 25.85 ลดลงจากร้อยละ 26.03 ของปีก่อนหน้า (ข้อมูล พ.ศ.2566) คิดเป็นปรับตัวดีขึ้นร้อยละ 0.69
ขณะที่ส่วนแบ่งรายจ่ายของกลุ่มที่มีรายจ่ายต่ำสุด (Decile 1) มีค่าอยู่ที่ร้อยละ 3.30 ลดลงจากร้อยละ 3.34 ในช่วงเวลาเดียวกัน คิดเป็นปรับตัวแย่ลงร้อยละ 1.20 ซึ่งแม้กลุ่มประชากรที่มีรายจ่ายต่ำสุด จะมีส่วนแบ่งการใช้จ่ายรวมลดลง
แต่การใช้จ่ายของกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่ยังคงเน้นไปที่สินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเป็นหลัก โดยใช้จ่ายเงินประมาณครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมดไปกับอาหารและเครื่องดื่ม
ในขณะที่กลุ่มประชากรที่มีรายจ่ายสูงสุดมีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายเงินส่วนใหญ่ไปกับสินค้าและบริการอื่นที่ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐาน อาทิ การครอบครองและการบำรุงรักษายานพาหนะ เทคโนโลยีสื่อสาร การท่องเที่ยว การบริการสุขภาพเอกชนที่สะดวกรวดเร็ว และการศึกษาขั้นสูง สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดี
โดยกลุ่มที่มีรายจ่ายในระดับต่ำมักเผชิญกับข้อจำกัดในการเข้าถึงระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพ การบริการสุขภาพที่ทันท่วงที รวมถึงโอกาสทางการศึกษา ซึ่งในระยะยาวอาจส่งผลต่อสุขภาพและโอกาสในการก้าวหน้าทางอาชีพ ขณะที่กลุ่มที่มีรายจ่ายสูงมีความสามารถในการเข้าถึงบริการต่างๆ ได้มากกว่าโดยเปรียบเทียบ ส่งผลให้มีโอกาสในการพัฒนาตนเอง และยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างต่อเนื่อง
เป้าหมายที่ 2 : กระจายศูนย์กลางความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคม เพิ่มโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามาเป็นกำลังของการพัฒนาประเทศในทุกระดับ
สะท้อนจากความก้าวหน้าในการพัฒนาจังหวัดในการเป็นศูนย์กลางความเจริญทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี พิจารณาจากดัชนีความก้าวหน้าของคนในภาพรวมและระดับจังหวัด จัดทำโดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
สถานการณ์ พ.ศ.2568 (ข้อมูล พ.ศ.2567) พบว่า ดัชนีความก้าวหน้าของคนในภาพรวมของประเทศมีค่าเท่ากับ 0.6363 ลดลงจากปีก่อนหน้า (ข้อมูล พ.ศ.2566) ที่มีค่าเท่ากับ 0.6398 แสดงถึงการปรับตัวแย่ลงร้อยละ 0.55
โดยในด้านเศรษฐกิจ มีการปรับตัวลดลงจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจและปัญหาความยากจนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาสินค้าเกษตร และปัญหาอุทกภัยในหลายพื้นที่ ทำให้รายได้ของเกษตรกรปรับตัวลดลง
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาดัชนีความก้าวหน้าของคนรายจังหวัด พบว่า จังหวัดส่วนใหญ่มีระดับการพัฒนาของคนต่ำกว่าดัชนีความก้าวหน้าของคนระดับประเทศ จำนวน 43 จังหวัด จาก 77 จังหวัด หรือคิดเป็นร้อยละ 55.84 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (ข้อมูล พ.ศ.2566) ที่มีจำนวน 43 จังหวัด
สะท้อนให้เห็นสถานการณ์การพัฒนาคงเดิม ซึ่งจังหวัดเหล่านี้ กระจายตัวอยู่ทั่วทุกภาคของไทย โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ
ขณะที่จังหวัดที่มีค่าดัชนีความก้าวหน้าของคนสูงกว่าค่าดัชนีความก้าวหน้าของคนระดับประเทศ มีจำนวน 34 จังหวัด จาก 77 จังหวัด หรือคิดเป็นร้อยละ 44.16 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (ข้อมูล พ.ศ.2566) ที่มีจำนวน 34 จังหวัด
สะท้อนให้เห็นสถานการณ์การพัฒนาคงเดิม โดยส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในภาคกลางและภาคตะวันออก ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศที่มีการเติบโตของภาคอุุตสาหกรรมและบริการ โดยรููปแบบการกระจุกตัวของจังหวัดที่มีระดับการพัฒนาคนสูงกว่าค่าดัชนีความก้าวหน้าของคนในระดับประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำของการพัฒนาคนอย่างชัดเจน
@รัฐคุม‘ทุจริตฯ’แย่ลง-เชื่อมั่นกระบวนการ‘ยุุติธรรม’ลดลง
ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
การดำเนินการของยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2568 พบว่า การอนุรักษ์และรักษาทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมให้คนรุ่นต่อไปใช้ได้อย่างยั่งยืนแย่ลง จากสัดส่วนพื้นที่สีเขียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดลง 0.03 ล้านไร่ (ร้อยละ 0.03)
การฟื้นฟูและสร้างใหม่ฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อลดผลกระทบทางลบจากการพัฒนาสังคมเศรษฐกิจของประเทศภาพรวมแย่ลง เนื่องจากคุณภาพผิวดินจัดอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 0 และการจัดการขยะมูลฝอยของประเทศมีปริมาณขยะมูลฝอยเพิ่มขึ้น 0.25 ล้านตัน และปริมาณของเสียอันตรายเพิ่มขึ้น 5,613 ตันในขณะที่ปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 และฝุ่นละออง PM10 ดีขึ้น
การใช้ประโยชน์และสร้างการเติบโตบนฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้สมดุลภายในขีดความสามารถของประเทศภาพรวมดีขึ้น เนื่องจากปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหัวประชากรของไทย ลดลง 0.11
คาร์บอนไดออกไซด์ต่อหัวประชากร ปริมาณการใช้พลังงานต่อหัวประชากรลดลง 0.70 กิโลจลต่อหัวประชากร และร้อยละของส่วนแบ่งการใช้พลังงานหมุนเวียนต่อโครงสร้างการใช้พลังงานทั้งหมดของประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.18
การยกระดับกระบวนทัศน์เพื่อกำหนดอนาคตประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมบนหลักของการมีส่วนร่วมและธรรมาภิบาลภาพรวมดีขึ้น โดยอันดับมหาวิทยาลัยเฉพาะสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมระดับโลกดีขึ้น ลดลง 43 อันดับ รวมทั้งสมาชิกเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทสม.) เพิ่มขึ้น 8,747 คน และองค์กรนอกภาครัฐ (NGOs และเอกชน) เพิ่มขึ้น 15 อันดับ
อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วนในหลายประเด็น อาทิ การเร่งฟื้นฟููทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากสัดส่วนของพื้นที่ป่าธรรมชาติมีจำนวนลดลง ส่งผลต่อการขับเคลื่อนตามเป้าหมายในประเด็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและป่าไม้
รวมทั้งการผลักดันให้เกิดการมีส่วนร่วมในการฟื้นฟููทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของทุกภาคส่วนทั้งในประเทศและระหว่างประเทศผ่านการจัดกิจกรรมเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ เพื่อปรับเปลี่ยนให้เกิดพฤติกรรมเป็นพลเมืองสิ่งแวดล้อม เพื่อมุ่งสู่การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติ
ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ
การดำเนินการของยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ พ.ศ.2568 พบว่า ภาครัฐมีวัฒนธรรมการทำงานที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ และผลประโยชน์ส่วนรวม ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว โปร่งใสแย่ลง จากผลการประเมินด้านประสิทธิผลของภาครัฐ ภายใต้ดัชนีชี้้วัดธรรมาภิบาลโลกที่มี 0.25 คะแนน แย่ลงจากปีก่อนหน้าที่มีคะแนน 0.31 คะแนน
ขณะที่ภาครัฐมีขนาดที่เล็กลง พร้อมปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น จากดัชนีรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (EGDI) ที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 52 ดีขึ้น 3 อันดับ จากปีก่อนหน้า และผลสำรวจระดับความพร้อมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลที่มีคะแนนความพร้อมอยู่ในระดับที่ 4 (ระดับขั้นสูง) ที่ร้อยละ 54.42 ดีขึ้นจากปีก่อนหน้า ร้อยละ 24.74
อย่างไรก็ตาม การควบคุมปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบแย่ลง โดยในเป้าหมายที่่ 3 : ภาครัฐมีความโปร่งใส ปลอดการทุจริตและประพฤติมิชอบ สะท้อนจากระดับความโปร่งใสการทุจริต ประพฤติมิชอบ ผลการประเมินด้านการควบคุมปัญหาทุจริตและประพฤติมิชอบ ภายใต้ดัชนีชี้วัดธรรมาภิบาลโลก (WGI) จัดทำโดยธนาคารโลก
สถานการณ์ พ.ศ.2568 (ข้อมูล พ.ศ.2567) พบว่า ประเทศไทยมีคะแนน -0.53 คะแนน และเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า พ.ศ.2567 (ข้อมูล พ.ศ.2566) ที่มีคะแนน -0.44 คะแนน สะท้อนให้เห็นสถานการณ์การพัฒนาที่แย่ลง โดยลดลงจากปีก่อนหน้า 0.09 คะแนน หรือคิดเป็นการปรับตัวแย่ลงร้อยละ 20.45
ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาคอาเซียน ประเทศไทยอยู่อันดับที่่ 5 ซึ่งรองจากประเทศสิงคโปร์ บรููไน มาเลเซีย และเวียดนาม ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นความสามารถของภาครัฐลดลงในการควบคุมไม่ให้มีการใช้อำนาจรัฐเพื่อสร้างผลประโยชน์ส่วนตัวผ่านการทุจริตและประพฤติมิชอบ
นอกจากนี้ กระบวนการยุุติธรรมเป็นไปเพื่อประโยน์ต่อส่วนรวมของประเทศแย่ลง โดยในเป้าหมายที่่ 4 : กระบวนการยุุติธรรมเป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวมของประเทศ สะท้อนจากความเสมอภาคในกระบวนการยุติธรรม โดยพิจารณาจากผลการประเมินด้านหลักนิติธรรมที่คุณภาพของการบังคับใช้กฎหมาย ความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ภายใต้ดัชนีชี้วัดธรรมาภิบาลโลก (WGI) จัดทำโดยธนาคารโลก
สถานการณ์ พ.ศ.2568 (ข้อมูล พ.ศ.2567) พบว่า ประเทศไทยมีคะแนน -0.22 คะแนน และเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า พ.ศ.2567 (ข้อมูล พ.ศ 2566) ที่มีคะแนน -0.20 คะแนน สะท้อนให้เห็นสถานการณ์การพัฒนาที่แย่ลง โดยลดลงจากปีก่อนหน้า 0.02 คะแนน หรือคิดเป็นการปรับตัวแย่ลงร้อยละ 10.00
ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับภูมิภาคอาเซียน ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่่ 5 รองจากประเทศสิงคโปร์ บรููไน มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นการบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพ และประชาชนมีความเชื่อมั่นในกระบวนการยุุติธรรมลดลง
เหล่านี้เป็นสรุปผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปี 2568 ทั้ง 6 ด้าน โดยเฉพาะผลการประเมินด้านความเหลื่อมล้ำรายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคนั้น พบว่ารายจ่ายอุปโภคฯ ระหว่าง ‘คนรวย-คนจน’ ถ่วงกันเพิ่มเป็น 7.83 เท่า จากปีก่อน 7.79 เท่า ในขณะที่ความสามารถของภาครัฐในการควบคุมปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบ ‘แย่ลง’ ตลอดจนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อ ‘กระบวนการยุุติธรรม’ ก็ลดลงเช่นกัน

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา