
“…5 มิ.ย. 2568 นายศักดิ์สยาม และนาย ศ. ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยนายศักดิ์สยาม ไม่ติดใจให้นาย ศ. โอนสิทธิเงินลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จำนวน 119.5 ล้านบาท อีกต่อไป และยอมรับว่านาย ศ. เป็นผู้ซื้อหุ้นและเป็นผู้มีสิทธิในการถือหุ้นใน หจก. บุรีเจริญ ฯจำนวน 119.5 ล้านบาท…”
วันที่ 17 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 1/2567 ด้วยมติเสียงข้างมาก ความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคมในขณะนั้น สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้นายศักดิ์สยามหยุดปฏิบัติหน้าที่ คือ วันที่ 3 มีนาคม 2566
“ดังนั้น จากข้อพิรุธหลายประการดังกล่าว ประกอบกับพฤติการณ์แวดล้อมทั้งปวงแห่งคดี จึงฟังได้ว่า ผู้ถูกร้อง (นายศักดิ์สยาม) กับนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ (นาย ศ.) ตกลงนำเงินของผู้ถูกร้องทำธุรกรรมต่าง ๆ ในนามของนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ โดยขั้นตอนสุดท้ายมีการนำเงินนั้นซื้อกองทุน TMB-T-ES-DPlus และ กองทุน TMB-T-ES-IPlus ในชื่อนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ แล้วขายกองทุนดังกล่าวเพื่อชำระค่าสิทธิเงินลงหุ้นให้แก่ผู้ถูกร้อง เช่นนี้เงินจำนวน 119,500,000 บาท ยังคงเป็นของผู้ถูกร้อง ผู้ถูกร้องจึงยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยมีนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ เป็นผู้ครอบครองหุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และดูแลห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น แทนผู้ถูกร้องมาโดยตลอด อันเป็นการถือหุ้นของรัฐมนตรีที่อยู่ในความครอบครองหรือดูแลของบุคคลอื่นไม่ว่าโดยทางใด ๆ ซึ่งเป็นการกระทำอันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 187 ดังนั้น ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องจึงสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5)”คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญระบุ
อ่านประกอบ : ฉบับเต็ม! 'ป.ป.ช.' แถลง 3 ข้อเท็จจริง 'ศักดิ์สยาม' คดีซุกหุ้น 'หจก.บุรีเจริญฯ'
ทว่า อะไรคือ ‘จุดชี้ขาด’ ที่ทำให้นายศักดิ์สยาม รอด ‘คดีซุกหุ้น’ จนสามารถ ‘พลิกเกม’ จาก ‘เพลี้ยงล้ำ’ ในศาลรัฐธรรมนูญ ‘ตกเก้าอี้’ รัฐมนตรี มากลับมา ‘กำชัยชนะ’ ในชั้นไต่สวนของ ป.ป.ช.
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) แกะรอยจากเอกสารคำแถลงของ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 23 เม.ย.2569 เพื่อไล่ไทม์ไลน์-ถอดรหัส ข้อเท็จจริงที่ระบุ ‘ข้อเท็จจริง’ ใน ‘เอกสาร 5 หน้า’ หลังจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเมื่อวันที่ 17 ม.ค.2567 ให้พ้นจากตำแหน่ง รมว.คมนาคม จนมาสู่การยกคำร้อง ‘คดีซุกหุ้น’ ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 8 ก.ย.2568
- วันที่ 2 พ.ค.2567 นายศักดิ์สยามยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ กรณีพ้นจากตำแหน่ง สส. (สมัยที่ 2) เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2567 (ยื่นบัญชีล่าช้าเป็นเวลา 16 วัน)
นายศักดิ์สยามยื่นหนังสือชี้แจงกรณีที่ไม่ได้แสดงรายการเงินลงทุนใน หจก.บุรีเจริญฯ ว่า นาย ศ. โต้แย้งความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในหุ้นส่วนของ หจก. บุรีเจริญฯ และไม่ยินยอมปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และคัดค้านไม่ให้นายศักดิ์สยาม ระบุรายการทรัพย์สินดังกล่าวในแบบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน
นายศักดิ์สยามได้ยื่นฟ้องนาย ศ. ต่อศาลจังหวัดนนทบุรีขอให้กระทำการตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ โดยขอให้ศาลบังคับให้นาย ศ. โอนสิทธิเงินลงหุ้นใน หจก.บุรีเจริญฯ จำนวน 119.5 ล้านบาท ให้แก่นายศักดิ์สยาม และให้นาย ศ. ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมหุ้นส่วนผู้จัดการ โดยให้นาย ศ. ออกจากการเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดและหุ้นส่วน และให้นายศักดิ์สยามเข้าไปเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดและหุ้นส่วนแทนนาย ศ.
@ ประนีประนอมยอมความ-ไม่ติดใจ โอนสิทธิเงินลงหุ้น
- 5 มิ.ย. 2568 นายศักดิ์สยาม และนาย ศ. ได้ทำ สัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยนายศักดิ์สยาม ไม่ติดใจให้นาย ศ. โอนสิทธิเงินลงหุ้นใน หจก. บุรีเจริญฯ จำนวน 119.5 ล้านบาท อีกต่อไป และยอมรับว่านาย ศ. เป็นผู้ซื้อหุ้นและเป็นผู้มีสิทธิในการถือหุ้นใน หจก.บุรีเจริญฯ จำนวน 119.5 ล้านบาท
โดยเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด และนาย ศ. ยังคงเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของ หจก.บุรีเจริญ ฯ ซึ่งรายการจดทะเบียนของห้าง ณ วันที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ เป็นของนาย ศ. ตามที่ได้จดทะเบียนไว้ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และนายศักดิ์สยาม ยอมรับว่าได้ขายหุ้นให้แก่นาย ศ. ดังนั้น นาย ศ. จึงเป็นผู้มีสิทธิในการดำเนินธุรกิจและบริหารกิจการของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญ คอนสตรัคชั่น
@ รับซื้อที่ดิน ศักดิ์สยาม เหมายกแปลง 51.5 ล้าน-ยุติข้อพิพาท
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการยุติข้อพิพาท นาย ศ. ตกลงจะรับซื้อที่ดินของนายศักดิ์สยาม เป็นการตอบแทน โดยนายศักดิ์สยาม ตกลงจะ ขายที่ดินทั้งหมดจำนวน 19 แปลง เนื้อที่รวม 323 ไร่ 373 ตารางวา (โดยแจ้งข้อเท็จจริงและแสดงเอกสารหลักฐานการซื้อขายที่ดินและการชำระเงินค่าที่ดินเพิ่มเติมต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.) ให้แก่นาย ศ. แบบเหมายกแปลงราคาเฉลี่ยไร่ละ 159,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น จำนวน 51,505,267.50 บาท
โดยนาย ศ. ตกลงชำระเงินให้แก่นายศักดิ์สยาม ภายในวันที่ 4 กรกฎาคม 2568 และนายศักดิ์สยาม ตกลงดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหมดให้แก่นาย ศ. ภายใน วันที่ 9 กรกฎาคม 2568 อีกทั้ง นายศักดิ์สยาม และนาย ศ. ไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดต่อกัน และไม่ติดใจดำเนินคดีใด ๆ ทั้งทางแพ่งและทางอาญาต่อกันอีก
- ไม่ระบุวันที่ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีคำพิพากษาตามยอม โดยเห็นว่าไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ
@ ยื่นเอกสารโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้ นาย ศ. ต่อ ป.ป.ช.
- 9 ก.ค. 2568 นายศักดิ์สยาม ได้มีหนังสือขอปรับปรุงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินให้เป็นปัจจุบัน (ทุกบัญชี) และยื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงรายการที่ดินที่ขายและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้กับนาย ศ. ตามคำพิพากษาตามยอมที่มีการชำระเงินค่าที่ดินให้แก่นายศักดิ์สยาม รวมจำนวน 51,505,267.50 บาท
- 8 ก.ย. 2568 คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาเห็นว่า รายการทรัพย์สินและหนี้สินที่แสดงถูกต้องและมีอยู่จริง ผลการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน ไม่ปรากฏว่าผิดปกติ
ป.ป.ช. ให้น้ำหนัก ‘ข้อเท็จจริงใหม่’ ที่เกิดขึ้นหลังจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเมื่อวันที่ 17 ม.ค.2567 มากกว่า ‘ข้อพิรุธ-พฤติการณ์แวดล้อมทั้งปวงแห่งคดี’ ที่ปรากฎอยู่ในคำวินิจฉัยที่ 1/2567 และกลายเป็นการ ‘วางบรรทัดฐาน’ ไว้ในอนาคต
ท่ามกลาง ‘ข้อกังขา’ ของสังคม และ ‘ป.ป.ช.’ กำลังจะกลายเป็นผู้ถูกตรวจสอบเสียเองนับจากนี้!!!





Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา