
“…โดยมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้กำหนดให้ผู้ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ และอาจารย์ของโรงเรียนนายร้อยตำรวจอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้มีฐานะเป็นศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ และอาจารย์ตามพระราชบัญญัตินี้ และมาตรา 33 กำหนดให้ในระหว่างที่ยังมิได้มีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดให้มีสาขาวิชาใด ให้ผู้สำเร็จวิชาการตำรวจตามหลักสูตรนักเรียนนายร้อยตำรวจได้รับปริญญาทางรัฐประศาสนศาสตร์ ประกอบกับโรงเรียนนายร้อยตำรวจในขณะนั้นมีเพียงสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์เพียงสาขาเดียวเท่านั้น ยังไม่มีสาขาวิชานิติศาสตร์ โดยคณะนิติศาสตร์ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2562…”
สืบเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 7 เม.ย.2569 คณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติด้วยคะแนนเสียงสองในสาม หรือ 6 เสียง เห็นชอบให้ศาสตราจารย์จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ศาสตราจารย์ คณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ เป็นบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แทน นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (ครบวาระ) และให้เสนอชื่อต่อ นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เพื่อเสนอให้วุฒิสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป
อ่านข่าวประกอบ : 'กก.สรรหา' ลงมติสองในสาม เลือก 'จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช' นั่ง 'ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ' แทน 'นครินทร์'
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า ภายหลังคณะกรรมกรรสรรหาฯได้ลงมติเห็นชอบศาสตราจารย์จักรพงศ์ ตำรวจ เป็นบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ได้พิจารณาหนังสือบัตรสนเท่ห์ไม่ลงวันที่ โดยสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้รับเมื่อวันที่ 21 เม.ย.2569 ขอให้คณะกรรมการสรรหาฯ วินิจฉัยว่า ศาสตราจารย์จักรพงศ์ เป็นผู้สมัครตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่มีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 200 (4) หรือไม่ โดยให้ข้อมูลและข้อเท็จจริงดังกล่าว ดังนี้
1. เป็นผู้สมัครที่ มีคุณสมบัติในตำแหน่งศาสตราจารย์ไม่ตรงกับสาขาที่สมัคร โดยตำแหน่งศาสตราจารย์ของจักรพงศ์ เป็นสาขานิติศาสตร์
แม้ว่าในเอกสารการแต่งตั้งจะไม่ได้ระบุไว้ เนื่องจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจในสมัยก่อนไม่ได้ระบุในคำสั่งแต่งตั้ง แต่เป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่า ศาสตราจารย์จักรพงศ์ เป็นอาจารย์ในกลุ่มวิชากฎหมายที่ในอดีตอยู่ในสังกัดคณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ
2. การแต่งตั้งในตำแหน่งศาสตราจารย์ของศาสตราจารย์จักรพงศ์ ไม่ปรากฏข้อมูลผลงานทางวิชาการที่ใช้ประกอบขอตำแหน่งดังกล่าว และไม่ปรากฏว่า ผู้ประเมินผลงานทางวิชาการในการขอตำแหน่งศาสตราจารย์คือผู้ใด
ทั้งนี้ มาตรา 200 อยู่ในหมวด 11 ศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่า ศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจำนวน 9 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากบุคคล (4) ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ซึ่งได้รับการสรรหาจากผู้ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี และยังมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์ จำนวน 1 คน
ต่อไปนี้ คือ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ
@ มติทบทวนคุณสมบัติ-คำวินิจฉัยให้เป็นที่สุด
คณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องแล้วเห็นว่า ตามหนังสือได้ระบุกรณีคุณสมบัติของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็นบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 200 (4) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและมาตรา 8 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 กรณีผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ซึ่งได้รับการสรรหาจากผู้ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี และยังมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ลงมติเลือกศาสตราจารย์จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ให้เป็นผู้ได้รับการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหา ด้วยคะแนนเสียงถึงสองในสามของจำนวนทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของคณะกรรมการสรรหาตลาการศาลรัฐธรรมนูญ อันเป็นกรณีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ได้รับการสรรหา และขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการสรรหาที่ยังสามารถพิจารณาทบทวนได้ และโดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 203 วรรคห้า บัญญัติว่า
“ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้สมัคร ผู้ได้รับการคัดเลือก หรือได้รับการสรรหา ให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาให้เป็นที่สุด”
ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธธรรมญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร ผู้ได้รับการคัดเลือกหรือได้รับการสรรหา ให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาให้เป็นที่สุด” และระเบียบคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็นผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2562 ข้อ 6 กำหนดว่า “กรณีมีผู้ร้องขอโดยมีหลักฐานตามสมควรว่า ผู้สมัครรายใดมีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติตามมาตรา 8 หรือมาตรา 9 หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 ให้เลขาธิการวุฒิสภาเสนอเรื่องต่อประธานกรรมการสรรหาภายในห้าวันนับแต่วันที่ได้รับการร้องขอและให้คณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยให้แล้วเสร็จโดยเร็ว” และข้อ 8 กำหนดว่า “ให้นำระเบียบนี้มาใช้บังคับแก่กรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติตามมาตรา 8 หรือมาตรา 9 หรือลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธธรรมนูญ พ.ศ. 2561 ของผู้ได้รับการคัดเลือกหรือผู้ได้รับการสรรหาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยโดยอนุโลม”
ดังนั้น คณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จึงมีมตีให้พิจารณา ทบทวนคุณสมบัติของศาสตราจารย์จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ผู้ได้รับการสรรหาให้เป็นบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ เพื่อให้การพิจารณาคำร้องในกรณีดังกล่าวเป็นไปด้วยความละเอียดรอบคอบและเป็นธรรม คณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจึงอนุญาตให้ศาสตราจารย์จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ผู้ได้รับการสรรหา เข้ามาชี้แจงข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคุณสมบัติและอนุญาตให้ยื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการสรรหาในการประชุมครั้งนี้ได้
@ 'วิษณุ' ประเมินผลงานวิชาการให้เป็น 'ศาสตราจารย์'
ศาสตราจารย์จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ได้ชี้แจงข้อมูลต่อคณะกรรมการสรรหาสรุปความได้ว่า ศาสตราจารย์จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ดำรงตำแหน่งศาสตราจาจารย์ของโรงเรียนนายร้อยตำรวจ โดยได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 ซึ่งเป็นการแต่งตั้งก่อนวันที่พระราชบัญญัติโรงเรียนนายร้อยตำรวจ พ.ศ. 2551 จะมีผลบังคับใช้//
โดยมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้กำหนดให้ผู้ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ และอาจารย์ของโรงเรียนนายร้อยตำรวจอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้มีฐานะเป็นศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ และอาจารย์ตามพระราชบัญญัตินี้ และมาตรา 33 กำหนดให้ในระหว่างที่ยังมิได้มีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดให้มีสาขาวิชาใด ให้ผู้สำเร็จวิชาการตำรวจตามหลักสูตรนักเรียนนายร้อยตำรวจได้รับปริญญาทางรัฐประศาสนศาสตร์ ประกอบกับโรงเรียนนายร้อยตำรวจในขณะนั้นมีเพียงสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์เพียงสาขาเดียวเท่านั้น ยังไม่มีสาขาวิชานิติศาสตร์ โดยคณะนิติศาสตร์ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2562
นอกจากนี้ศาสตราจารย์จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ยังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทสาขารัฐประศาสนศาสตร์ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันองค์ความรู้ของการเป็นนักบริหารจัดการภาครัฐอย่างแท้จริง
ในส่วนของผลงานทางวิชาการที่เป็นที่ประจักษ์ในสาขารัฐประศาสนศาสตร์ คือ หนังสือ ‘กลยุทธ์ศึกษาและคู่มือปฏิบัติงานหลักและทฤษฎีการสอบสวน’ โดยหลักและทฤษฎีการสอบสวนเป็นกลไกสำคัญในการทำงานของระบบงานยุติธรรม ซึ่งชี้ให้เห็นถึงกระบวนการบริหารจัดการที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และธรรมาภิบาลเพื่อสร้างความสงบสุขในสังคมและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน อันเป็นหัวใจของวิชารัฐประศาสนศาสตร์และเป็นสาระสำคัญของวิชารัฐประศาสนศาสตร์โดยตรง
ผลงานทางวิชาการดังกล่าวเป็นกรอบในการใช้อำนาจให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม โดยเห็นว่าความยุติธรรมไม่ได้มีเพียงกฎหมายเท่านั้น แต่ต้องมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและธรรมาภิบาล จึงจะเกิดความยุติธธรรมอย่างแท้จริงเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามนโยบายของรัฐ ทั้งนี้ ผู้ประเมินผลงานทางวิชาการให้เป็นศาสตราจารย์ คือ ศาสตราจารย์วิษณุ เครืองาม
@ อดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา @
@ มติ 6 ต่อ 2 ไฟเขียว คุณสมบัติ-ปธ.ศาลฎีกา 'เสียงข้างน้อย'
จากนั้น คณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาทบทวนคุณสมบัติของศาสตราจารย์จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ว่าเป็นบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นตลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 200 (4) ของรัฐธธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 8 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 ที่บัญญัติว่า “ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ซึ่งได้รับการสรรหาจากผู้ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งแน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี และยังมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์” หรือไม่ โดยได้มีการออกเสียงลงมติโดยเปิดเผย ผลปรากฏ ดังนี้
1) มีกรรมการสรรหาเห็นว่า ศาสตราจารย์จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติ ตามมาตรา 200 (4) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 8 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 ที่บัญญัติว่า “ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ซึ่งได้รับการสรรหาจากผู้ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปีและยังมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์” จำนวน 6 เสียง ประกอบด้วย ประธานสภาผู้แทนราษฎร (นายโสภณ ชารัมย์) ประธานศาลปกครองสูงสุด (นายประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภ) บุคคลซึ่งคณะกรรมการ การเลือกตั้งแต่งตั้ง (นางสุพัตรา ศรีไมตรีพิทักษ์) บุคคลซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินแต่งตั้ง (นายอรรถยุทธ ศรีสมุทร) บุคคลซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติแต่งตั้ง (นายชาญนะ เอี่ยมแสง) และบุคคลซึ่งคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินแต่งตั้ง (นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์)
2) มีกรรมการสรรหาเห็นว่า ศาสตราจารย์จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช เป็นผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติ ตามมาตรา 200 (4) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 8 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 ที่บัญญัติว่า “ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ซึ่งได้รับการสรรหาจากผู้ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งศาสตราจาจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปีและยังมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์” จำนวน 2 เสียง ประกอบด้วย ประธานศาลฎีกา (นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์) และบุคคลซึ่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติแต่งตั้ง (นายเจษฎา กตเวทิน)
ดังนั้น จึงถือว่า ศาสตราจารย์จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช เป็นผู้ได้รับการสรรหาให้เป็นบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีคุณสมบัติตามมาตรา 200 (4) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 8 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 โดยเป็นผู้ทรงคณวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ซึ่งได้รับการสรรหาจากผู้ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี และยังมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องประกอบ :
- ลงมติรอบเดียว! อินไซด์ 'กก.สรรหา' 6 ต่อ 2 เลือก 'จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช' นั่ง ตุลาการศาลรธน.
- เปิดประวัติ ‘ศ.จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช’ ว่าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่
- 'เทวฤทธิ์' ร่อนหนังสือ ชะลอตั้ง 'ตุลาการศาลรธน.' - 'กก.สรรหา' เดินหน้า-ส่งวุฒิสภา ไฟเขียว

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา