
“...สิ่งที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กๆ รู้เท่าทัน AI มาจากความรัก การปกป้องจากครอบครัว การที่โรงเรียนเริ่มสอนเรื่อง AI Literacy มากขึ้น และการมีเพื่อนในชีวิตจริง จะช่วยดึงพวกเขาให้อยู่กับโลกความเป็นจริงมากขึ้น...”
ในยุคที่หันไปทางไหนก็มีแต่คนพูดถึงการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานหรือสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ โลกของผู้ใหญ่กำลังให้ค่าโอกาสของ AI ผ่านผลลัพธ์ตัวเลขที่จับต้องได้ ขณะเดียวกันก็กำลังมองข้ามความเสี่ยง ผลกระทบการใช้ AI ของ ‘เด็กวัยรุ่น’ ที่ไม่ได้มีไว้แค่ทำการบ้าน แต่มีไว้เพื่อระบาย ‘ความเหงา’
ข้อมูลจาก WHO ในปี 2024 พบว่าวัยรุ่นอายุ 13-29 ปี ประสบภาวะเหงามากขึ้นจาก 17% เพิ่มเป็น 21% และ มีระดับความพึงพอใจในตนเองต่ำเพียง 18% รายงานยังพบว่าเด็กวัยรุ่น 12% เริ่มใช้ AI ปรึกษาปัญหาด้านจิตใจ โดยส่วนใหญ่ยังเป็นการปรึกษาแบบ How-to หรือวิธีการจัดการอารมณ์เบื้องต้น
ขณะที่โลกตะวันตกเริ่มมีข่าวเด็กวัยรุ่น ‘เสพติด’ การพูดคุยกับ AI เชิงชู้สาวหรือการใช้ AI เป็นที่พึ่งทางใจ จนตัดขาดจากสังคม และ เลือกจบชีวิตตัวเองตามคำแนะนำของ AI ในที่สุด
คำถามคือสถานการณ์นี้ในประเทศไทยน่ากังวลแค่ไหน เมื่อสถาบันครอบครัวที่ควรเป็น Safe Zone เปราะบางลง จากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ บีบให้พ่อแม่ต้องทุ่มเทเวลาไปกับการหาเงิน จนไม่มีเวลาให้ลูก ในขณะเดียวกันเด็กๆ ก็ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้น และถูกเปรียบเทียบผ่านโซเชียลมีเดียซ้ำๆ ทำให้พวกเขาเกิดความเครียดและโดดเดี่ยวโดยไม่รู้ตัว
เด็กไทยใช้ AI แก้เหงาแค่ไหน
ผลสำรวจจากนอร์ทแบงค็อกโพล (North Bangkok Poll) โดยมหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ ที่สำรวจพฤติกรรมการใช้ Chat AI สำหรับคลายความเหงาของวัยรุ่นไทย อายุระหว่าง 13-18 ปี จำนวน 823 คนทั่วประเทศ พบว่า เด็กไทยส่วนใหญ่เข้าถึง AI Chatbot โดยเลือกใช้ ChatGPT มากที่สุด (66.60%) รองลงมาคือ Gemini (24.70%) และ Character.ai (3.20%) อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมการใช้งานส่วนใหญ่ ยังอยู่ในระดับที่พอดีและไม่น่ากังวล โดย 63.20% ใช้งานเพียง 1-5 ครั้งต่อสัปดาห์ และกว่า 70.60% ใช้เวลาอยู่กับ AI เพียงแค่ 5-15 นาทีต่อวันเท่านั้น
เมื่อเจาะลึกเป้าหมายการใช้งาน พบว่า เด็กไทยมอง AI เป็น ‘ผู้ช่วย’ มากกว่า ‘เพื่อนคลายเหงา’ โดยเน้นใช้ AI Chatbot เพื่อตอบสนองการใช้งานทั่วไป มากกว่าการตอบสนองทางอารมณ์ (Emotional) เหตุผลอันดับต้นๆ ที่เด็กใช้งาน AI คือใช้เพื่อแก้ปัญหา (63.30%) และขอคำปรึกษา (53.46%) ในขณะที่การใช้เพื่อคลายความเหงาหรือฆ่าเวลามีสัดส่วนเพียง 15.67% ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจพฤติกรรมการใช้ AI เพื่อคลายเหงาโดยรวมที่อยู่ในระดับ ‘น้อย’ (คะแนนเฉลี่ยเพียง 1.85 จาก 5) สะท้อนว่าปัจจุบัน AI ยังไม่ใช่เครื่องมือหลักที่เด็กไทยพึ่งพาเพื่อจัดการกับความโดดเดี่ยว
สอดคล้องกับแนวคิดของ นรพันธ์ ทองเชื่อม นักจิตวิทยาและนักจิตบำบัด ด้านความคิดและพฤติกรรม มีรักคลินิกเวชกรรมเฉพาะทางจิตเวชเด็กและวัยรุ่น ที่มองว่า ปัจจุบันการใช้งาน AI Chatbot ของวัยรุ่นไทยมีความหลากหลาย และแบ่งได้หลายระดับ
ส่วนใหญ่มักใช้ AI เพื่อเรียนรู้ผ่านการ ‘ค้นหาข้อมูล’ และ เป็น ‘เพื่อนคุยเล่น’ โดยมองว่า AI เป็นเสมือน ‘เพื่อนที่มีความรู้’ นอกจากนี้ยังเริ่มมีการใช้ AI เพื่อปรึกษาปัญหาด้านจิตใจ แต่เป็นเพียงการหาวิธีการจัดการอารมณ์เบื้องต้น เช่น ถ้าเครียดควรทำอย่างไร ซึ่ง AI มักแนะนำให้ออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน เช่น ออกกำลังกาย ซึ่งพฤติกรรมระดับนี้ยังไม่น่ากังวล
แต่กลุ่มที่น่ากังวลคือ เด็กที่มีปัญหาด้าน ‘ความสัมพันธ์’ และ ‘สภาพจิตใจ’ เป็นทุนเดิม เช่น เด็กที่ถูกรังแกบนโลกโซเชียล เด็กที่มีความสัมพันธ์ในครอบครัว หรือสังคมเพื่อนไม่ดีนัก โดยสาเหตุที่ทำให้เด็กกลุ่มนี้หันไปพึ่งพา AI เพราะสามารถตอบสนองพวกเขาได้ทันที และมีท่าทีพร้อมรับฟังเสมอ โดยไม่ดุด่า ไม่สั่งสอน ไม่ทำให้รู้สึกอับอาย ทำให้เด็กที่มีรอยร้าวในใจอยู่แล้วรู้สึกผูกพันกับ AI ได้ง่าย
เด็กกลุ่มนี้จะมอง AI เปรียบเสมือน ‘คนจริงๆ’ จึงกล้าเปิดใจเล่าเรื่องราวเชิงลึก และรายละเอียดเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของตนเอง โดยมักจะเชื่อมั่นในคำตอบ และคำแนะนำของ AI ในทุกๆ มิติ
เด็กไทยรู้เท่าทัน AI แค่ไหน
ข่าวดีก็คือ วัยรุ่นส่วนใหญ่มีความรู้เท่าทัน AI ในระดับที่ดี และสามารถแยกแยะโลกจริง กับโลก เสมือนได้ เด็กรู้ว่า AI พยายามเอาใจ และมักจะให้คำตอบแบบคล้อยตามในสิ่งที่เด็กอยากได้ยิน โดยเด็กมีการจำลองให้ AI เป็นเพื่อนที่มีนิสัยหยาบคาย และพูดคำหยาบ ซึ่ง AI ก็ยอมทำตาม ทำให้เด็กเรียนรู้ว่า AI ไม่มีจุดยืนหรือตัวตนที่แท้จริง แต่ทำทุกอย่างตามใจผู้ใช้งาน เด็กจึงระมัดระวังตัวในการเชื่อคำปรึกษามากขึ้น
“สิ่งที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กๆ รู้เท่าทัน AI มาจากความรัก การปกป้องจากครอบครัว การที่โรงเรียนเริ่มสอนเรื่อง AI Literacy มากขึ้น และการมีเพื่อนในชีวิตจริง จะช่วยดึงพวกเขาให้อยู่กับโลกความเป็นจริงมากขึ้น”
วัยรุ่นเสพติดคุยกับ AI ส่งผลต่ออารมณ์และการเข้าสังคมอย่างไร
แม้ว่า AI จะดูเหมือนเป็นพื้นที่ปลอดภัยและดีต่อใจต่ออารมณ์ของเด็กในระยะสั้น แต่ผลกระทบที่จะตามมาหากเด็กพึ่งพา AI มากเกินไป จะส่งผลเสียร้ายแรงต่อพัฒนาการทางสังคมและอารมณ์ในระยะยาว ดังนี้
-
ขาดทักษะยอมรับความเห็นต่าง: มีกรณีศึกษาที่เด็กทดลองสั่งให้ AI พูดหยาบคายใส่ตนเอง ซึ่ง AI ก็พร้อมจะทำตามทันทีเพื่อเอาใจผู้ใช้งาน สิ่งนี้สะท้อนว่า AI ไม่มี ‘อัตลักษณ์’ ที่แท้จริง เป็นเพียงกระจกเงา ที่สะท้อนความต้องการของเด็ก การอยู่ในความสัมพันธ์ที่มีแต่การคล้อยตาม จะทำให้เด็กขาดทักษะยอมรับความเห็นที่แตกต่างในโลกจริง
-
ขาดทักษะการจัดการอารมณ์: การคุยกับ AI ไม่ต้องระมัดระวังความรู้สึก ไม่ต้องสังเกตสีหน้าแววตา และไม่ต้องใช้ความพยายามในการประนีประนอม เมื่อเด็กได้รับ ‘อารมณ์บวก’ ง่ายเกินไป อาจทำให้ขาดทักษะ การจัดการอารมณ์ที่ซับซ้อน และขาดความเห็นใจทั้งต่อตนเองและผู้อื่น
เราได้เห็นถึงแนวคิดเบื้องหลังการใช้งาน AI เป็นเพื่อนคู่คิดที่ปรึกษาของวัยรุ่นไปแล้ว แม้วัยรุ่นส่วนใหญ่จะใช้งานแบบรู้เท่าทัน ปรึกษาปัญหาส่วนตัวแบบผิวเผิน แล้วออกไปใช้ชีวิต ทำกิจกรรมที่ยึดโยงกับสังคมเพื่อจัดการอารมณ์
คำถามคือ แล้วเด็กส่วนน้อยที่ต้องพึ่งพา AI เพราะมีปัญหาด้านความสัมพันธ์เป็นทุนเดิมล่ะ พ่อแม่จะควรรับมืออย่างไร ไม่ให้เด็กปิดประตูใส่ในวันที่ครอบครัวไม่ใช่ safe zone?
นรพันธ์ให้มุมมองว่า “สิ่งสำคัญคืออย่าทำให้ AI เป็นตัวร้าย ถ้าเมื่อไรพ่อแม่ทำแบบนั้น เราจะอยู่คนละฝั่งกับลูกทันที วัยรุ่นไม่ชอบให้พ่อแม่เตือนว่าอย่าไปคบเพื่อนคนนี้นะ คนนี้ไม่ดี เพราะนั่นคือเพื่อนของเขา เช่นเดียวกับ AI ไม่ต้องห้ามใช้ แต่ต้องบอกว่าคบอย่างไรมากกว่า”
5 วิธีเลี้ยงลูกอย่างไรให้เท่าทัน AI
เด็กวัยรุ่น (อายุประมาณ 13-18 ปี) วัยนี้เป็นวัยที่เริ่มมีความคิดและสังคมเป็นของตัวเอง การดูแลจึงต้องอาศัยความเข้าใจให้คำแนะนำชวนคิดตาม มากกว่าออกคำสั่งบังคับให้ทำตาม
1. อย่ามอง AI เป็นตัวร้าย
ห้ามต่อต้านหรือบอกว่า AI เป็นสิ่งไม่ดีเด็ดขาด เพราะธรรมชาติของวัยรุ่น ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ถ้าเราไปตั้งตัวเป็นศัตรูกับสิ่งที่เด็กชอบ เขาจะปิดประตูใส่เราทันที สิ่งที่พ่อแม่ควรทำคือมองว่า AI เป็นเหมือนเพื่อนคนหนึ่งของลูก และแนะนำว่าควรจะคบเพื่อนคนนี้อย่างไรให้พอดี
2. ชวนให้คิดแทนการออกคำสั่ง
แทนที่จะสั่งห้ามตรงๆ ว่าห้ามแชร์ข้อมูลส่วนตัว ให้ใช้วิธีชวนคุยและตั้งคำถาม ให้เด็กคิดทบทวน เช่น ถามเขาว่าเรื่องส่วนตัวอะไรบ้างที่ไม่อยากให้พ่อแม่รู้ และถ้าไม่อยากให้พ่อแม่รู้ ทำไมถึงเลือกที่จะคุยกับ AI คำถามชวนคิด จะช่วยลดแรงต้านจากเด็ก
3. จัดลำดับความสำคัญว่าเรื่องไหนควรคุยกับใคร
สอนให้เด็กรู้จักแยกแยะว่าเรื่องไหนปรึกษา AI ได้ เรื่องไหนควรปรึกษาพ่อแม่ แต่ต้องย้ำให้เขามั่นใจว่า หากเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ หรือเป็นปัญหาหนักใจ พ่อแม่พร้อมที่จะรับฟังและเป็นที่ปรึกษาให้เขาเสมอ
4. สอนให้รู้เท่าทัน AI
ชี้ให้เด็กเห็นว่าลักษณะการตอบคำถามของ AI มักเข้าข้างและตามใจเราจนเกินเหตุ ซึ่งอาจทำให้เราลืมไปว่าโลกความเป็นจริงนั้นเต็มไปด้วยผู้คนที่หลากหลาย และความคิดเห็นที่แตกต่าง
5. จัดการเวลาในการใช้ AI
หากเด็กใช้เวลาอยู่กับ AI นานๆ สมองส่วนความสุขจะทำงานตลอดเวลาจนเกิดความผูกพัน พ่อแม่จึงต้องคอยสื่อสารเพื่อดึงสติลูก กำกับเวลาการใช้งาน เพื่อดึงให้เขากลับมา มีสติรับรู้โลกความเป็นจริง
บทความนี้เป็น หนึ่งในชิ้นงานโครงงานกลุ่มที่ กลุ่มที่ 4 AI กับความเหงา ของสัมมนาสาธารณะของโครงการพัฒนาหลักสูตรอบรมการประยุกต์ใช้ AI สำหรับสื่อมวลชนเพื่อส่งเสริมระบบนิเวศสื่อสุขภาวะ
Infographic:


คลิปประกอบ:

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา