
ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพผู้สูงอายุไทยที่ต่อแถวยาว ใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อ “ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” รักษาสิทธิ์เบี้ยยังชีพ ที่เราเห็นในข่าวก่อนหน้านี้ อาจเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของปัญหาผู้สูงอายุไทยในวันนี้ เพราะกำลังมีวิกฤตซ้อนวิกฤติที่ใหญ่กว่านั้นนั่นคือ “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” หรือ Climate Change และผู้ที่จะรับผลกระทบหนักที่สุดคือกลุ่มเปราะบางอย่าง “ผู้สูงอายุ” แต่กลับพบว่ายังไม่มีระบบสวัสดิการใดออกแบบมารองรับผลกระทบนี้โดยตรง
วิฤติ “สังคมสูงวัย” ที่หน่วยงานเดียวรับมือไม่ไหว
นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้สัมภาษณ์ว่า ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ในปี 2567 และล่าสุด ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2569 มีจำนวนกว่า 14.4 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 22% ของประชากรทั้งหมด ถือเป็นโจทย์ใหญ่ในการออกแบบระบบดูแลผู้สูงอายุของประเทศ ข้อมูลจาก “กระทรวง พม.” ระบุด้วยว่า สวัสดิการสำหรับคนไทยที่รวบรวมได้มีกว่า 110 รายการ กระจายอยู่ใน 16 กระทรวง/หน่วยงาน แบ่งเป็นสำหรับผู้สูงอายุ ที่กระทรวง พม. รับผิดชอบโดยเฉพาะ ประกอบด้วย เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ กองทุนผู้สูงอายุ การปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุการจัดการศพผู้สูงอายุตามประเพณี ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ ครอบครัวอุปถัมภ์ผู้สูงอายุ การสงเคราะห์ผู้สูงอายุในภาวะยากลำบาก นอกจากนี้ยังมีสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ร่วมจากหน่วยงานภาคีอื่นๆ ได้อีก เช่น สิทธิบัตรทอง บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) และ การลดค่าเดินทางสำหรับกลุ่มเปราะบาง ฯ
“งานดูแลผู้สูงอายุไม่ใช่ภารกิจของกรมฯ หรือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เพียงหน่วยงานเดียว แต่เป็นงานที่ต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันของทุกภาคส่วน” อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กล่าวยอมรับ
เจาะลึกสถิติผู้สูงอายุเสียชีวิตเพิ่มขึ้นในภาวะโลกเดือด
ข้อมูลองค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) พบว่า การเสียชีวิตจากสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับความร้อนในทุกกลุ่มอายุปี ค.ศ. 2012–2021 มีค่าเฉลี่ยสูงถึง 546,000 ราย/ปี เป็นอัตราที่เพิ่มขึ้น 63.2% เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ย 335,000 รายต่อปีในช่วงปี ค.ศ. 1990–1999
เมื่อวิเคราะห์เฉพาะกลุ่มอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป พบอัตราการเสียชีวิตที่เกี่ยวเนื่องจากความร้อนปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 85% เมื่อเปรียบเทียบระหว่างช่วงปี ค.ศ. 2000–2004 และ ค.ศ. 2017–2021 และเมื่อ 2 ปีที่แล้วคือ ปี ค.ศ. 2024 ระดับการเผชิญความร้อนอันตราย หรือ Heat Exposure ของกลุ่มผู้สูงอายุขยายตัวในอัตราเร่ง ผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน 65 ปีทั่วโลกเผชิญกับจำนวนวันคลื่นความร้อนเฉลี่ยต่อคนเพิ่มขึ้นถึง 304% เมื่อเทียบกับช่วงปี ค.ศ. 1986–2005 คิดเป็นสถิติการสัมผัสคลื่นความร้อนอันตรายเฉลี่ยมากกว่า 20 วัน/คน ในปีดังกล่าว
ผู้สูงอายุอาเซียนมีความเสี่ยงระดับต้นๆของโลก
เจาะลึกไปที่ “ภูมิภาคอาเซียน” ที่มี Time Zone และสภาพอากาศใกล้เคียงประเทศไทย พบว่าถูกจัดเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยมีปัจจัยร่วมระหว่างสภาพอากาศร้อนชื้น สัดส่วนประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานทางสาธารณสุข
ในปี ค.ศ. 2021 จำนวนผู้เสียชีวิตที่มีสาเหตุมาจากอุณหภูมิสูงจำนวน 32,230 ราย โดยมีการคาดการณ์ว่าหากไม่มีมาตรการรับมืและปรับตัวที่มีประสิทธิภาพ จำนวนการเสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นเข้าใกล้ 100,000 รายต่อปีภายในปี ค.ศ. 2045 โดยในจำนวนนี้มีกลุ่มประชากรที่อายุมากกว่า 55 ปีเป็นกลุ่มหลักที่แบกรับภาระความสูญเสียนี้
แนวโน้มสูงวัยไทย เสียชีวิตจากความร้อนเพิ่มขึ้น
ข้อมูลจาก "ระบบเฝ้าระวัง" ของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และงานวิจัยระบาดวิทยาในประเทศไทย ระบุว่า จากการเฝ้าระวังการเสียชีวิตด้วย “โรคลมแดด” หรือ “ฮีทสโตรก” (Heatstroke) ซึ่งเป็นการเสียชีวิตเฉียบพลันจากอุณหภูมิร่างกายที่พุ่งสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส พบว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตผันแปรตามความรุนแรงของสภาพอากาศในแต่ละปี แต่มีแนวโน้มเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน
- 2556–2565 (2013–2022) รวม 196–234 ราย (เฉลี่ย ~30–33 ราย/ปี)
- 2561 (2018) 18 ราย สถิติปีที่มีอุณหภูมิปานกลาง
- 2566 (2023) 37 ราย สภาวะอากาศร้อนจัดสะสมจากปรากฏการณ์เอลนีโญ
- 2567 (2024) 62 ราย (30–38 ราย ในช่วง 4 เดือนแรก) ปีที่ร้อนเป็นประวัติการณ์ อุณหภูมิหลายพื้นที่เกิน 40°C
- 2568 (2025) 21 ราย (สถิติเฉพาะช่วงต้นฤดูร้อน) และพบผู้ป่วยโรคลมร้อนสะสม 182 ราย
ส่วนการกระจายตัวเชิงพื้นที่พบข้อมูลดังนี้
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีสัดส่วนผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวเนื่องจากภาวะอากาศร้อนสูงคิดเป็นร้อยละ 52 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด
- รองลงมาคือภาคกลางและภาคตะวันตก คิดเป็นร้อยละ 24
และเมื่อจำแนกตามกลุ่มอายุและพฤติกรรมความเสี่ยง
- กลุ่มคนทำงานกลางแจ้ง/รับจ้าง และกลุ่มเปราะบางทางสุขภาพ ปี พ.ศ. 2567 เสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 27.9
- การเสียชีวิตเฉียบพลันที่ได้รับการวินิจฉัยสาเหตุหลักเป็น “โรคลมแดด” (ICD-10 Code T67.0) และเสียชีวิตทางอ้อมจากการกำเริบของโรคเรื้อรัง ระบบหมุนเวียนโลหิต ระบบทางเดินหาย ถึงร้อยละ 10
ลงพื้นที่จริง ฟังเสียงผู้สูงอายุในกทม.
กลุ่ม 3 ลงพื้นที่ย่านคอกวัว ถนนราชดำเนิน กทม. ในช่วงบ่ายเพื่อสัมภาษณ์ตัวแทนผู้สูงอายุในพื้นที่เมือง นายวิชัย ปั้นประเสิรฐ อายุ 71 ปี กำลังรอรถเมล์กลับบ้านให้สัมภาษณ์ว่า ตัวเขาเองพื้นเพเป็นคนจังหวัดเชียงราย ย้ายเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ปัจจุบันได้รับเพียงสิทธิ์การรักษาพยาบาลจากบัตร 30 บาท (บัตรทอง) เท่านั้น และมองว่ายังไม่ได้รับการดูแลด้านอื่นๆ จากภาครัฐเท่าที่ควร เพราะการแจกเงินหรือการให้ความช่วยเหลือที่มักมีการเลื่อน หรือปรับเปลี่ยนเงื่อนไข รัฐให้ความสำคัญกับกลุ่มเด็กหรือวัยอื่น จนผู้สูงอายุเสียสิทธิ์หรือถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
นายวิชัย ระบุถึงทางออกในการรับมือโลกร้อนในแบบฉบับของตัวเองว่า ยอมรับว่าอากาศปัจจุบันร้อนมาก แม้ในวันที่ไม่มีแสงแดดส่องถึงโดยตรงก็ยังรู้สึกถึงไอความร้อนที่รุนแรงขึ้น จึงเลือกที่จะไม่อยู่อุดอู้อยู่แต่ในบ้านลำพังคนเดียว เพราะเหงาและอากาศจะร้อน จึงเลือกที่จะออกมาข้างนอก โดยมีการเตรียมความพร้อมส่วนตัว เช่น พกน้ำดื่มให้เพียงพอ และพกร่มเพื่อป้องกันแดด
ด้านนายจำลอง สารบรรณ อายุ 80 ปี ซึ่งมีความพิการบกพร่องทางการมองเห็นและการได้ยิน อาชีพค้าขายขนม ให้สัมภาษณ์ว่า แม้อายุจะมากและมีปัญหาสุขภาพ แต่ยังต้องออกมานั่งขายของทุกวันริมทางเท้าเพื่อประทังชีวิต เพราะเบี้ยสวัสดิการผู้สูงอายุและผู้พิการในปัจจุบันยังน้อยเกินไป ไม่สมดุลกับค่าครองชีพ
“วันไหนช่วงกลางวันที่แดดจัด ลุงก็จะรู้สึกหงุดหงิดและอึดอัดมาก ถ้าในอนาคตอากาศร้อนรุนแรงขึ้นกว่านี้ ชีวิตคงจะแย่ลงมาก ทั้งต่อสภาพจิตใจและการใช้ชีวิต แต่ในเมื่อยังไม่มีความช่วยเหลือจากรัฐ จึงยังต้องสู้ และพึ่งตัวเอง” ลุงวิชัย กล่าว
ขณะที่นางอร โศกค้อ อายุ 79 ปี ภรรยาของนายวิชัยที่นั่งอยู่ใกล้กัน ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ทั้งคู่ย้ายเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ทำอาชีพค้าขาย มานานกว่า 50 ปีแล้ว เดิมเคยมีที่ทำกิน แต่ถูกยึด จึงมาไปเช่าบ้านที่แคบและแออัดเป็นที่อยู่อาศัย แม้จะได้รับสวัสดิการเบี้ยผู้สูงอายุ และใช้สิทธิบัตรทองในการรักษาโรคยามเจ็บป่วยแต่บางครั้งยาที่ได้รับก็ไม่เพียงพอ
“ในกระเป๋ายายมียาพาราที่หมอให้มา เวลาแดดร้อนมากแล้วปวดหัวก็จะหยิบยาขึ้นมากิน ถ้ายาหมดก็ต้องหาซื้อเพิ่มเอง ยิ่งอากาศร้อนจัดแบบนี้มีอาการปวดหัวแทบทุกวันเพื่อบรรเทาอาการ การออกมานั่งขายของข้างนอกห้องเช่า ก็ยังรู้สึกเย็นกว่าการอยู่ในบ้านเช่าที่ทั้งแคบและอบอ้าวหากอนาคตร้อนรุนแรงขึ้นไปกว่านี้ อาจรับมือไม่ไหว เพราะปัจจุบันที่เป็นอยู่ก็ถือว่าแย่และลำบากมากพอแล้ว”
คำยืนยัน “ผู้สูงอายุ” มีความเปราะบางกว่าคนทั่วไป
นางสาวนารีรัตน์ ธนะเกษม ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาศักยภาพและเผยแพร่องค์ความรู้ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ให้สัมภาษณ์ว่า ผลกระทบจาก Climate Change ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคนในระดับเดียวกัน แต่ขึ้นอยู่กับ “ความสามารถในการปรับตัว”
“ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการรองรับผลกระทบจากโลกร้อนได้น้อย ยิ่งหากเป็นผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ไม่พร้อม ไม่มีเครื่องปรับอากาศ หรือไม่มีระบบสาธารณสุขที่เหมาะสม ก็จะได้รับผลกระทบค่อนข้างหนัก ความเสี่ยงยิ่งสูงขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุไร้บ้าน หรือผู้ที่อยู่ในครัวเรือนรายได้น้อย เพราะไม่มีทั้งเงินทุน ที่อยู่อาศัย และเครื่องมือสำหรับรับมือกับภัยพิบัติ”
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (TDRI) มองว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญโลกใบใหม่ที่สภาพภูมิอากาศมีความแปรปรวนรุนแรงขึ้น และผลกระทบจะกระจายไปทั้งเศรษฐกิจ สังคม และความสามารถในการแข่งขัน สำหรับประเทศไทย ความเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น น้ำท่วมรุนแรง ภัยแล้ง และคลื่นความร้อน กลุ่มผู้สูงอายุถือเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ต้องจับตา เพราะมีข้อจำกัดด้านสุขภาพและการปรับอุณหภูมิร่างกาย ขณะที่ผู้สูงอายุรายได้น้อยอาจไม่สามารถรับภาระค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการใช้เครื่องปรับอากาศหรือเครื่องทำความเย็นได้ ดังนั้น Climate Change จึงไม่ได้หมายถึงเพียง “อากาศร้อนขึ้น” แต่หมายถึงต้นทุนชีวิตที่สูงขึ้น ทั้งค่าไฟ ค่าอาหาร ค่ารักษาพยาบาล ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหลังภัยพิบัติ
"รัฐบาลไทยตั้งเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 ช้ากว่าหลายประเทศ และในทางปฏิบัติยังขาดเจ้าภาพที่แท้จริง นโยบายปัจจุบันมักเป็นเพียงแผนบนกระดาษที่ขาดการคิดล่วงหน้าภัยครั้งนี้ใหญ่มาก ต่อให้พร้อมก็ยังเหนื่อย แต่ถ้าไม่พร้อมและมัวแต่ทำเรื่องไม่เป็นเรื่อง ประเทศไทยจะเข้าสู่ภาวะวิกฤตที่อันตรายถึงชีวิต” ดร.สมเกียรติ กล่าว
ส่องทางออก-รับมือ จากหลายประเทศ
นายกานต์ รามอินทรา หัวหน้าทีมโครงการ ประจำโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ชี้ว่า ที่อยู่อาศัยที่มีข้อจำกัดด้านการระบายอากาศ เมื่อเกิดความร้อนจัดจึงมีความเสี่ยงต่อ Heat Stress (ภาวะเครียดจากความร้อน) และ Heatstroke ขณะเดียวกันชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำยังเผชิญน้ำท่วมซ้ำซาก และไม่มีทุนเพียงพอสำหรับซ่อมแซมบ้านหลังน้ำลด
“เราสามารถเริ่มจากสิ่งที่ทำได้ทันที เช่น การมีพื้นที่เย็นให้คนกลุ่มเปราะบางเข้าถึงได้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ คนไร้บ้าน และผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง จึงเสนอแนวคิด Cooling System เช่น การจัดพื้นที่คลายร้อนหรือ Cooling Centers ให้กลุ่มเปราะบางเข้าถึงได้ง่าย โดยอาจประสานพื้นที่สาธารณะ ร้านค้า หรือสถานที่ของชุมชนให้เป็นจุดพักจากความร้อน”
ข้อมูลจาก UNDP ชี้ให้เห็นไอเดียหนึ่งในแนวคิดสำคัญจากต่างประเทศคือการเปลี่ยนระบบจากการรอให้เกิดภัยพิบัติแล้วจึงจ่ายเงินเยียวยา ไปสู่ “Adaptive Social Protection” หรือการคุ้มครองทางสังคมที่เชื่อมโยงกับความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ ตัวอย่างที่น่าสนใจ ได้แก่
- จีน ใช้แนวคิด Sponge City เพิ่มพื้นที่สีเขียวและโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยดูดซับน้ำ ลดความเสี่ยงจากน้ำท่วม
- ญี่ปุ่น ให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมและซ้อมรับมือภัยพิบัติ รวมถึงการใช้แผนที่ดิจิทัลเพื่อระบุเส้นทางและพื้นที่ปลอดภัย
- สิงคโปร์ ใช้ทั้งการเพิ่มพื้นที่สีเขียว การจัดการน้ำ และมาตรการลดความร้อนในเมือง ขณะที่ภาคแรงงานกลางแจ้งมีแนวทางป้องกันความเสี่ยงจากความร้อน
- ฟิลิปปินส์ ทำนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ 2023-2028 และวางแผนการปรับตัวแห่งชาติ (NAP) 2023-2050 ว่าด้วยการปกป้องความเป็นอยู่ของประชาชนด้วยระบบคุ้มครองสังคมและนโยบายที่ตอบสนองต่อสภาพภูมิอากาศ
- มาเลเซีย ตั้งเป้าสร้างงานสีเขียว 230,000 ตำแหน่ง ช่วยลดความเปราะบางของประเทศในระยะยาว
- ขณะที่ เมียนมา กัมพูชา ลาว ยังขาดทรัพยากรเพียงพอในการคุ้มครองประชากรกลุ่มเสี่ยง รวมถึงผู้สูงอายุ จากภัยพิบัติที่จะทวีความถี่และความรุนแรงขึ้น
ประเทศไทยกำลังจะมีกฎหมายแต่กว่าจะได้บังคับใช้!
ข้อมูลจาก “กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.)” สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ หรือ NAP ซึ่งครอบคลุม 6 ด้าน ได้แก่ น้ำ เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว สาธารณสุข ทรัพยากรธรรมชาติ และการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ นอกจากนี้ ประเทศไทยอยู่ระหว่างการผลักดัน "ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" โดยในจำนวน 14 หมวด 205 มาตรา มีกลไกด้านการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัว การประเมินความเสี่ยง และการจัดตั้งกองทุนภูมิอากาศ และยังพบว่าร่างกฎหมายไม่ได้กำหนดสิทธิหรือสวัสดิการเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางโดยตรง แต่กฎหมายมีกรอบแนวคิด ที่สามารถนำไปใช้คุ้มครองคนกลุ่มนี้ได้ แต่การจะเกิดสิทธิและมาตรการที่จับต้องได้จริง ยังขึ้นอยู่กับแผนระดับชาติ แผนระดับจังหวัด แผนท้องถิ่น งบประมาณ และกฎหมายลำดับรอง ที่เป็นเรื่องในระยะยาวหลังจาก ร่างพ.ร.บ.บังคับใช้
สำหรับไทม์ไลน์ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. … (หรือ พ.ร.บ. ลดโลกร้อน) จะพบว่าแต่ละขั้นตอนใช้เวลาอย่างมาก มีดังนี้
- พ.ศ. 2564: เริ่มต้นกระบวนการเตรียมการและยกร่างกฎหมาย
- 23 สิงหาคม 2568: ร่างกฎหมายอยู่ในกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและรอความเห็นชอบจากหน่วยงานหลักกว่า 30 แห่ง
- 2 ธันวาคม 2568: คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการ ร่างพระราชบัญญัติฯตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ
- 10 มีนาคม – 9 เมษายน 2569: เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย (ครั้งที่ 3) ผ่านระบบกลางทางกฎหมาย
- มิถุนายน 2569: ร่างกฎหมายถูกส่งเข้าสู่การพิจารณารายมาตราโดย คณะกรรมการกฤษฎีกาก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา
- ไตรมาส 3 ปี 2570 (คาดการณ์) : ประกาศใช้เป็นกฎหมาย
- ช่วงปี 2572–2573 : ทยอยบังคับใช้โดยสมบูรณ์
ข้อเสนอและทางออก เพื่อรับมือได้ทันเวลา
อ้างอิงข้อมูลจาก กรมกิจการผู้สูงอายุ , UNDP ,TDRI และ อบก. ระบุตรงกันว่า ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานเชิงนโยบายอยู่แล้ว แต่มีช่องว่างในการเชื่อม Climate Change เข้ากับระบบสวัสดิการผู้สูงอายุโดยตรง สามารถสรุปเป็นทางออกและคำตอบได้จำนวน 4 ข้อดังนี้
1. ระบบยังเน้นเยียวยาหลังเกิดเหตุ ประเทศไทยยังต้องพัฒนา “Anticipatory Action” หรือการช่วยเหลือล่วงหน้าก่อนภัยรุนแรงถึงจุดวิกฤต
2. โครงสร้างพื้นฐานรับมือความร้อนยังไม่ทั่วถึง Cooling Centers พื้นที่สีเขียว บ้านพักที่เหมาะกับผู้สูงอายุ และระบบเตือนภัยเฉพาะกลุ่ม ยังต้องขยายไปถึงระดับชุมชน
3. หน่วยงานยังทำงานแบบไซโล ต้องเชื่อมข้อมูลสวัสดิการกันมากขึ้น Climate Policy กับ Social Protection ต้องไม่ทำงานแยกส่วน
4. สวัสดิการผู้สูงอายุในยุคโลกร้อน ไม่ควรหมายถึงเพียงการมีเงินเบี้ยยังชีพ แต่ต้องหมายถึงการมี รายได้ สุขภาพ บ้านที่ปลอดภัย ระบบเตือนภัย การเดินทาง การดูแลระยะยาว และพื้นที่ปลอดภัยเมื่อเกิดภัยพิบัติ
ผลงานโดย : ผู้เข้ารับการอบรมโครงการ “เพิ่มองค์ความรู้สื่อมวลชน: เรื่องกระบวนทัศน์ใหม่ของสื่อหลังโลกาภิวัฒน์” รุ่นที่ 3 กลุ่มที่ 3

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา