
“…คำร้องของผู้ฟ้องคดีที่ 1 ที่อ้างถึงหนังสือกระทรวงพาณิชย์ ลับ ด่วนที่สุด ที่ พณ 0302.3/781 ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ว่า เป็นเหตุในการขอพิจารณาคดีใหม่นั้น จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 75 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ที่ศาลจะรับไว้พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีปกครองนั้นใหม่ได้…”
...................................
จากกรณีที่เมื่อวันที่ 23 ก.ย. ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำสั่งที่ 1011/2569 ตามคำร้องที่ 353/2569 ระหว่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี (ผู้ฟ้องคดีที่ 1) กับ นายอนุสรณ์ อมรฉัตร (ผู้ฟ้องคดีที่ 2) และ นายกรัฐมนตรี กับพวกรวม 9 คน (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 9)
กรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีใหม่ ในคดีศาลปกครองสูงสุด ได้พิพากษา (คดีหมายเลขดำที่ อผ.163-166/2564 หมายเลขแดงที่ อผ. 160-163/2568) ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโครงการรับจำนำข้าวเปลือก จำนวน 10,028,861,880.83 บาท
โดยคดนี้ ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองกลาง ที่ไม่รับคำขอของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ไว้พิจารณา เนื่องจากศาลฯเห็นว่า ไม่มีพยานหลักฐานใหม่ อันอาจทำให้ข้อเท็จจริงที่ศาลปกครองสูงสุดรับฟังเป็นยุติแล้วนั้น เปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ นั้น (อ่านประกอบ : ไม่มีพยานหลักฐานใหม่! ‘ศาลปค.สูงสุด’ตีตกคำร้อง‘ยิ่งลักษณ์’ขอรื้อคดีชดใช้‘จำนำข้าว’หมื่นล.)
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) จึงขอนำเสนอรายละเอียด 'คำวินิจฉัย' ของศาลปกครองสูงสุดในคดีดังกล่าว (คำร้องที่ 353/2569 คำสั่งที่ 1011/2569) ก่อนที่ศาลฯจะมีคำสั่งไม่รับคำขอของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ที่ขอให้ศาลฯรื้อคดีชดใช้ค่าเสียหาย ‘จำนำข้าว’ ขึ้นมาพิจารณาใหม่ ดังนี้
@‘ศาลฯ’ตั้งปมวินิจฉัย 3 ประเด็นก่อนชี้ขาด‘รื้อคดี’พิจารณาใหม่
ศาลปกครองสูงสุดพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าคำขอให้พิจารณาพิพากษาคดีใหม่ของผู้ฟ้องคดีที่ 1 (น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) เป็นคำขอที่ศาลรับไว้พิจารณาได้หรือไม่
ศาลปกครองสูงสุดพิเคราะห์แล้วเห็นว่า …. ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีใหม่ในคดีที่ศาลปกครองสูงสุด โดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งเก้า (นายกรัฐมนตรี กับพวกรวม 9 คน) รวม 3 ประเด็น ดังนี้
ประเด็นที่หนึ่ง คำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 (น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 (กระทรวงการคลัง) เป็นเงิน 35,717,273,028.23 บาท ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง เป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
โดยวินิจฉัยว่าคำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2559 เฉพาะส่วนที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินกว่าจำนวน 10,028,861,880.83 บาท เป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ประเด็นที่สอง คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 9 (กรมบังคับคดี อธิบดีกรมบังคับคดี และเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีแพ่ง) ที่ให้ดำเนินการยึด อายัดทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีที่ 1 เพื่อขายทอดตลาด อันเป็นการบังคับตามมาตรการบังคับทางปกครองตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ที่สืบเนื่องมาจากคำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2555 เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ประเด็นที่สาม การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 (กระทรวงการคลัง) โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 (ปลัดกระทรวงการคลัง) มีหนังสือ ลับ ด่วนที่สุด ที่ กค 0206/ล 2174 ลงวันที่ 30 สิงหาคม2562 ปฏิเสธการขอกันส่วนในฐานะเจ้าของรวมซึ่งทรัพย์สินที่ถูกยึดและอายัดมาจากผู้ฟ้องคดีที่ 1 จำนวน 32 รายการ
ตามที่ผู้ฟ้องคดีที่ 2 มีหนังสือลงวันที่ 24 มิถุนายน 2562 ร้องขอให้กันส่วน เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีที่ 2 หรือไม่ หากเป็นการกระทำละเมิด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 และผู้ถูกฟ้องคดี 6 ที่จะต้องดำเนินการตามคำขอท้ายฟ้องของผู้ฟ้องคดีที่ 2 เพียงใด
การที่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 (น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีใหม่ โดยอ้างว่ามีพยานหลักฐานใหม่ กล่าวคือ หนังสือกระทรวงพาณิชย์ ลับ ด่วนที่สุด ที่ พณ 0302.3/781 ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ซึ่งออกโดยปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่า คำสั่งกระทรวงพาณิชย์ ลับ ที่ 453/2559 ลงวันที่ 19 กันยายน 2559 เรื่อง ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นคำสั่งทางปกครองที่ใช้บังคับกับเจ้าหน้าที่ผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งนี้เท่านั้น จึงไม่มีกรณีการใช้คำสั่งดังกล่าวไปบังคับกับบุคคลอื่น รวมถึงผู้ฟ้องคดีที่ 1 ด้วย
แต่เนื่องจากศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาในคดีนี้ เป็นคดีหมายเลขแดงที่ อผ.160-163/2568 ให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนร้อยละ 50 โดยคิดจากฐานความเสียหายตามคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ ลับ ที่ 453/2559 ลงวันที่ 19 กันยายน 2559 จึงเป็นการกำหนดสัดส่วนความรับผิดให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ต้องรับผิดสูงกว่าเจ้าหน้าที่ผู้อยู่ในบังคับให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของคำสั่งดังกล่าว
กรณีจึงเป็นการกล่าวอ้างว่า ศาลปกครองสูงสุดฟังข้อเท็จจริงผิดพลาด หรือมีพยานหลักฐานใหม่ อันอาจทำให้ข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติแล้วนั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ และเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่นอกเหนือจากข้อเท็จจริงในคำสั่งพิพาท ซึ่งเป็นข้อบกพร่องสำคัญในกระบวนพิจารณาพิพากษา ที่ทำให้ผลของคดีไม่มีความยุติธรรม ตามมาตรา 75 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
@ชี้หนังสือลับ‘พณ.’เป็นการ‘ตอบข้อหารือ’-ไม่ใช่หลักฐานใหม่
คดีจึงมีประเด็นต้องพิจารณาว่า หนังสือกระทรวงพาณิชย์ ลับ ด่วนที่สุด ที พณ 0302.3/781 ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ถือเป็นพยานหลักฐานใหม่อันอาจทำให้ข้อเท็จจริงที่ศาลปกครองสูงสุดรับฟังเป็นยุติแล้วนั้น เปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญหรือไม่
เมื่อพิจารณาเนื้อหาข้อความของหนังสือกระทรวงพาณิชย์ ลับ ด่วนที่สุด ที่ พณ 0302.3/781 ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ที่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 (น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) อ้างว่า เป็นพยานหลักฐานใหม่
โดยปลัดกระทรวงพาณิชย์ได้ชี้แจงว่าคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ ลับ ที่ 453/2559 ลงวันที่ 19 กันยายน 2559 ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวน 6 ราย ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ได้ดำเนินการถูกต้องตามรูปแบบที่กำหนดไว้ ตามมาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 โดยเจ้าหน้าที่ผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งบางราย ได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองชั้นต้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาอุทธรณ์ของศาลปกครองสูงสุด
ส่วนการดำเนินการใช้มาตรการบังคับทางปกครองกับเจ้าหน้าที่ผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งดังกล่าว อยู่ระหว่างการดำเนินการของกรมการค้าต่างประเทศ ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ โดยคำสั่งดังกล่าว เป็นคำสั่งทางปกครองที่ใช้บังคับกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งเท่านั้น ไม่มีการใช้คำสั่งไปบังคับกับบุคคคลอื่นแต่อย่างใด
เห็นว่า เนื้อหาข้อความของหนังสือกระทรวงพาณิชย์ดังกล่าว เป็นการตอบข้อหารือระหว่างผู้ฟ้องคดีที่ 1 กับกระทรวงพาณิชย์ เกี่ยวกับมาตรการบังคับทางปกครองตามคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ ลับ ที่ 453/2559 ลงวันที่ 19 กันยายน 2559
ที่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวน 6 ราย ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่กระทรวงพาณิชย์ ในกรณีทุจริตเกี่ยวกับกระบวนการนำข้าวของรัฐไปจำหน่ายในโครงการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ตามสัญญาทั้ง 4 ฉบับ ซึ่งมิใช่คำสั่งทางปกครองที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้
ดังนั้น หนังสือกระทรวงพาณิชย์ ลับ ด่วนที่สุด ที่ พณ 0302.3/781 ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2568 จึงมิใช่พยานหลักฐานใหม่ อันอาจทำให้ข้อเท็จจริงที่ศาลปกครองสูงสุดรับฟังเป็นยุติแล้วนั้น เปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ ตามมาตรา 75 วรรคหนึ่ง (1) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
@อ้างเรื่อง‘ค่าเสียหาย’เกินจริง เป็นเพียงการโต้แย้ง‘ดุลพินิจ’
ส่วนประเด็นที่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 (น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) อ้างว่า ศาลปกครองสูงสุดพิจารณากำหนดสัดส่วนความรับผิดให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนร้อยละ 50 โดยคิดจากฐานความเสียหายตามคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ ลับ ที่ 453/2559 ลงวันที่ 19 กันยายน 2557 เป็นการกำหนดสัดส่วนความรับผิดให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ต้องรับผิดสูงกว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ 6 ราย ผู้อยู่ในบังคับให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของคำสั่งดังกล่าว และทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ 6 ราย ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนน้อยลง
และกรณีที่อ้างว่าศาลปกครองสูงสุดนำข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีหมายเลขแดงที่ อม. 178/2560 และ อม.179/2560 และคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (ชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์) คดีหมายเลขแดงที่ อม.อธ. 2-3/2562 ลงวันที่ 6 กันยายน 2562 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ได้เกิดขึ้นภายหลังการออกคำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้
และผู้ฟ้องคดีที่ 1 มิใช่คู่ความในคดีอาญาดังกล่าว จึงเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ภายหลังการจัดทำคำสั่งทางปกครอง และนอกฟ้องนอกประเด็นพิพาท มาวินิจฉัยให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
เห็นว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ตั้งแต่ปีการผลิต 2555/56 จนถึงปีการผลิต 2556/57 มีกรณีการทุจริตเกิดขึ้นในขั้นตอน อันได้แก่ การตรวจสอบคุณสมบัติและการรับรองเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ การนำข้าวไปจำนำนำ การเก็บรักษาข้าวเปลือกในโรงสี และโกดังกลาง การสวมสิทธิชาวนา การนำข้าวจากต่างประเทศมาสวมสิทธิ การระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G)
ดังนั้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ตั้งแต่ปีการผลิต 2555/56 จนถึงปีการผลิต 2556/57 จึงครอบคลุมถึงความเสียหายทั้งหมด ซึ่งรวมถึงขั้นตอนการรับจำนำข้าวเปลือกและขั้นตอนการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ด้วย
ศาลปกครองสูงสุดได้ใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานต่างๆ อันเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเสียหายในขั้นตอนการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ที่ปรากฏอยู่ในสำนวนคดี ทั้งในชั้นการพิจารณาของศาลปกครองชั้นต้นและศาลปกครองสูงสุด ซึ่งประกอบด้วยคำคู่ความที่คู่กรณีได้ยื่นต่อศาลแล้ว
ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวมีลักษณะเป็นการโต้แย้งการใช้ดุลพินิจของศาลปกครองสูงสุด ในการพิจารณาพิพากษาหรือวินิจฉัยชี้ขาดคดีเท่านั้น มิใช่เป็นกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดฟังข้อเท็จจริงผิดพลาดหรือมีพยานหลักฐานใหม่ อันอาจทำให้ข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติแล้วนั้น เปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ หรือมีข้อบกพร่องสำคัญในกระบวนพิจารณาพิพากษาที่ทำให้ผลของคดีไม่มีความยุติธรรม
ดังนั้น คำร้องของผู้ฟ้องคดีที่ 1 ที่อ้างถึงหนังสือกระทรวงพาณิชย์ ลับ ด่วนที่สุด ที่ พณ 0302.3/781 ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ว่า เป็นเหตุในการขอพิจารณาคดีใหม่นั้น จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 75 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ที่ศาลจะรับไว้พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีปกครองนั้นใหม่ได้
คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของผู้ฟ้องคดีที่ 1 ฟังไม่ขึ้น
การที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของผู้ฟ้องคดีที่ 1 ไว้พิจารณา นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย
จึงมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น
อ่านประกอบ :
ไม่มีพยานหลักฐานใหม่! ‘ศาลปค.สูงสุด’ตีตกคำร้อง‘ยิ่งลักษณ์’ขอรื้อคดีชดใช้‘จำนำข้าว’หมื่นล.

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา