
“การละเลยดังกล่าว ยังเป็นผลโดยตรงที่ทำให้ นาง ก. ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและก่อความเสียหายแก่ทางราชการได้อย่างต่อเนื่อง เพราะหากผู้ฟ้องคดีได้ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวอย่างครบถ้วนแล้ว ย่อมพบการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของ นาง ก. ได้โดยง่าย การกระทำของผู้ฟ้องคดี (นาย ก.) จึงเพียงพอให้ฟังได้ว่า ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ด้วยความจงใจและประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง…”
......................................
เมื่อเร็วๆนี้ ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.665/2564 คดีหมายเลขแดงที่ อ.260/2569 ซึ่งเป็นคดีที่ นาย จ. เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง นายอำเภอวาปีปทุม จ.มหาสารคาม ช่วยราชการวิทยาลัยการปกครอง ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายอำเภอพบพระ จ.ตาก (ผู้ฟ้องคดี) ยื่นฟ้อง อธิบดีกรมการปกครอง กับพวก รวม 3 คน (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-3) ต่อศาลปกครอง
กรณี อธิบดีกรมการปกครอง (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) โดยผู้ว่าราชการจังหวัดตาก (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) มีคำสั่งตามหนังสือจังหวัดตาก ที่ ตก 0017.1/350 ลงวันที่ 12 ก.ย.2554 เรื่อง ขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ราชการ โดยสั่งให้ นาย จ. (ผู้ฟ้องคดี) ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 362,660.24 บาท
อันเป็นผลสืบเนื่องจากเมื่อครั้งที่ นาย จ. (ผู้ฟ้องคดี) ดำรงตำแหน่งนายอำเภอพบพระ จังหวัดตาก ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของ นาง ก. เสมียนตราอำเภอพบพระ เพิกเฉยปล่อยปละละเลย จนทำให้ นาง ก. สามารถกระทำการทุจริตได้อย่างต่อเนื่อง เป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหาย
ทั้งนี้ คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด เห็นควรให้ นาง ก. รับผิดชดใช้สินไหมทดแทนเป็นเงิน 446,301.39 บาท และให้ นาย จ. (ผู้ฟ้องคดี) รับผิดชดใช้สินไหมทดแทนเป็นเงิน 362,660.24 บาท ส่วน นาย ว. ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายบริหารงานปกครอง หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการดูแลงานการเงินของที่ทำการปกครองอำเภอพบพระ รับผิดชดใช้สินไหมทดแทนเป็นเงิน 79,525.75 บาท
อย่างไรก็ดี นาย จ. (ผู้ฟ้องคดี) ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งฯดังกล่าว (คำสั่งตามหนังสือจังหวัดตาก ที่ ตก 0017.1/350 ลงวันที่ 12 ก.ย.2554 เรื่อง ขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ราชการ และคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ ซึ่งแจ้งตามหนังสือจังหวัดตาก ที่ ตก 0018.1/25635 ลงวันที่ 28 ส.ค.2560 เรื่อง แจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์) โดยโต้แย้งว่า
1.ในช่วงแรกที่ นาง ก. ย้ายมายังอำเภอพบพระ ผู้ฟ้องคดี (นาย จ.) ทราบประวัติของ นาง ก. ว่า มีพฤติการณ์ไม่น่าไว้วางใจส่อไปในทางไม่สุจริต และเป็นบุคคลที่เคยถูกปลดออกจากราชการมาแล้ว ผู้ฟ้องคดี จึงได้กำชับให้นาย ว. ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายบริหารงานปกครอง สอดส่องดูแลการปฏิบัติงานของนาง ก. อย่างใกล้ชิด
แต่ นาย ว. ก็ไม่เคยรายงานให้ผู้ฟ้องคดีทราบเลยว่า งานการเงินและบัญชีของที่ทำการปกครองอำเภอพบพระ มีปัญหา และผู้ฟ้องคดี (นาย จ.) ก็ไม่เคยได้รับรายงานจากกรรมการเก็บรักษาเงิน กรรมการตรวจสอบภายในงานการเงินและบัญชี และเจ้าหน้าที่ตรวจสอบจำนวนเงินประจำวัน หรือจากหน่วยงานตรวจสอบภายนอกว่า เงินของที่ทำการปกครองอำเภอพบพระ ขาดบัญชีหรือสูญหายแต่อย่างใด
ผู้ฟ้องคดี (นาย จ.) ทราบเรื่องดังกล่าว จากการที่มีผู้ร้องเรียน ซึ่งผู้ฟ้องคดี ก็ได้ตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าวแล้ว และเมื่อทราบผลตรวจสอบผู้ฟ้องคดี ก็ได้รายงานผลให้จังหวัดตากทราบและได้ร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญาต่อ นาง ก.ไว้แล้ว
2.สำหรับช่วงที่ผู้ฟ้องคดี (นาย จ.) ดำรงตำแหน่งนายอำเภอพบพระนั้น สามารถแบ่งการควบคุมดูแลงานการเงินได้เป็น 5 ช่วงเวลา ซึ่งมีเพียงช่วงเวลาที่ นาง ก. รับผิดชอบงานการเงินเท่านั้น ที่พบว่ามีการทุจริต การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (อธิบดีกรมการปกครอง) และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (ปลัดกระทรวงมหาดไทย) เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีปล่อยปละละเลย จึงไม่เป็นธรรมต่อผู้ฟ้องคดี
3.กรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เห็นว่า ผู้ฟ้องคดี (นาย จ.) ได้สั่งการให้ นาง ก. โอนเงินประกันสัญญาโครงการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เงินค่าไฟฟ้าและค่าโทรศัพท์ของที่ทำการปกครองอำเภอพบพระ เงินค่าตอบแทนกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่เบิกเกิน เงินอุดหนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้าบัญชีของผู้ฟ้องคดีและเครือญาติ นั้น
แท้จริงแล้วเงินดังกล่าวเป็นเงินส่วนตัวของผู้ฟ้องคดี ที่ได้มอบให้เสมียนตราอำเภอไว้เป็นเงินกองกลางของที่ทำการปกครองอำเภอพบพระ เพื่อไว้สำรองจ่ายในกิจการที่มีงบประมาณสนับสนุนและไม่มีงบประมาณสนับสนุน
แต่หากผู้ฟ้องคดี (นาย จ.) ต้องการใช้เงินส่วนตัวที่ผู้ฟ้องคดีมอบไว้ เสมียนตราอำเภอ ก็จะดำเนินการให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งในแบบเงินสดและโอนเงิน ซึ่งผู้ฟ้องคดี ก็ปฏิบัติเช่นนี้เรื่อยมา เช่น ช่วงเวลาที่ นาง น. และนาย อ. ทำหน้าที่เสมียนตราอำเภอ ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด แต่ นาง ก. มีเจตนาไม่สุจริตจึงเก็บหลักฐานการโอนเงินส่วนตัวของผู้ฟ้องคดีมากล่าวหาผู้ฟ้องคดีซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด
ส่วนเงินที่โอนให้แก่ นาง ช. ภรรยาของผู้ฟ้องคดี และนางสาว อ. น้องภรรยาของผู้ฟ้องคดีนั้น เป็นเพียงการโอนเงินค่าเครื่องสำอาง เครื่องประดับ และชำระหนี้เงินกู้ เท่านั้น
4.ผู้ฟ้องคดี (นาย จ.) ยังได้ร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญากับ นาง ก. ในข้อหาหมิ่นประมาทผู้ฟ้องคดีว่า “ผู้ฟ้องคดีเอาเงินไปหมดแล้ว” ซึ่งศาลจังหวัดแม่สอดมีคำพิพากษาลงโทษนางกรุณาแล้ว การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เชื่อคำกล่าวอ้างของนางกรุณาผู้ทุจริต แล้ววินิจฉัยว่าผู้ฟ้องคดีให้การสนับสนุนหรือสั่งการในการ กระทำผิดของนางกรุณาจึงไม่เป็นธรรมต่อผู้ฟ้องคดี
ด้วยเหตุผลดังกล่าว นาย จ. (ผู้ฟ้องคดี) จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง โดยขอให้ศาลฯมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนหนังสือจังหวัดตาก ที่ ตก 0017.1/350 ลงวันที่ 12 ก.ย.2554 เรื่อง ขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ราชการ โดยสั่งให้ นาย จ. ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 362,660.24 บาท และเพิกถอนคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ฯด้วย
โดยคดีนี้ ศาลปกครองสูงสุด พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นว่า เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (อธิบดีกรมการปกครอง) ที่แจ้งตามหนังสือจังหวัดตาก ที่ ตก 0017.1/350 ลงวันที่ 12 ก.ย.2554 เรื่อง ขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ทางราชการ
และคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (ปลัดกระทรวงมหาดไทย) ซึ่งแจ้งตามหนังสือจังหวัดตาก ที่ ตก 0018.1/25635 ลงวันที่ 28 ส.ค.2560 เรื่อง แจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ เฉพาะในส่วนที่ให้ผู้ฟ้องคดี (นาย จ.) ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินกว่าจำนวน 361,310.24 บาท โดยให้มีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่มีคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว
ทั้งนี้ หากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้รับชำระค่าสินไหมทดแทนจาก นาง ก. ซึ่งเป็นผู้กระทำการทุจริตแล้ว ให้คืนเงินส่วนที่รับชำระไว้เกินแก่ผู้ฟ้องคดี (นาย ก.) ตามสัดส่วนแห่งความรับผิดต่อไป นั้น
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) จึงขอนำเสนอรายละเอียด ‘คำวินิจฉัย-คำพิพากษา’ ของศาลปกครองสูงสุดในคดีนี้ มีรายละเอียด ดังนี้
@ประมาทเลินเล่อร้ายแรง-ปม‘เสมียนตรา’กระทำทุจริต
คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี (นาย จ.) ว่า คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (อธิบดีกรมการปกครอง) ที่สั่งให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นเงิน 362,660.24 บาท และคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (ปลัดกระทรวงมหาดไทย) เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ศาลปกครองสูงสุดโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า คดีมีประเด็นที่ต้องพิจารณาก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่อ อย่างร้ายแรงหรือไม่
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า…. ข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ความรับผิดทางละเมิด ฉบับลงวันที่ 24 ธันวาคม 2553 ว่าขณะที่ผู้ฟ้องคดี (นาย จ.) ดำรงตำแหน่ง นายอำเภอพบพระ อำเภอพบพระจังหวัดตาก
ได้มี นาง ก. ตำแหน่งเสมียนตราอำเภอพบพระ ตามคำสั่งที่ 338/2551 ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2551 คำสั่งที่ 578/2551 ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2551 คำสั่งที่ 185/2552 ลงวันที่ 1 มิถุนายน 2552 คำสั่งที่ 200/2552 ลงวันที่ 8 มิถุนายน 2552 ปฏิบัติหน้าที่งานการเงินและบัญชีของอำเภอพบพระ (ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2551 ถึงวันที่ 28 มิถุนายน 2552)
ได้กระทำการทุจริตเกี่ยวกับการเงินและบัญชีของที่ทำการปกครอง อำเภอพบพระ หลายกรณี เป็นเหตุทำให้เงินรายได้แผ่นดินและรายได้อื่นๆ ขาดบัญชีหรือสูญหาย ดังนี้
(1) กรณีนาง ก. ได้รับเงินรายได้แผ่นดิน แล้วนำมาลงบัญชีไม่ครบถ้วนทำให้เงินขาดบัญชี จำนวน 57,197.50 บาท
(2) กรณี นาง ก. ได้รับเงินประกันสัญญาโครงการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย รวม 82 สัญญา จากผู้รับจ้างแล้วไม่ได้ออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้รับจ้าง และไม่ได้นำเงินฝากคลังทำให้เงินขาดบัญชีหรือสูญหายบางส่วน ต่อมา ผู้ฟ้องคดีได้นำเงินไปคืนให้แก่ผู้รับจ้าง จำนวน 1,047,875 บาท แต่เงินยังขาดอีกจำนวน 118,810 บาท
(3) กรณี นาง ก. ได้มีการเบิกจ่ายเงินให้กับผู้รับจ้างตามโครงการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จำนวน 82 สัญญา และมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 1 เพื่อนำส่งสรรพากรพื้นที่ ภายใน 7 วัน โดยมีการหักเงินไว้ จำนวน 222,782.29 บาท แต่ไม่ได้มีการนำส่งสรรพากรพื้นที่ แต่อย่างใด
(4) กรณี นาง ก. ได้เบิกจ่ายเงินตามโครงการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยเกินวงเงินตามสัญญา จำนวน 20,572 บาท
(5) กรณี นาง ก. ได้เบิกเงินค่าไฟฟ้าและค่าโทรศัพท์ของที่ทำการปกครองอำเภอพบพระ แล้วไม่นำไปชำระ จำนวน 32,347.69 บาท
(6) กรณี นาง ก. ได้เบิกเงินค่าตอบแทนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เบิกเกินแล้วไม่นำส่งคืนจังหวัด เป็นเงิน 44,407 บาท
(7) กรณี นาง ก. ได้รับเงินอุดหนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 178,496 บาท แต่ไม่ดำเนินการทางบัญชีทำให้เงินขาดบัญชีและสูญหาย
(8) กรณี นาง ก. ได้ดำเนินการหักเงินค่าซื้อรถจักรยานยนต์จากค่าตอบแทนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รายนาย ส. แล้วไม่นำส่งบริษัท น. เป็นเงิน 2,700 บาท
รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 677,312.48 บาท จึงเห็นควรให้ นาง ก. รับผิดชดใช้ ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ทางราชการ เป็นเงิน 667,026.48 บาท นาย ว. ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายบริหารงานปกครอง รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 126,847.61 และผู้ฟ้องคดี (นาย จ.) ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นเงิน 537,478.88 บาท ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 พิจารณาแล้วเห็นควรเสนอต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เพื่อพิจารณาต่อไป
ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (อธิบดีกรมการปกครอง) ได้พิจารณาแล้วเห็นควรให้ นาง ก. รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นเงินจำนวน 446,301.39 บาท โดยให้ผู้ฟ้องคดี (นาย ก.) รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินจำนวน 362,660.24 บาท และให้นาย ว. รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นเงินทั้งสิ้น 79,526.75 บาท นั้น
พิจารณาแล้วเห็นว่า ขณะที่ นาง ก. ปฏิบัติหน้าที่เป็นเสมียนตราอำเภอที่ทำการปกครองอำเภอพบพระ และได้กระทำการทุจริตจนเป็นเหตุทำให้อำเภอพบพระได้รับความเสียหาย โดยมีเงินขาดบัญชีและสูญหายรวมเป็นเงิน จำนวน 677,312.48 บาท นั้น
ผู้ฟ้องคดี (นาย จ.) ดำรงตำแหน่งนายอำเภอพบพระ ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นหัวหน้าปกครองบังคับบัญชาบรรดาข้าราชการในอำเภอพบพระ ตามมาตรา 62 วรรคหนึ่ง ประกอบกับมาตรา 66 (1) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และมีอำนาจหน้าที่บริหารราชการตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการ ตามมาตรา 65 (1) แห่ง พ.ร.บ.เดียวกัน ตลอดจนมีอำนาจอนุมัติหรืออนุญาต การเบิกจ่ายเงิน ตามที่กฎหมายกำหนด
อีกทั้งมีอำนาจหน้าที่ตามระเบียบการเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลังในหน้าที่ของอำเภอและกิ่งอำเภอ พ.ศ.2520 โดยจะต้องดำเนินการให้มีการจัดทำรายงานเงินคงเหลือประจำวันตามแบบ และวิธีการท้ายระเบียบดังกล่าวเป็นประจำทุกวัน และหากวันใดไม่มีการรับจ่ายเงิน และไม่ได้ทำรายงานเงินคงเหลือประจำวัน จะต้องหมายเหตุในรายงานเงินคงเหลือประจำวันที่มีการรับจ่ายถัดไปให้ทราบด้วย ตามข้อ 57 และข้อ 58 ของระเบียบดังกล่าว
โดยไม่ว่าจะเป็นการรับเงิน การจ่ายเงิน จะต้องมีการเก็บหลักฐานการรับเงินและการจ่ายเงินดังกล่าว พร้อมทั้งต้องมีการทำบัญชีไว้ โดยเมื่อสิ้นวันรับจ่ายเงินประจำวัน จะต้องมีการจัดทำรายงานเงินคงเหลือส่งมอบให้คณะกรรมการ เก็บรักษาเงินตรวจสอบ
และเมื่อคณะกรรมการตรวจสอบแล้วเห็นว่าถูกต้องก็จะมีการนำเงิน เก็บรักษาในตู้นิรภัย ตามข้อ 20 ข้อ 59 และข้อ 60 ของระเบียบเดียวกัน แต่หากเห็นว่าไม่ถูกต้อง จะมีการรายงานให้นายอำเภอทราบเพื่อพิจารณาสั่งการต่อไป และเมื่อถึงเวลาที่กำหนดจะต้องนำเงินส่งคลังจังหวัดต่อไปด้วย
และนายอำเภอยังมีอำนาจหน้าที่ในการแต่งตั้งข้าราชการในอำเภอ ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับ 2 อย่างน้อย 2 นาย สับเปลี่ยนกันเป็นกรรมการตรวจสอบการเงินของส่วนราชการในอำเภอเป็นประจำทุกงวด 3 เดือน แล้วรายงานให้นายอำเภอทราบเพื่อพิจารณาสั่งการต่อไป
และมีอำนาจในการจัดให้มีการตรวจสอบบัญชีการเงินและตัวเงินในขณะใดขณะหนึ่งก็ได้ ทั้งนี้ ตามข้อ 83 ของระเบียบดังกล่าว ซึ่งกระบวนการขั้นตอนดังกล่าว ล้วนมีขึ้นเพื่อควบคุมดูแลงานการเงินของที่ทำการปกครองอำเภอมิให้เกิดการทุจริตขึ้นได้
แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ขณะที่ นาง ก.ปฏิบัติหน้าที่นั้น ผู้ฟ้องคดี (นาย จ.) ไม่ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบจำนวนเงินที่มีการจัดเก็บและนำส่งหลักฐานว่าถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ ไม่ได้แต่งตั้งคณะกรรมการเก็บและรักษาเงิน ไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบภายใน งานการเงินและบัญชีของอำเภอพบพระทุกๆ 3 เดือน
ไม่มีการตรวจสอบว่าเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี ได้จัดทำรายงานเงินคงเหลือประจำวัน ทะเบียนคุมเงินงบประมาณ ทะเบียนคุมเงินรายได้แผ่นดิน ทะเบียนคุมเงินนอกงบประมาณ ทะเบียนคุมหลักฐานขอเบิก ทะเบียนคุมเอกสารแทนตัวเงิน บันทึกเงินที่ได้รับในบัญชีเงินสด และบัญชีเงินฝากธนาคารในวันที่ได้รับเงิน
จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดี ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามข้อ 20 ข้อ 37 ข้อ 57 ข้อ 57 ข้อ 64 และข้อ 83 ของระเบียบการเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลังในหน้าที่ของอำเภอและกิ่งอำเภอ พ.ศ.2520
นอกจากนั้น คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเก็บรักษาเงิน และถือกุญแจตู้นิรภัยเก็บเงินของส่วนราชการ ตามคำสั่งอำเภอพบพระ ที่ 296/2559 ลงวันที่ 26 กันยายน 2559 และคำสั่งอำเภอพบพระ ที่ 395/2550 เรื่อง แต่งตั้งกรรมการเก็บรักษาเงินและถือกุญแจตู้นิรภัยของส่วนราชการ ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2550 ตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง นั้น
ล้วนแล้วแต่เป็นคำสั่งก่อนที่ นาง ก. จะเข้าปฏิบัติหน้าที่ทั้งสิ้น อีกทั้งบุคคลตามคำสั่งดังกล่าวได้ย้ายไปปฏิบัติราชการที่อื่นหมดแล้ว จึงไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างได้
ส่วนกรณีที่ผู้ฟ้องคดี (นาย จ.) ได้กล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดว่า ผู้ฟ้องคดีได้มีคำสั่งแต่งตั้งนาย ว. ตำแหน่ง ปลัดอำเภอ นาย ป. ตำแหน่งเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอพบพระ นาย ต. ตำแหน่งพัฒนาการอำเภอพบพระ และนาย ส. เป็นกรรมการเก็บรักษาเงินของส่วนราชการ อำเภอพบพระในระหว่างที่ นาง ก. ปฏิบัติหน้าที่ก็ตาม
แต่เอกสารดังกล่าวได้สูญหาย เนื่องจาก นาง ก. เป็นผู้ทำเอกสารหาย โดยผู้ฟ้องคดี ได้ให้เจ้าหน้าที่ไปแจ้งความไว้กับสถานีตำรวจภูธรพบพระแล้วนั้น
เห็นว่า ข้อกล่าวอ้างของผู้ฟ้องคดีดังกล่าว ไม่เคยว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลปกครองชั้นต้น โดยผู้ฟ้องคดีเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในศาลปกครองสูงสุด อีกทั้งยังเป็นข้อกล่าวอ้างลอยๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานใดๆ มาแสดงต่อศาล
ส่วนกรณีที่ผู้ฟ้องคดีได้แจ้งความเกี่ยวกับเอกสารหายนั้น เมื่อพิจารณาข้อความตามที่ได้แจ้งความไว้ ไม่ได้กล่าวเจาะจงถึงคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใด กรณีจึงไม่อาจนำรายงานบันทึกประจำวันมาเป็นพยานหลักฐานตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างได้
ส่วนกรณีที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ได้มีคำสั่งอำเภอพบพระที่ 373/2550 ลงวันที่ 28 กันยายน 2550 เรื่อง แต่งตั้งกรรมการตรวจสอบภายในงานการเงินและบัญชี ประจำปีงบประมาณ 2551 นั้น
เห็นว่า ไม่ปรากฏหลักฐานว่ากรรมการชุดดังกล่าวได้เข้าตรวจสอบงานการเงินและบัญชี ตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างแต่อย่างใด
และยังปรากฏข้อเท็จจริงอีกว่า นาง ก. ยังได้โอนเงินบางส่วนเข้าบัญชีของ ผู้ฟ้องคดี ภรรยา น้องภรรยา และญาติของผู้ฟ้องคดี จำนวน 15 ครั้ง รวมจำนวน 225,875 บาท และโอนเงินสดให้ผู้ฟ้องคดีจำนวน 4 ครั้ง จำนวน 70,000 บาท
แม้ผู้ฟ้องคดีจะอ้างว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินส่วนตัวของผู้ฟ้องคดีที่มอบให้แก่นาง ก. ไว้สำรองจ่าย และบางส่วนเป็นเงินที่ นาง ก. โอนชำระค่าเครื่องสำอาง ค่าเครื่องประดับ และชำระเงินกู้ แก่ภรรยาของผู้ฟ้องคดีก็ตาม แต่ผู้ฟ้องคดี (นาย จ.) ไม่มีหลักฐานประกอบข้อกล่าวอ้างดังกล่าว
ส่วนกรณีที่ นาง ก. ได้รับเงินประกันสัญญาจากผู้รับจ้าง แล้วไม่ได้นำเงินฝากคลังทำให้เงินขาดบัญชีหรือสูญหาย ซึ่งปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีได้นำเงินไปคืนให้แก่ผู้รับจ้างแล้วจำนวน 1,047,875 บาท โดยผู้ฟ้องคดีได้กู้เงินจากธนาคารออมสิน จำนวน 1,500,000 บาท เพื่อนำไปคืนแก่ผู้รับจ้าง นั้น
ศาลปกครองสูงสุด เห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดี (นาย จ.) ยอมกู้ยืมเงินธนาคารออมสิน จำนวน 1,500,000 บาท มาชดใช้ให้แก่ผู้รับจ้าง ทั้งที่ผู้ฟ้องคดีไม่ได้เป็นคนนำเงินดังกล่าวไปใช้ จึงเป็นเรื่องที่ผิดวิสัยอย่างยิ่ง
จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น จึงเห็นได้ว่าการที่ นาง ก. ได้กระทำการทุจริต จนเป็นเหตุทำให้อำเภอพบพระ ได้รับความเสียหาย โดยมีเงินขาดบัญชีหรือสูญหายรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 677,312.48 บาท
และสาเหตุที่เพิ่งตรวจสอบพบการทุจริตดังกล่าว สืบเนื่องมาจากการที่ผู้ฟ้องคดีละเลยในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ตามข้อ 20 ข้อ 37 ข้อ 57 ข้อ 59 ข้อ 64 และข้อ 83 ของระเบียบการเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลังในหน้าที่ของอำเภอและกิ่งอำเภอ พ.ศ.2520 ตามที่ได้กล่าวไว้เบื้องต้น
และการละเลยดังกล่าว ยังเป็นผลโดยตรงที่ทำให้ นาง ก. ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและก่อความเสียหายแก่ทางราชการได้อย่างต่อเนื่อง เพราะหากผู้ฟ้องคดีได้ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวอย่างครบถ้วนแล้ว ย่อมพบการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของ นาง ก. ได้โดยง่าย
การกระทำของผู้ฟ้องคดี (นาย ก.) จึงเพียงพอให้ฟังได้ว่า ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ด้วยความจงใจและประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีได้กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ ผู้ฟ้องคดีจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่กรมการปกครอง ตามมาตรา 8 ประกอบมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีฟังไม่ขึ้น
@สั่ง‘อดีตนายอำเภอพบพระ’ชดใช้สินไหมทดแทน 3.61 แสน
กรณีมีประเด็นต้องพิจารณาต่อไปว่า ผู้ฟ้องคดี (นาย จ.) ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่กรมการปกครองเพียงใด
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า… ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ความรับผิดทางละเมิดว่า ที่ทำการปกครองอำเภอพบพระ กรมการปกครอง ได้รับความเสียหาย เนื่องจาก นาง ก. ได้กระทำความผิด 8 กรณี ดังนี้ (1) กรณีนางกรุณา ได้รับเงินรายได้แผ่นดินแล้ว นำส่งไม่ครบ ทำให้เงินขาดบัญชีหรือสูญหาย จำนวน 57,197.50 บาท
(2) กรณีเงินประกันสัญญาโครงการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย รวม 82 สัญญา นาง ก. ได้รับเงินประกันสัญญาจากผู้รับจ้าง แต่ไม่ได้ออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้รับจ้าง และไม่ได้นำเงินฝากคลัง ทำให้เงินขาดบัญชีหรือสูญหาย จำนวน 118,810 บาท (3) กรณีหักเงินภาษี ณ ที่จ่ายไม่นำส่งสรรพากรพื้นที่ ทำให้เงินขาดบัญชี จำนวน 222,782.29 บาท
(4) กรณีเบิกจ่ายเงินตามโครงการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยเกินวงเงินตามสัญญา จำนวน 20,572 บาท (5) กรณีเบิกเงินค่าไฟฟ้าและค่าโทรศัพท์ของที่ทำการปกครอง อำเภอพบพระ แล้วไม่นำไปชำระ จำนวน 32,347.69 บาท (6) กรณีเบิกเงินค่าตอบแทนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เกินแล้วไม่นำส่งคืนจังหวัด จำนวน 44,407 บาท
(7) กรณีเงินอุดหนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขาดบัญชีหรือสูญหาย จำนวน 178,496 บาท และ (8) กรณีหักเงินค่าซื้อรถจักรยานยนต์จากค่าตอบแทนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ราย นาย ส. แล้วไม่นำส่งบริษัท น. จำนวน 2,700 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 677,312.48 บาท
โดยคณะกรรมการสอบสวน เห็นควรให้ นาง ก. รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินจำนวน 667,312.48 บาท ให้ผู้ฟ้องคดี (นาย จ.) รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินจำนวน 537,478.88 บาท และให้นาย ว. รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินจำนวน 126,847.61 บาท
แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (อธิบดีกรมการปกครอง) ได้พิจารณาผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดแล้ว เห็นว่า กรณี นาง ก. ได้หักเงินภาษี ณ ที่จ่าย แล้วไม่นำส่งสรรพากรพื้นที่ ทำให้เงินขาดบัญชีจำนวน 222,782.29 บาท เห็นควรให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดร่วมกันกับกรมสรรพากรก่อน
ส่วนกรณีอื่นๆ เห็นควรให้นาง ก. รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นเงินทั้งสิ้น จำนวน 446,301.39 บาท ให้ผู้ฟ้องคดี (นาย จ.) รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินจำนวน 362,660.24 บาท และให้นาย ว. รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นเงินทั้งสิ้น 79,526.75 บาท นั้น
เห็นว่า ขณะที่นาง ก. ได้กระทำความผิดดังกล่าว มีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด รวม 3 ราย คือ นาง ก. ตำแหน่งเสมียนตราอำเภอพบพระ ผู้กระทำการทุจริต ผู้ฟ้องคดี (นาย จ.) และนาย ว. ซึ่งดำรงตำแหน่งปลัดอำเภอพบพระ
โดยแต่ละรายต้องรับผิดในจำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนโดยคำนึงถึงระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำและความเป็นธรรมในแต่ละกรณีเป็นเกณฑ์ โดยไม่ต้องให้ใช้เต็มจำนวนของความเสียหายก็ได้ และเจ้าหน้าที่แต่ละคนต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น
เมื่อผู้ฟ้องคดีเป็นผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ควบคุมดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของนาง ก. ให้เป็นไปตามระเบียบ แต่กลับปล่อยปละละเลยไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของระเบียบดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีจงใจและประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเป็นเหตุทำให้ราชการได้รับความเสียหาย ผู้ฟ้องคดีจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่กรมการปกครอง
โดยความเสียหายกรณีที่ (1) กรณีนาง ก. ได้รับเงินรายได้แผ่นดินแล้วนำส่งไม่ครบทำให้เงินขาดบัญชี หรือสูญหายจำนวน 57,197.50 บาท (2) กรณีเงินประกันสัญญาโครงการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย รวม 82 สัญญา นาง ก.ได้รับเงินประกันสัญญาจากผู้รับจ้าง แต่ไม่ได้ออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้รับจ้าง และไม่ได้นำเงินฝากคลังทำให้เงินขาดบัญชีหรือสูญหาย จำนวน 118,810 บาท
(3) กรณีเบิกจ่ายเงินตามโครงการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยเกินวงเงินตามสัญญาจำนวน 20,572 บาท (4) กรณีเบิกเงินค่าไฟฟ้าและค่าโทรศัพท์ของที่ทำการปกครองอำเภอพบพระแล้วไม่นำไปชำระ จำนวน 32,347.69 บาท (5) กรณีเบิกเงินค่าตอบแทนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เกินแล้วไม่นำส่งคืนจังหวัด จำนวน 44,407 บาท
(6) กรณีเงินอุดหนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขาดบัญชีหรือสูญหาย จำนวน 178,496 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้นจำนวน 451,830.19 บาท
การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เห็นควรให้ผู้ฟ้องคดี ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้จำนวน 361,310.24 บาท ซึ่งคิดเป็นอัตราเกือบร้อยละ 80 ของค่าสินไหมทดแทนทั้งหมด นั้น เห็นว่าเหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว
ส่วนค่าสินไหมทดแทนกรณี นาง ก. ได้หักเงินค่าซื้อรถจักรยานยนต์จากค่าตอบแทน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รายนาย ส. แล้วไม่นำส่งบริษัท น. จำนวน 2,700 บาท นั้น
เห็นว่า การที่ นาง ก. หักเงินค่าตอบแทนดังกล่าวเป็นการบริการ ไม่ได้เป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่ นาง ก.จะต้องดำเนินการแต่อย่างใด และเป็นเพียงการอำนวย ความสะดวกในการชำระค่างวดเท่านั้น และข้อตกลงของ นาง ก. กับนาย ส. ที่ยอมให้ นางกรุณาหักเงินค่าตอบแทน ไม่อยู่ในวิสัยของผู้บังคับบัญชาจะตรวจสอบได้ และกรมการปกครอง ยังมิได้จ่ายเงินจำนวน 2,700 บาท ให้แก่บริษัท น. แต่อย่างใด
จึงยังฟังไม่ได้ว่าการที่ นาง ก. หักเงินค่าซื้อรถจักรยานยนต์จากค่าตอบแทนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ของนาย ส. แล้วไม่นำส่งบริษัท น. นั้น เป็นกรณีที่ นาง ก. กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่เป็นเหตุให้กรมการปกครองได้รับความเสียหายได้แต่อย่างใด ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้ให้แก่กรมการปกครอง ตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีคำสั่งตามหนังสือจังหวัดตาก ที่ ตก 0017.1/350 ลงวันที่ 12 กันยายน 2554 เรื่อง ขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ทางราชการ สั่งให้ผู้ฟ้องคดี (นาย จ.) ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนส่วนที่เกินจำนวน 361,310.24 บาท จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 พิจารณายกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ซึ่งแจ้งตามหนังสือจังหวัดตาก ที่ ตก 0018.1/25635 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2560 เรื่อง แจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ โดยมีเหตุผลเช่นเดียวกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงเป็นการออกคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เฉพาะส่วนที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินกว่าจำนวน 361,310.24 บาท เช่นกัน
สำหรับข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีที่อ้างว่า คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ไม่เคยแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบกรณีที่ นาง ก. ให้ถ้อยคำตามแบบ สล. 1 และกรณีที่ นาย ส. นาย ป. นาย ส. และนาย ต. ให้ถ้อยคำว่า ไม่เคยได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการเก็บรักษาเงิน ทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่มีโอกาสโต้แย้งแสดงพยานหลักฐาน นั้น
เห็นว่า ในการแสวงหาข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบถึงคำพยานของบุคคลอื่น เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้ให้ถ้อยคำที่สามารถให้ข้อความได้อย่างอิสระปราศจากอำนาจแทรกแซง เพื่อให้การสอบสวนข้อเท็จจริงเป็นไปอย่างถูกต้องตรงกับความจริง
ประกอบกับในบันทึกการแจ้งและรับทราบ ข้อกล่าวหา และสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา (แบบ สล. 1) ฉบับลงวันที่ 26 มีนาคม 2553 ได้มีการบันทึกแจ้งข้อกล่าวหา และสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบดีแล้ว โดยผู้ฟ้องคดีได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทุกข้อกล่าวหาแล้ว
จึงถือว่า ผู้ฟ้องคดีเข้าใจข้อกล่าวหาเป็นอย่างดี และมีโอกาสในการโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานอย่างเต็มที่แล้ว ข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีฟังไม่ขึ้น
สำหรับกรณีที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีได้ทำการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองแล้ว ด้วยการยื่นฟ้อง นาง ก. เป็นคดีความอาญาในข้อหาหมิ่นประมาท กรณีที่นาง ก. ได้กล่าวถ้อยคำหมิ่นประมาทผู้ฟ้องคดี ต่อนาง น. ระหว่างเดือนเมษายน ถึงเดือน พฤษภาคม 2552 เกี่ยวกับเงินค้ำประกันผลงานตามสัญญาก่อสร้างว่า
“นายอำเภอ (ผู้ฟ้องคดี) เอาเงินไปหมดแล้ว” ซึ่งหมายความว่า ผู้ฟ้องคดี เบียดบังเอาเงินค้ำประกันผลงานไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว และศาลได้มีคำพิพากษาแล้วว่า นางกรุณาเป็นผู้กระทำความผิด พูดจาใส่ความหมิ่นประมาท ผู้ฟ้องคดีจริง ปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาคดีอาญา ศาลจังหวัดแม่สอด คดีหมายเลขดำ 1695/2553 หมายเลขแดงที่ 2727/2553 นั้น
เห็นว่า ผลของคำพิพากษาในคดีดังกล่าว เป็นมูลความผิดในคดีอาญากรณีที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวหาว่า นางกรุณา ได้กล่าวถ้อยคำหมิ่นประมาท ผู้ฟ้องคดี ซึ่งไม่เกี่ยวกับข้อพิพาทในคดีนี้ ซึ่งเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งศาลจะต้องพิจารณาว่าผู้ฟ้องคดีได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่
ข้อพิพาทในคดีดังกล่าวกับข้อพิพาทในคดีนี้จึงแตกต่างกัน ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด คำพิพากษาในคดีอาญาดังกล่าว จึงไม่มีผลต่อการพิจารณาพิพากษาในคดีนี้ ข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีฟังไม่ขึ้น
สำหรับอุทธรณ์ประเด็นอื่นๆ ของผู้ฟ้องคดีนั้น ศาลไม่จำต้องวินิจฉัย เนื่องจากไม่มีผลทำให้คำวินิจฉัยของศาลเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ
ส่วนกรณีที่ศาลปกครองชั้นต้นมีข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทาง หรือวิธีการดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาว่า หากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้รับชำระค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนความเสียหายแล้ว ให้คืนเงินส่วนที่รับชำระไว้เกินแก่ผู้ฟ้องคดีตามสัดส่วนแห่งความรับผิดต่อไป นั้น
เห็นว่า กรณีดังกล่าวอยู่ในส่วนของคำบังคับตามคำพิพากษา ตามมาตรา 69 วรรคหนึ่ง (7) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 กรณีจึงไม่อาจกำหนดไว้เป็นข้อสังเกตตามมาตรา 69 วรรคหนึ่ง (8) แห่ง พ.ร.บ.เดียวกันได้แต่อย่างใด การที่ศาลปกครองชั้นต้นกำหนดคำบังคับไว้ในส่วนของข้อสังเกต ศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นพ้องด้วย
การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่แจ้งตามหนังสือจังหวัดตาก ที่ ตก 0017.1/350 ลงวันที่ 12 กันยายน 2554 เรื่อง ขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ทางราชการ
และคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ซึ่งแจ้งตามหนังสือจังหวัดตาก ที่ ตก 0018.1/25635 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2560 เรื่อง แจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ เฉพาะในส่วนที่ให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินกว่า จำนวน 361,310.24 บาท โดยให้มีผลย้อนหลังไปนับแต่วันที่มีคำสั่งดังกล่าว
โดยมีข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีการดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาว่า หากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้รับ ชำระค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนความเสียหายแล้ว ให้คืนเงินส่วนที่รับชำระไว้เกินแก่ผู้ฟ้องคดี ตามสัดส่วนแห่งความรับผิดต่อไป นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วยบางส่วน
พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่แจ้งตามหนังสือจังหวัดตาก ที่ ตก 0017.1/350 ลงวันที่ 12 กันยายน 2554 เรื่อง ขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ทางราชการ
และคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ซึ่งแจ้งตามหนังสือจังหวัดตาก ที่ ตก 0018.1/25635 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2560 เรื่อง แจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ เฉพาะในส่วนที่ให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินกว่าจำนวน 361,310.24 บาท โดยให้มีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่มีคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว
ทั้งนี้ หากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้รับชำระค่าสินไหมทดแทนจากนางกรุณา ซึ่งเป็นผู้กระทำการทุจริตแล้ว ให้คืนเงินส่วนที่รับชำระไว้เกินแก่ผู้ฟ้องคดีตามสัดส่วนแห่งความรับผิดต่อไป

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา