
"...ท้ายที่สุดแล้วแม้อาหารสส. จะถูกยกเลิก แต่อาหารกลางวันเด็กยังต้องเดินหน้าต่อ หนึ่งมื้ออาจไม่ได้วัดความสำคัญกันแค่จำนวนเงินที่จ่าย แต่ต้องมองถึงคุณภาพและคุณค่าที่ผู้รับได้รับกลับมา คำถามสำคัญจึงยังอยู่ที่ว่างบ 22–36 บาทต่อมื้อ เพียงพอสำหรับการสร้างอาหารที่มีคุณภาพและโภชนาการเหมาะสมกับเด็กหรือไม่ เพราะที่อยู่ใน ‘ถาดหลุม’ ไม่ใช่เพียงอาหารหนึ่งมื้อ แต่คือการลงทุนกับการเติบโตของเด็กไทย..."
หากนึกถึงความคุ้มค่าในการใช้เงินแผ่นดิน ‘ค่าอาหารของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ค่าอาหาร สส.’ มักเป็นหนึ่งในงบประมาณที่ถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและความเหมาะสมอยู่เสมอ โดยเฉพาะเมื่อการจัดอาหารในวันประชุมสภาผู้แทนราษฎร ต้องใช้งบประมาณหลายสิบล้านบาทต่อปี แม้ปัจจุบันจะมีการยกเลิกจัดเลี้ยงตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่หากเราลองย้อนดูในปีก่อนๆ จะพบว่าเงินที่ถูกจัดสรรให้กับค่าอาหารและเครื่องดื่มของ สส. นั้น เป็นเงินจำนวนไม่น้อยเลย
ข้อมูลจากรัฐสภาระบุว่า แม้สภาฯ จะไม่ได้ประชุมตลอดทั้งปี แต่การประชุมสมัยสามัญของรัฐสภามี 2 สมัย สมัยละ 120 วัน ซึ่งในวันที่มีการประชุมจะมีการจัดอาหาร 3 มื้อและเครื่องดื่ม คิดเป็นค่าใช้จ่ายประมาณ 1,000 บาทต่อคนต่อวัน รวมค่าอาหารจะตกอยู่ที่ราว 500,000 บาทต่อวัน โดยข้อมูลจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า ปี 2565 ได้รับงบค่าอาหารและเครื่องดื่มกว่า 87 ล้านบาท และในปี 2566 ประมาณ 50 ล้านบาท เมื่อมองจากตัวเลขดังกล่าว สังคมจึงเกิดคำถามว่าเงินที่รัฐจ่ายไปกับอาหาร สส. หนึ่งวันนั้น เหมาะสมจริงหรือไม่
ขณะที่อีกด้านหนึ่งของการใช้เงินแผ่นดิน เมื่อมองไปที่ ‘อาหารกลางวันเด็กนักเรียน’ กลับมีคำถามเกิดขึ้นว่า เงินจำนวน 22 – 36 บาทต่อคนต่อวัน ในยุคที่เศรษฐกิจเปลี่ยนไป ราคาวัตถุดิบ ไข่ เนื้อ ผัก ผลไม้แพงขึ้น ต้นทุนการผลิตมีการเปลี่ยนแปลง งบที่รัฐจัดสรรให้จำนวนดังกล่าว โรงเรียนจะนำไปใช้อย่างไรให้เพียงพอสำหรับการเปลี่ยนเป็นอาหารกลางวันที่มีคุณภาพและโภชนาการที่เหมาะสมสำหรับเด็กที่จะเติบโตเป็นอนาคตของชาติ

จากงบประมาณ สู่ “อาหารในถาดหลุม”
ย้อนกลับไปเมื่อจุดเริ่มต้นของโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียน ก็นับว่าผ่านมากว่า 74 ปี หรือตั้งแต่ปี พ.ศ. 2495 โครงการนี้เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาภาวะทุพโภชนาการในเด็กไทย
โดยปัจจุบันค่าอาหารกลางวันถูกจัดสรรแบ่งเป็น 4 อัตรา คือ 36 บาท สำหรับโรงเรียนที่มีนักเรียนไม่เกิน 40 คน, 27 บาท สำหรับ 41–100 คน, 24 บาท สำหรับ 101–120 คน และ 22 บาท สำหรับโรงเรียนที่มีนักเรียนตั้งแต่ 121 คนขึ้นไป
เมื่อเห็นภาพใหญ่ของงบประมาณอาหารกลางวันแล้ว ในทางปฏิบัติเอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ถือเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่สนับสนุนงบให้โรงเรียนนำไปจัดการเรื่องอาหารเด็กในแต่ละวัน
นายสุชาติ แสวงไวศยสุข นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) สองคลอง อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งดูแลโรงเรียนในพื้นที่ 4 แห่ง และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอีก 3 แห่ง เผยถึงการบริหารงบอาหารกลางวัน ว่า งบดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ซึ่งจัดสรรตามจำนวนนักเรียนที่แต่ละโรงเรียนเสนอ โดยมีความเพียงพอ และทาง อบต. ก็มีระบบการตรวจสอบมาตรฐานอย่างละเอียด

สำหรับวัตถุประสงค์หลักของโครงการนี้ เป้าหมายไม่ใช่เป็นเพียงให้เด็กได้กินข้าวจนอิ่ม แต่เด็กทุกคนต้องได้รับสารอาหารที่เหมาะสมกับวัยและเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพวกเขาด้วย
ด้านคุณครูนิภาพร โพธิ์จันทร์ และครูวิไลลักษณ์ ลภะวงศ์ คุณครูจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กหงษ์ทอง ซึ่งต้องดูแลเด็กอายุระหว่าง 2–4 ปีทั้งหมด 26 คน ระบุว่า ที่ศูนย์ฯ ได้รับงบอาหารกลางวันคนละ 36 บาทต่อวัน ถือว่าเพียงพอสำหรับนักเรียนทั้งหมด โดยอาหารแต่ละวันจะใช้วิธีเลือกเมนูจากระบบ Thai School Lunch เป็นรายเดือน ส่วนการทำอาหารก็จัดซื้อวัตถุดิบเป็นรายสัปดาห์ ใน 1 มื้อจะเน้นแม่ครัวให้ทำอาหาร 2 อย่าง และต้องมีผลไม้ตามฤดูกาลอยู่ในทุกวันเสมอ

อย่างไรก็ตาม งบที่ศูนย์ฯ ได้รับ หากไม่ซื้อวัตถุดิบเป็นรายสัปดาห์จะมีค่าใช้จ่ายที่แพงกว่าเดิม เพราะต้องรวมต้นทุนการผลิตอื่นๆ ด้วย “ถ้าซื้อเป็นวันมันไม่คุ้ม มันแพงกว่า ถ้าเราวิ่งรถทุกวันก็ต้องเสียค่าเชื้อเพลิง” ครูวิไลลักษณ์ กล่าว
เราจะเห็นได้ว่าคุณครูพยายามที่จะจัดสรรเงินแต่ละบาทอย่างคุ้มค่าที่สุด เพื่อให้เด็กๆ ของพวกเขาได้กินอาหารที่อิ่ม อร่อย และได้รับคุณค่าสารอาหารอย่างครบถ้วนที่สุด แม้งบจะสวนทางกับราคาต้นทุนการผลิตที่พุ่งขึ้นอยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม ระบบ Thai School Lunch สามารถช่วยโรงเรียนวางแผนเมนูอาหาร ให้สอดคล้องกับงบประมาณที่มีได้
ผลลัพธ์เรื่องอาหารกลางวันที่เห็นได้ชัดที่สุด คงหนีไม่พ้นเสียงจาก ‘คนที่กิน’ แต่สำหรับเด็กแล้ว ความมีประโยชน์อาจไม่ได้มีผลเท่าความรู้สึกชอบ ‘น้องโอม’ ด.ช.ภาคิน นักเรียนชั้น ป.2 จากโรงเรียนย่าน ต.บางพลี จ.สมุทรปราการ ซึ่งอยู่ในสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) บอกว่าชอบอาหารกลางวันที่โรงเรียนมาก เพราะมีเมนูหลากหลาย นอกจากนี้ยังมีทั้งผลไม้และของหวานสลับกันในแต่ละวัน โดยเมนูที่น้องชอบเป็นพิเศษคือก๋วยเตี๋ยวหมูแดง และเฉาก๊วย
แต่สำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ คุณค่าของอาหารกลางวันไม่ได้วัดกันที่เพียงแค่ความอิ่ม
ดร.สง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ เปิดเผยว่า ปัจจุบันปัญหาโภชนาการของเด็กไทยมีทั้งภาวะขาดสารอาหารและภาวะน้ำหนักเกิน (Double Burden) สถานการณ์ปัจจุบันพบว่ามีเด็กอ้วนมากกว่าเด็กผอม โดยเด็กที่ขาดสารอาหารจะกระทบต่อ IQ ทำให้ประสิทธิภาพการเรียนด้อย ส่วนเด็กอ้วนหากไม่เร่งแก้ไข จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่อ้วนซึ่งเสี่ยงเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases หรือ NCDs) ที่รุนแรงมาก
ดังนั้น อาหารของเด็กจึงต้องคำนึงถึงทั้งปริมาณและคุณภาพ โดยควรได้รับอาหารครบ 5 หมู่ มีผักและผลไม้ที่เพียงพอ และควบคุมอาหารที่มีรสหวาน มัน และเค็ม ส่วนปริมาณการบริโภคในแต่ละช่วงวัยควรอิงจาก ‘ธงโภชนาการ’ ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
ดร.สง่า มองว่าเด็กรับประทานอาหารที่โรงเรียนเพียงมื้อเที่ยงมื้อเดียว และเพียง 5 วันต่อสัปดาห์เท่านั้น การดูแลโภชนาการจึงไม่ควรมุ่งอยู่แค่ถาดหลุมในโรงเรียน แต่ยังรวมถึงมื้อเช้า มื้อเย็น วันหยุดที่เด็กต้องรับประทานอาหารที่บ้าน รวมถึงพฤติกรรมการกินรอบตัวของเด็กด้วย ดังนั้น การพึ่งพาเฉพาะโครงการอาหารกลางวันจึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาทุพโภชนาการของเด็กได้อย่างแท้จริง
“ตราบใดที่รัฐบาลไทย นักวิชาการไทย มะงุมมะงาหราอยู่แค่ถาดหลุมในโรงเรียน ประเทศไทยจะแก้ปัญหาภาวะทุพโภชนาการเด็กไทยไม่ได้ กินแค่มื้อเดียว กินอาหารถูกหลักโภชนาการ ใช้ Thai School Lunch รัฐบาลให้เงิน 30 20 บาทครบอย่างเพียงพอ มีแม่ครัว ใช้นักโภชนาการมาดูแล แค่มื้อเดียวเอง” ดร.สง่า กล่าว
ข้อมูลเปรียบเทียบอาหารกลางวันเด็ก - อาหาร สส. ในแต่ละมิติ

เมื่อดูจากความคุ้มค่าแล้วจึงเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมของงบประมาณที่ดูเหลื่อมล้ำและแตกต่างกันมาก เพราะในขณะที่ สส. มีเงินค่าตอบแทนและได้สิทธิสวัสดิการอาหารราคาสูง แต่โรงเรียนกลับต้องบริหารจัดการงบให้เพียงพอและเหมาะสมสำหรับการพัฒนาเด็กให้เติบโตอย่างสมวัยเพื่อเป็นอนาคตของชาติ
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี ผู้เสนอให้มีการยกเลิกค่าอาหาร สส. ให้เหตุผลว่าควรนำงบไปใช้กับประโยชน์ด้านอื่น งบอาหาร สส. ตก 1,000 บาทต่อคน คิดเป็นเงินมื้อละประมาณ 500,000 บาท รวมปีละ 70–80 ล้านบาท เมื่อเทียบกับงบอาหารกลางวันเด็ก 22-36 บาทต่อคนต่อมื้อ ถือเป็นความเหลื่อมล้ำที่แตกต่างราว ‘ฟ้ากับดิน’

“ผมว่า 22 บาท มันน้อยไป วันนี้ค่าครองชีพขึ้น น้ำมันขึ้น ต้นทุนปัจจัยการผลิตขึ้น ถ้าคุณให้เขา 22 บาทเท่าเดิม เขาอยู่ลำบาก นี่เป็นตัวบ่งบอกว่าถึงเวลาที่จะต้องปรับให้เขาด้วย” นพ.วรงค์ กล่าว
ไม่ใช่เพียงอาหารหนึ่งมื้อ แต่คือการเติบโตของเด็กไทย
ท้ายที่สุดแล้วแม้อาหารสส. จะถูกยกเลิก แต่อาหารกลางวันเด็กยังต้องเดินหน้าต่อ หนึ่งมื้ออาจไม่ได้วัดความสำคัญกันแค่จำนวนเงินที่จ่าย แต่ต้องมองถึงคุณภาพและคุณค่าที่ผู้รับได้รับกลับมา คำถามสำคัญจึงยังอยู่ที่ว่างบ 22–36 บาทต่อมื้อ เพียงพอสำหรับการสร้างอาหารที่มีคุณภาพและโภชนาการเหมาะสมกับเด็กหรือไม่ เพราะที่อยู่ใน ‘ถาดหลุม’ ไม่ใช่เพียงอาหารหนึ่งมื้อ แต่คือการลงทุนกับการเติบโตของเด็กไทย
ที่มาข้อมูล :
- ประกาศสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง รับสมัครคัดเลือกผู้ยื่นข้อเสนอเพื่อขอเป็นผู้ประกอบการในการจัดอาหารและเครื่องดื่มให้กับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกรัฐสภา ในวันประชุมสภาผู้แทนราษฎรและวันประชุมร่วมกันของรัฐสภา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565
- ประกาศสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง รับสมัครคัดเลือกผู้ยื่นข้อเสนอเพื่อขอเป็นผู้ประกอบการในการจัดอาหารและเครื่องดื่มให้กับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกรัฐสภา ในวันประชุมสภาผู้แทนราษฎรและวันประชุมร่วมกันของรัฐสภา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566
- เอกสารโภชนาการสำหรับทุกช่วงวัย กระทรวงสาธารณสุข
- คู่มือการดำเนินงานโครงการอาหารกลางวัน พ.ศ.2569 ศูนย์ส่งเสริมและประสานงานกิจการนักเรียน สํานักอํานวยการ สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
- หอสมุดรัฐสภา


Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา