"...ให้งดการจัดกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่โรค กิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และอาจควบคุมการระบาดไม่ได้หากมีผู้ป่วยเข้าไปร่มกิจกรรม แนะนำให้งดการจัดกิจกรรมที่มีลักษณะตามข้อใดข้อหนึ่ง ต่อไปนี้ มีจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมเกินกว่า 300 คนขึ้นไป กิจกรรมที่มีผู้เข้าร่วมประชุมมาจากนานาชาติ กิจกรรมที่มีคนจากหลากหลายจังหวัดเข้าร่วม กิจกรรมที่ผู้เข้าร่วมต้องสัมผัสคลุกคลีกัน เช่น การเข้าค่าย ...สถานที่มีความแออัดหรือให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมต้องนั่งหรือยืนเบียดเสียดกัน ..."

หมายเหตุ สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) : เป็นรายละเอียดมาตรการป้องกันควบคุม โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของประชาชนแต่ละกลุ่ม ในร่างรายงานคาดการณ์การระบาดและมาตรการในระยะที่ 3 โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของ ศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ที่มีการจัดทำเตรียมไว้ตามสมมติฐานในปัจจุบัน ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามข้อมูลสถานการณ์ในอนาคต ที่สำนักข่าวอิศรา นำเสนอไปก่อนหน้านี้ (อ่านประกอบ : เอ็กซ์คลูซีฟ: รายงานคาดการณ์การระบาด-มาตรการระยะที่ 3 โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา สธ.)
***********************
@ มาตรการป้องกันควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
สำหรับกิจกรรมการรวมกันของคนหมู่มาก, ระบบขนส่งสาธารณะภายในประเทศ,
สถานประกอบการ-สถานที่ทำงาน, สถานศึกษา ,วัด โบสถ์ มัสยิด ศาลเจ้า ,ค่ายทหาร
เรือนจำ และทัณฑสถาน
***********************

สำหรับกิจกรรมการรวมกันของคนหมู่มาก
กลุ่มเป้าหมาย : หน่วยงานและองค์กรที่จะมีการจัดกิจกรรมรวมคน ทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และ ประชาชน
ตัวอย่าง จากการทบทวนเหตุการณ์การระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 จำนวน 15 เหตุการณ์ พบว่า สามารถลดอัตราป่วยในประชากรลงได้ถึงร้อยละ 23 ประสิทธิผลของมาตรการ (https://bmcpublichealth.biomedcentral.com/articles/)
1. ให้งดการจัดกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่โรค
กิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และอาจควบคุมการระบาดไม่ได้หากมีผู้ป่วยเข้าไปร่มกิจกรรม แนะนำให้งดการจัดกิจกรรมที่มีลักษณะตามข้อใดข้อหนึ่ง ต่อไปนี้
- มีจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมเกินกว่า 300 คนขึ้นไป
- กิจกรรมที่มีผู้เข้าร่วมประชุมมาจากนานาชาติ
- กิจกรรมที่มีคนจากหลากหลายจังหวัดเข้าร่วม
- กิจกรรมที่ผู้เข้าร่วมต้องสัมผัสคลุกคลีกัน เช่น การเข้าค่าย
- กิจกรรมที่กลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการป่วยรุนแรง เช่น คนสูงอายุ
-ไม่สามารถจัดสถานที่ให้สามารถป้องกันการแพร่ระบาดได้ เช่น ไม่มีอ่างล้างมือพร้อมสบู่ ไม่มีพนักงานทำความสะอาดจุดที่มีคนใช้งานร่วมกันบ่อยๆ เช่น ห้องสุขา ลิฟท์ อย่างสม่ำเสมอทุกชั่วโมง
- สถานที่มีความแออัดหรือให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมต้องนั่งหรือยืนเบียดเสียดกัน
2. กิจกรรมอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงต่ำให้ดำเนินมาตรการเพื่อป้องกันการแพร่โรค ดังนี้
2.1 ข้อปฏิบัติสำหรับผู้ดูแลการจัดกิจกรรมหรือสถานประกอบการ
- มีการลงทะเบียน ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้ของผู้ข้าร่วมงาน หากจำเป็นต้องใช้ในการติดตามมารับการตรวจโรคในภายหลัง
- มีเครื่องวัดอุณหภูมิกายแบบมือถือและการคัดกรองผู้มีอาการทางเดินหายใจ เพื่อให้คำแนะนำไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรม และจัดเตรียมหน้ากากอนามัย ให้สำหรับผู้ที่มีอาการป่วย รวมทั้งอำนวยความสะดวกในการส่งกลับไปรักษาตัวที่บ้านหรือโรงพยาบาล
- จัดหาเจลล้างมือแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะในบริเวณที่มีการใช้งานร่วมกันจำนวนมาก เช่น ห้องสุขาประตูทางเข้างาน จุดจำหน่ายตั๋ว จุดจำหน่ายอาหาร เป็นตัน
- จัดให้มีการทำความสะอาดอุปกรณ์ และบริเวณที่มีผู้สัมผัสปริมาณมาก เช่น ราวบันได ลูกบิดประตูห้องน้ำ ด้วยน้ำผงซักฟอกหรือน้ำยาทำความสะอาด และ 70% แอลกอฮอล์ อย่างสม่ำเสมอ
- ควรลดความแออัดของผู้เข้าร่วมกิจกรรม เช่น กระจายจุดจำหน่ายบัตร มุมจำหน่ายอาหาร
- จัดหาหรือจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์คำแนะนำการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรค ให้ผู้ร่วมกิจกรรมทราบข้อมูล
- หากมีการจำหน่ายหรือบริการอาหาร ควรให้ผู้ประกอบอาหารและเสิร์ฟอาหารทุกคนใส่หน้ากากอนามัย ภาชนะใส่อาหารควรมีฝ่ามิดปิดป้องกันละอองเสมหะน้ำลาย หากเป็นไปได้ควรแจกจ่ายอาหารกล่องหรือเป็นจานส่วนบุคคล งดอาหารแบบบุฟเฟต์ เพื่อลดการสัมผัสด้ามจับอาหารและอาหารที่ต้องจ้วงตักร่วมกัน
- กรณีที่มีการจัดกิจกรรมหลายวัน ให้มีระบบการติดตามอาการของผู้เข้าร่วมกิจกรรม เช่น จุดพยาบาลรับแจ้งผู้ที่มีอาการป่วย การคัดกรองอุณหภูมิและสอบถามอาการทุกวัน
- กำหนดให้มีผู้ประสานงานในการติดต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่หากพบผู้ป่วยสงสัย
2.2. ข้อปฏิบัติสำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรม
- จัดเตรียมหน้ากากอนามัยและแอลกอฮอล์เจลเพื่อนำไปใช้ในการร่วมกิจกรรมด้วย
- ปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยล้างมือบ่อย รับประทานอาหารสุกร้อน
- หากสงสัยว่าตนเองป่วย ควรงดเข้าร่วมกิจกรรมที่มีการรวมตัวกันของคนหมู่มาก
- หากสังเกตเห็นผู้ร่วมกิจกรรมมีอาการไอ จาม ผิดปกติ ควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่ผู้จัดกิจกรรมทราบเพื่อขอรับหน้ากากอนามัยมาสวมใส่ และแยกออกจากผู้อื่น
- หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้มีอาการป่วย
หมายเหตุ
1) หากไม่สามารถปฏิบัติตามข้อ 2.1. และ 2.2. ได้ ควรงดการจัดหรือเข้าร่วมกิจกรรม
2) หากพบผู้ที่มีอาการป่วยต้องสงสัยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ต้องยอมรับการยกเลิกงานก่อนกำหนดทั้งนี้เป็นไปตาม พ.ร.บ. โรคติดต่อ พศ. 2558 ที่มีการประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นโรคติดต่ออันตราย
@ สำหรับระบบขนส่งสาธารณะภายในประเทศ

1. มาตรการสำหรับผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ
1.1 ด้านอาคารสถานที่ และยานพาหนะ
- ดูแลความสะอาดของสถานที่ให้บริการ โดยเฉพาะห้องสุขา สถานที่จำหน่ายอาหาร สถานที่จำหน่ายตั๋วโดยสาร โดยการเช็ดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ หรือแอลกอฮอล์ 70% อย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย ทุก 2 ชั่วโมง และให้ถี่มากขึ้นในช่วงเวลาที่มีผู้โดยสารแออัด
- ทำความสะอาดยานพาหนะทุกเที่ยวที่มีการให้บริการ เน้นการเช็ดทำความสะอาดพื้นผิวที่ผู้โดยสารสัมผัสบ่อยๆ เช่น ราวจับในรถโดยสาร ที่จับบริเวณประตู เบาะนั่ง ที่เท้าแขนด้วยน้ำผงชักฟอกหรือน้ำยาทำความสะอาด และ 70% แอลกอฮอล์ สามารถทำลายเชื้อไวรัสได้
- ทำความสะอาดอุปกรณ์ที่มีผู้โดยสารใช้ร่วมกันทุก1 ชั่วโมง ช่น ปุมกดตู้จำหน่ายตั๋ว ปุมกดตู้จำหน่ายเครื่องดื่ม เป็นต้น หรือใช้แผ่นพลาสติกใสปิดทับปุ่มเหล่านั้น และ เปลี่ยนทุกชั่วโมง
- จัดเตรียมแอลกอฮอล์เจล เพื่อให้บริการแก่ผู้โดยสารรวมถึงพนักงานในพื้นที่ส่วนกลาง และใกล้กับอุปกรณ์ที่ใช้มือสัมผัสบ่อยๆ เช่น บริเวณทางเข้ายานพาหนะ อุปกรณ์จำหน่ายตั๋ ราวจับ ราวบันไดเลื่อน ปุ่มกดลิฟต์
เป็นต้น
- จัดเตรียมหน้ากากอนามัยกรณีพบผู้โดยสารที่มีอาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้ ไอ มีน้ำมูก เป็นต้น
-ทำความสะอาดบัตรโดยสารที่นำมาใช้ซ้ำได้ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ
1.2 ด้านบุคลากร
- มอบหมายให้มีฝ่ายบุคคลหรือผู้รับผิดชอบงานด้านบุคลากร เพื่อทำหน้าที่ติดตามข่าวสาร เผยแพร่ความรู้และคำแนะนำในการปฏิบัติตนแก่บุคลากรในองค์กร ในเรื่องพื้นที่ระบาด และ สุขอนามัยส่วนบุคคลที่ควร
ปฏิบัติ
- ตรวจสุขภาพพนักงานผู้ให้บริการบนยานพาหนะประจำปี
-ผู้ขับขี่และพนักงานประจำยานพาหนะ สวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการติดเชื้อขณะปฏิบัติงานตลอดเวลา และควรล้างทำความสะอาดมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ หรือน้ำสบู่บ่อๆ สำหรับผู้ขับขี่รถแท็กซี่หากไม่มีผู้โดยสาร ไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัย
- จัดหาสื่อความรู้ และการปฏิบัติตนเมื่อเจ็บป่วยแก่เจ้าหน้ที่ และสำหรับประชาสัมพันธ์บนรถโดยสารสาธารณะ
- สังเกตอาการป่วยของผู้ใช้บริการ และบุคลากรในสังกัด หากพบพนักงานมีอาการป่วย หรือสงสัยว่าตนเองจะติดเชื้อให้รายงานกับฝ่ายบุคคล เพื่อให้หยุดงานจนกว่าจะหายเป็นปกติ
1.3 ด้านการบริการ
- เพิ่มช่องทางการจำหน่ายตั๋วโดยสาร เพื่อลดความแออัดบริเวณที่จำหน่ายตั๋ว เช่น การจำหน่ายตั๋วโดยสารออนไลน์
- มาตรการส่งเสริมการใช้บัตรโดยสารที่เป็นบัตรส่วนตัว เช่น บัตรเติมเงิน เพื่อลดการสัมผัสตู้ซื้อตั๋วโดยสาร
- เมื่อพบผู้โดยสารมีอาการป่วย ไอ จาม หรือมีน้ำมูก ให้ขอความร่วมมือผู้โดยสารสวมหน้ากากอนามัยที่จัดไว้ ถ้าเป็นไปได้ ควรเปิดกระจกรถ
- ประชาสัมพันธ์และให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานเกี่ยวกับการติดต่อ และการป้องกันโรคอย่างถูกต้อง
- จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ในการล้างมือ ให้เพียงพอกับผู้โดยสาร (ถ้าเป็นไปได้)
2. มาตรการสำหรับผู้โดยสาร
- พกหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยและแอลกอฮอล์เจล เพื่อใช้เมื่อต้องโดยสารรถสาธารณะ
- เมื่อมีอาการป่วยระหว่างเดินทางและไม่มีหน้ากากอนามัย ให้แจ้งและขอหน้ากากอนามัยจากพนักงาน และให้นั่งแยกจากผู้โดยสารอื่นๆ
-หากสังเกตเห็นผู้โดยสารในยานพาหนะเดียวกันมีอาการไอ จาม ผิดปกติ ให้แจ้งพนักงานเพื่อจัดหาหน้ากากอนามัยให้ผู้โดยสาร
@ สำหรับสถานประกอบการ สถานที่ทำงาน

คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ
- ผู้ประกอบการควรให้ความรู้ คำแนะนำ หรือจัดหาสื่อประชาสัมพันธ์การป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคกับพนักงานในหน่วยงาน เช่น โปสเตอร์ กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ การล้างมือที่ถูกวิธี และการสวมหน้ากากอนามัย เป็นต้น
- จัดหาสบู่ เจลลงมือแอลกอฮอล์ หรือจัดสถานที่สำหรับล้างมือ และหน้ากากอนามัย ภายในสถานที่ทำงาน เช่น ประตูทางเข้าห้องทำงาน ประตูทางเข้าไลน์การผลิต ห้องสุขา เป็นตัน เพื่อให้บริการกับพนักงาน
- ควรมีห้องพยาบาลให้การดูแลรักษาเบื้องตันแก่ผู้ป่วย เพื่อแยกผู้ป่วยออกจากสถานที่ทำงานหรือไลน์การผลิตที่มีคนรวมกันเป็นจำนวนมาก รวมทั้งอำนวยความสะดวกในการส่งกลับไปรักษาตัวที่บ้านหรือโรงพยาบาล
- เพิ่มความตระหนักให้กับพนักงาน และพนักงานทำความสะอาด ถึงความเสี่ยงในการปนเปื้อนเชื้อ โดยให้ความสำคัญในการป้องกันตนเอง เช่น การสวมหน้ากากอนามัยและถุงมือขณะปฏิบัติงาน และการดูแลทำความสะอาดสิ่งของที่ใช้งานบ่อยๆ เช่น โต๊ะทำงาน คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในการทำงาน รวมถึงอุปกรณ์ทำความสะอาดอื่นๆ
- รณรงค์ให้พนักงานป้องกันตนเองโดยการล้างมือก่อนเข้าทำงาน และทุกครั้งที่สัมผัสอุปกรณ์ สิ่งของเครื่องใช้ ทีมีผู้มผัสจำนวนมาก
- จัดให้มีการทำความสะอาดอุปกรณ์ และบริเวณที่มีผู้สัมผัสปริมาณมากอย่างสม่ำเสมอ เช่น โต๊ะทำงานคอมพิวเตร์ อุปกรณ์ต่งๆที่ใช้ในการทำงาน ที่จับประตู ห้องน้ำ ด้วยน้ำงชักฟอกหรือน้ำยาทำความสะอาต
และ 70% แอลกอฮอล์
- ระมัดระวังการเก็บขยะติดเชื้อ เช่น ทิชชูที่ผ่านการใช้แล้ว อาจปนเปื้อนสารคัดหลั่งของผู้บริโภคเป็นต้น ก่อนทั้งขยะติตเชื้อควรใส่ถุงปิดให้มิดชิด หรือทั้งในถังขยะติดเชื้อ และลงมือทำความสะอาดเพื่อป้องกันการตกค้างของเชื้อโรค
- สำหรับสถานประกอบการที่มีพนักงานทำงานหนาแน่น (โรงงานที่มีไลน์การผลิต) ควรจัดให้มีการตรวจคัดกรองพนักงานทุกคนก่อนเข้าทำงาน หากพบพนังานป๋วย ครพิจารณาให้หยุดรักษาตัวที่บ้าน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคในสถานประกอบการ และหากมีอาการป่วยรุนแรงควรรีบไปพบแพทย์
- กรณีสถานประกอบการที่มีรถรับ-ส่งพนักงาน ให้ดำเนินการทำความสะอาดยานพาหนะบริเวณที่สัมผัสกับผู้โดยสาร เช่น ราวจับ กลอนประตู เบาะนั่ง ที่ท้าแขน ด้วยน้ำผสมผงซักฟอกหรือน้ำยาทำความสะอาด และ
70% แอลกอฮอล์ สามารถทำลายเชื้อไวรัสได้
- การพิจารณาปิดสถานประกอบการชั่วคราว หากพบผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก เช่น การเลื่อนหรือยกเลิกไลน์การผลิตที่พบผู้ป่วยออกไปชั่วคราว เพื่อให้พนักงานหยุดพักรักษาตัวและลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค
คำแนะนำสำหรับบุคลากรในหน่วยงาน
- ก่อนไปทำงาน ควรจัดเตรียมหน้ากากอนามัยและแอลกอฮอล์เจล เพื่อใช้สำหรับตนเองและเพื่อนร่วมงานหากพบว่าตนเองมีอาการป่วย ควรหยุดพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน หรือถ้ามีเหตุจำเป็นให้ต้องไปทำงานควรสวม
หน้ากากอนามัย และหากไม่มีหน้ากากอนามัย ให้ขอหน้ากากอนามัยจากห้องพยาบาลในหน่วยงาน
หากสังเกตเห็นเพื่อนร่วมงานมีอาการไอ จาม ผิดปกติ ให้แจ้งห้องพยาบาลเพื่อจัดหาหน้ากากอนามัยให้พนักงาน หรือแนะนำให้บุคคลดังกล่าวสวมหน้ากากอนามัย
กรณีมีบุคลากรเดินทางไปประเทศที่พบการระบาด
- ติดตามรายชื่อประเทศหรือเมืองที่มีการะบาดก่อนวางแผนการเดินทาง โดยสามารถดูข้อมูลได้จากเว็บไซต์กรมควบคุมโรค https://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/index.php
- งดหรือเลื่อนการเดินทางโดยไม่จำเป็นไปยังประเทศหรือเมืองดังกล่าว
- หากหลีกเลี่ยงการเดินทางไม่ได้ ควรมีประกันสุขภาพระหว่างการเดินทางไปต่างประเทศ
- เมื่อเดินทางไปยังประเทศหรือเมืองที่มีการระบาด ควรใส่หน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงการไปในสถานที่แออัดหรือคนพลุกพล่น และปฏิบัติตามคำแนะนำของประเทศนั้นๆ อย่างเคร่งครัดระหว่างการเดินทาง หากมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ หรือมีน้ำมูก ควรไปพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง พร้อมขอใบรับรองแพทย์หากไม่ได้ป่วยด้วย COVID-19
- เมื่อจะเดินทางกลับประเทศไทย หากมีอาการป่วยก่อนโดยสารเครื่องบิน ต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่สายการบินทราบล่วงหน้าเพื่อประเมินความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อ ท่านอาจไม่ได้รับการพิจารณาให้ขึ้นเครื่องบิน หากมี
อาการป่วยอยู่และไม่มีใบรับรองแพทย์
- เมื่อเดินทางกลับเข้าประเทศไทย
1.ให้ความร่วมมือกับการตรวจคัดกรองที่ด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศ และแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบทันที่ หากมีอาการป่วย
2. สังเกตอาการป่วยและวัดไข้ตนเองทุกวัน เป็นเวลา 14 วันหลังกลับจากพื้นที่ที่พบการระบาด
3. ระหว่าง 14 วันที่สังเกตอาการ ให้แยกเครื่องใช้ส่วนตัว ไม่รับประทานอาหาร หรือ พูดคุยใกล้ชิดกับผู้อื่น งดการไปร่วมกิจกรรมที่มีคนจำนวนมาก งดการเข้าประชุม การไปสถานที่ที่คนพลุกพล่าน เช่น ตลาด ห้างสรรพสินค้า ควรอยู่ในที่พักอาศัยเป็นหลัก และเดินทางออกนอกบ้านเท่าที่มีความจำเป็น
4. ทั้งนี้การให้หยุดงาน ลางาน หรือทำงานจากบ้าน ให้พิจารณาตามความเหมาะสมของแต่ละหน่วยงาน
5. หากมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ หรือมีน้ำมูก ภายใน14 วันหลังกลับจากพื้นที่ที่พบการระบาด ควรไปพบแพทย์ทันทีพร้อมแจ้งประวัติการเดินทางให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทราบ

@ กรณีเกิดการระบาดในสถานศึกษา
เป้าหมายของการสอบสวนและควบคุมการระบาด เพื่อตัดวงจรการแพร่เชื้อ
กิจกรรมการเฝ้าระวังก่อนการระบาด
1) ให้มีการตรวจสอบการลาป่วยของนักเรียนและบุคลากรในโรงเรียน หากพบว่าผู้ป่วยมากผิดปกติ ใหรายงานเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ทราบ
2) ให้มีการคัดกรองไข้บริเวณทางเข้าสถานศึกษาทุกวัน หากพบว่ามีเด็กที่มีไข้จำนวนมากผิดปกคิให้แจ้งเจ้าหน้าที่
3) ห้องพยาบาลให้มีการบันทึกรายชื่อและอาการของนักเรียนที่ป่วย
กิจกรรมเมื่อมีการระบาด
1) ปิดโรงเรียน/คณะ หรือชั้นปี เพื่อทำความสะอาดเป็นระยะเวลา 3 วัน
2) สำรวจคัดกรองนักเรียนและบุคลากรทุกคนบริเวณทางเข้าโรงเรียนโดยใช้ Handheld Thermometer หากพบผู้เข้เกณฑ์สอบสวน (PUI)ให้เก็บตัวอย่าง NP swab ส่งตรวจหาเชื้อ
3) ผู้สัมผัสกลุ่ม high risk ให้ดำเนินการเก็บตัวอย่าง NP swab ส่งตรวจหาเชื้อ
4) ผู้สัมผัสกลุ่ม low risk ไม่ต้องเก็บตัวอย่าง แต่ให้แยกตัวอยู่ที่บ้าน และรายงานอาการ (self-report) ทุกวัน หากพบว่ามีอาการเข้าเกณฑ์ PUI ให้ดำเนินการแบบผู้ป่วย PUI
5) เมื่อเปิดเรียน ให้มีการคัดกรองไข้ทุกวัน หากพบมีอาการเข้าได้กับ PUI ให้เก็บตัวอย่าง และพิจารณาความเสี่ยงเพื่อตัดสินใจว่าจะให้ผู้ป่วยดูอาการที่บ้าน หรือต้องแยกตัวในโรงพยาบาล
6) ทีมสอบสวนโรคทำการติดตามผู้สัมผัสทุกวัน จนครบกำหนด
@ สำหรับสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา (วัด โบสถ์ มัสยิด ศาลเจ้า)
ข้อปฏิบัติสำหรับผู้ดูแลสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
- ให้ความรู้ คำแนะนำ หรือจัดหาสื่อประชาสัมพันธ์การป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคแก่ผู้มาเข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนา เช่น โปสเตอร์ เสียงประชาสัมพันธ์ การล้างมือที่ถูกวิธี และการสวมหน้ากากอนามัย
- ประชาสัมพันธ์หากพบว่าตนเองป่วย ให้งดการมาประกอบพิธีกรรมและพักผ่อนอยู่ที่บ้าน หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกันระหว่างผู้มาร่วมงาน
- จัดหาเจลล้างมือแอลกอฮอล์ และหน้ากากอนามัย บริเวณภายในศาสนสถาน เช่น ประตูทางเข้าอาคาร ห้องสุขา จุดประชาสัมพันธ์ จุดปฐมพยาบาล เป็นต้น
- จัดให้มีการทำความสะอาดอุปกรณ์ และบริเวณที่มีผู้สัมผัสปริมาณมาก เช่น ราวบันได ลูกบิดประตู ไม้ตีระฆัง กระบอกเซียมซี ห้องน้ำ ด้วยน้ำผงชักฟอก น้ำยาทำความสะอาด (ตามความเข้มขั้นที่แนะนำข้างผลิตภันฑ์)
หรือ70% แอลกอฮอล์ วันละอย่างน้อย 2 ครั้ง
- งดให้บริการยืมหนังสือบทสวด ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ร่วมประกอบพิธีกรรมจัดหามาเอง
- จัดจุดปฐมพยาบาลให้การดูแลรักษาเบื้องตันแก่ผู้ป่วย
- หากพบผู้มีอาการป่วย ให้แยกผู้ป่วยออกจากกิจกรรมหรือพิธีกรรมนั้นๆ รวมทั้งอำนวยความสะดวกในการส่งกลับไปรักษาตัวที่บ้านหรือโรงพยาบาล
- ลดความแออัดของผู้ข้าร่วมประกอบพิธีกรรมทางศาสนา โดยอาจพิจารณากระจาย มุมที่ประกอบพิธีได้หลายๆ แห่งในศาสนสถานนั้นๆ หรือมีเสื่อของตนเองในการทำละหมาด, จัดที่นั่งให้ผู้มาร่วมประกอบพิธีให้อยู่ห่างจากกันอย่างน้อย 1 เมตร
- หากพบนักบวชหรือผู้ดูแลในศาสนสถานแห่งนั้นป่วยเป็นโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ให้ดำเนินการแยกผู้ป่วยหรือผู้สัมผัสตามแนวทางสอบสวนโรค ของกรมควบคุมโรค และ ให้หยุดการประกอบพิธีกรรมทุกประเภท
จนกว่าจะไม่พบผู้ป่วยรายใหม่อย่างน้อย 28 วัน
ข้อปฏิบัติสำหรับผู้เข้าร่วมประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
- ก่อนเข้าร่วมประกอบพิธีกรรมในศาสนสถาน ควรจัดเตรียมหน้ากากอนามัย ล้งมือด้วยน้ำสบู่หรือแอลกอฮอล์เจล และควรปฏิบัติตามหลักสุขอนามัย
- ล้างมือทุกครั้งหลังสัมผัสสิ่งที่มีบุคคลอื่นๆสัมผัสร่วมกันปริมาณมาก เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได หนังสือ ฯลฯ
- ผู้ที่มีอาการป่วย เช่นมี ไข้ไอเจ็บคอมีน้ำมูก แม้จะมีอาการไม่มาก ให้งดการร่วมประกอบพิธีกรรม
- ผู้เข้าร่วมประกอบพิธีกรรมไม่ใช้สิ่งของ เช่น แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ซ้อนอาหาร ผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว เป็นต้น ร่วมกับผู้อื่น
- หากสังเกตเห็นผู้ร่วมประกอบพิธีกรรมมีอาการไอ จาม ผิดปกติ แนะนำให้ผู้มีอาการติดต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อขอรับหน้ากากอนามัยมาสวม และแยกให้นั่งห่างจากผู้อื่น
- หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัดและอากาศถ่ายเทไม่ดีเป็นวลานาน หรืออยู่ใกล้ชิดกับผู้มีอาการ

@ สำหรับค่ายทหาร
การเตรียมความพร้อมของหน่วยงาน
1. กำหนดให้มีเจ้าหน้าที่หรือพยาบาล เพื่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อรับทราบแนวทางการเฝ้าระวังและมาตรการเพื่อป้องกันการควบคุมการระบาดในค่ายทหาร
2. หน่วยพยาบาลทำบันทึกข้อมูลการป่วยของทหาร/เจ้าหน้าที่ในค่ายทหาร
3. จัดเตรียมห้องพยาบาลสำหรับแยกทหารหรือเจ้าหน้าที่ที่มีอาการทางเดินหายใจ ออกจากทหารหรือเจ้าหน้าที่ที่มีอาการป่วยอื่นๆ
4. จัดเตรียมพื้นที่แยกผู้ป่วยในกรณีที่พบผู้ป่วยหรือผู้สัมผัสโรคเป็นจำนวนมาก
5. จัดให้มีอุปกรณ์สำหรับการล้างมือ หรือจัดเตรียมแอลกอฮอล์เจลอย่างเพียงพอ ในบริเวณส่วนกลาง เช่น ในโรงอาหาร ในโรงครัว ห้องน้ำ เป็นต้น
6. จัดหาหน้ากากอนามัยสำหรับผู้ป่วย
7. โรงพยาบาลในสังกัดสำรองชุดตรวจ rapid test ไข้หวัดใหญ่ สำหรับตรวจกรณีพบผู้ป่วยมีอาการทางเดินหายใจเป็นกลุ่มก้อน
การให้ความรู้แก่บุคลากร
1. เผยแพร่พื้นที่ที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่าให้บุคลากรรับทราบ สามารถตรวจสอบสถานการณ์และพื้นที่การระบาดได้ที่เว็บไซต์กรมควบคุมโรค
2 พิจารณาให้บุคลากรหลีกเลี่ยงหรืองดการเดินทางไปในพื้นที่ระบาด
3. หน่วยงานควรให้ข้อมูลความรู้หรือจัดหาสื่อประชาสัมพันธ์ให้กับทหารในค่ายทหารและครอบครัวที่พักอาศัยในค่าย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ โดยเน้นแนะนำการปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยที่ถูกต้อง เช่น ล้างมือบ่อยๆ
การสวมหน้ากากอนามัย เป็นต้น
การเฝ้าระวังผู้ป่วยในค่ายทหาร
1. กรณีมีบุคลากรที่จำเป็นต้องเดินทางไปในพื้นที่ระบาดเมื่อกลับมาต้องรายงานตัวและแจ้งหน่วยพยาบาลเพื่อบันทึกข้อมูลประวัติการเจ็บป่วย และ ประวัติการเดินทาง เพื่อติดตามอาการ 14 วันหลังเดินทาง
กลับมาจากพื้นที่ระบาด
2. บุคลากรที่เดินทางกลับมาจากพื้นที่ระบาดหรือเป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูงของผู้ป่วยเข้าข่ายหรือยืนยันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ให้กักกันตัวเองที่บ้าน/ที่พัก โดยหยุดรับการฝึก/ปฏิบัติงาน 14 วัน นับจากวันที่
เดินทางออกจากพื้นที่ที่มีการระบาด โดยในระหว่างที่พักอยู่บ้าน ให้งดการออกไปในที่ชุมชนหรือที่สาธารณะ
3 หลังเดินทางกลับมาจากพื้นที่ที่มีการระบาดภายใน 14 วัน หากบุคลากรมีอาการไข้ร่วมกับไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ หอบเหนื่อย ให้รีบใส่หน้ากากอนามัย ไปพบแพทย์และแจ้งประวัติการเดินทางทันที
4. หากพบกรณีต่อไปนี้ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ในพื้นที่ที่รับผิดชอบ เพื่อลงสอบสวนหาสาเหตุและควบคุมโรค
- มีผู้ป่วยที่มีอาการทางระบบทางเดินหายใจเป็นกลุ่มก้อนตั้งแต่ 5 รายขึ้นไปจากสถานที่เดียวกัน ในระยะเวลา 1 สัปดาห์
- มีทหารหรือเจ้าหน้าที่ลาป่วยหรือขาดการเข้าฝึกเป็นจำนวนมากผิดปกติ
5. จัดให้มีการคัดกรองอาการทหารใหม่ทุกรายตั้งแต่วันที่เข้ามาในค่ายก่อนที่จะให้รวมตัว หรือ เข้าที่พัก
6. ระหว่างฝึกจัดให้มีการคัดกรองอาการไข้ ไอ น้ำมูก ก่อนเริ่มการฝึกทุกเช้า ทั้งทหารและครูฝึก
- หากพบผู้มีอาการเข้าเกณฑ์สอบสวนโรค ให้แจ้งหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ตามแนวทางจัดการเมื่อพบผู้ป่วยที่ต้องดำเนินการสอบสวนโรค
-หากพบผู้มีอาการแต่ไม่เข้านิยาม ให้ผู้นั้นงดการฝึก ใส่หน้ากากและแยกตัวจากบุคคลอื่น โดยหน่วยพยาบาลติดตามอาการ จนกว่าจะหายเป็นปกติ
การป้องกันและควบคุมโรค
1. ทำความเข้าใจกับทหารและเจ้าหน้าที่ เรื่องมาตรการควบคุมการระบาดในพื้นที่ การดูแลขณะป่วยที่ค่ายทหาร
2. เน้นย้ำสุขอนามัยส่วนบุคคลแก่ทหารในค่าย ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว จาน ซ้อน ส้อม
3 พิจารณาให้ยกเลิกหรือเลื่อนกิจกรรมที่มีการรวมตัวหมู่มาก
3.1.ภายในหน่วย ลดการรวมตัวกันโดยใช้หลักที่แบกหารเป็นกลุ่มๆ โดยไม่ให้แต่ละกลุ่มสัมผัสใกล้ชิดกัน เช่น
- มอบหมายกิจกรรฝึกหรือหน้าที่ปฏิบัติงานให้แต่ละหมวดหมู่โดยแยกจากกัน ไม่ให้ทหารจากหลายๆกลุ่มมาปฏิบัติงานหรือฝึกร่วมกัน
- จัดแบ่งช่วงเวลาการรับประทานอาหารเป็นกลุ่มให้เหลื่อมเวลากัน
3.2. ระหว่างหน่วย ลดการสัมผัสใกล้ชิดระหว่างหน่วยทหารอื่นๆ และชุมชน เช่น
- งดหรือเลื่อนการฝึก หรือการทำกิจกรรมร่วมกับค่ายอื่น
- งดการปฏิบัติงานนอกค่ายทหาร
- ไม่ให้มีการเยี่ยมญาติหรือกลับบ้านหากมีการระบาดภายในประเทศ
4. หากจำเป็นต้องให้ทหารส่วนหนึ่งไปปฏิบัติงานนอกค่าย ควรมอบหมายให้เป็นหน่วยๆ ไป
5. ให้จัดเวรทำความสะอาดสถานที่ อุปกรณ์ เครื่องใช้ที่มีผู้สัมผัสจำนวนมาก ช่น ลูกบิดประตู ราวบันได โต๊ะอาหาร ผ้ห่ม ผ้าปูเตียง เครื่องครัว จาน ชาม ช้อนส้อม แก้วน้ำ ตัวยน้ำและสารทำความสะอาตามความ
เหมาะสม (เช่น สบู่ผงซักฟอก น้ำยาลงจาน ตามความเข้มข้นที่แนะนำข้างผลิตภัณฑ์) หรือเช็ดด้วย 70% แอลกอฮอล์ อย่างน้อยวันละ 1-2 ครั้ง
6. หากพบผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ภายในค่าย
6.1.ประสานหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่
6.2. จัดการผู้ป่วยและผู้สัมผัสตามแนวทางๆ ของกรมควบคุมโรคและกรมการแพทย์
6.3 ค้นหาผู้ป้วยเพิ่มเติมภายในค่ายทหาร
6.4.ไม่ให้ปล่อยทหารในหน่วยที่พบผู้ป่วยกลับบ้านหลังจากจนกว่าจะไม่พบผู้ป่วยรายใหม่อย่างน้อย 28 วัน
6.5.พิจารณาปิดค่ายโดยไม่ให้มีการเข้าออกจากค่ายทหาร หากพบผู้ป่วยมากกว่า 1 หน่วย
กรณีเกิดการระบาดในเรือนจำ และทัณฑสถาน
ขอบเขตการใช้งาน
มีเหตุการณ์การระบาดจำนวนน้อยในประเทศ (Local Transmission)
เป้าหมายของการตรวจจับ สอบสวนและควบคุมการระบาด
- เพื่อตรวจจับ ผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคในพื้นที่เรือนจำ
- เพื่อตัดวงจรการแพร่เชื้อในเรือนจำ
- เพื่อป้องกันการเสียชีวิต
คำแนะนำก่อนเกิดการระบาด และการตรวจจับผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรค
1. ควรกำหนดให้เรือนพยาบาลและเจ้าหน้าที่พยาบาล รับผิดชอบในการดำเนินการเฝ้าระวังและติดตามข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด
2. ควรเพิ่มขั้นตอนการชักประวัติ (ตามนิยามผู้ป่วยเข้าเกณฑ์การสอบสวน และผู้สัมผัสที่มีความเสี่ยง) ในขั้นตอนการรับผู้ต้องขังรายใหม่ หรือการรับย้ายผู้ต้องขังจากทัณฑสถานอื่น
3. ห้องพยาบาลประจำเรือนจำควรมีการปรับปรุงแนวทางให้เป็นปัจจุบัน (update) และปฏิบัติตามแนวทางต่าง ๆ ที่กรมควบคุมโรคประกาศ (สามารถติดตามได้จากหน้า web site)
4. บันทีกรายชื่อ หมายเลขห้อง และอาการของผู้ต้องขังที่มีอาการป่วยด้วยอาการไข้ และ/หรือ มีอาการทางเดินหายใจ แจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหากมีการระบาดของโรคระบบทางเดินหายใจ
5. ฝึกอบรมความรู้โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-17) และทักษะการป้องกันตนเอง รวมทั้งการใส่ชุดอุปกรณ์ป้องกันตน แก่เจ้าหน้าที่ห้องพยาบาล และอาสาสมัครในเรือนจำ (อสรจ.)
6. จัดเตรียมสถานที่/แดนแรกรับ สำหรับผู้ต้องขังใหม่ เพื่อให้ผู้ต้องขังใหม่อยู่ในแดนนี้อย่างน้อย 2 สัปดาห์ ในกรณีที่มีความสงสัยเป็นผู้มีอาการ
7. จัดเตรียมพื้นที่ สำหรับโรงพยาบาลสนามไว้สำหรับรองรับในกรณีที่พบผู้ต้องขังป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรค (PUI) ปริมาณมาก (ทัณฑสถานแต่ละแห่ง ต้องกำหนดจำนวนให้เหมาะสมกับศักยภาพของตน)
8. จัดเตรียมพื้นที่แดนกักตัว สำหรับแยกผู้ที่เสี่ยงต่อการป่วยรุนแรงแต่ยังไม่มีอาการ (high risk contact)
9. จัตเตรียมกระบวนการและอุปกรณ์ในการคัดกรองอาการผู้ต้องขัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุปกรณ์ป้องกันตนสำหรับเจ้าหน้าที่ และผู้ต้องขัง อย่างเพียงพอ
10. ประสานและกำหนดแนวทาง (แบบละเอียด) ร่วมกันกับโรงพยาบาลในพื้นที่ ให้ครอบคลุม
-การแจ้งเหตุ
-การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย หรือผู้ป่วยสงสัย
-การขอรับคำปรึกษา
11. แนะนำเจ้าหน้าที่ ผู้คุม และผู้ต้องขังหากเริ่มมีอาการป่วย ให้แจ้งห้องพยาบาลภายในเรือนจำหรือทัณทสถาน และรีบแยกผู้ป่วยสงสัยออกจากบุคคลอื่น
12. ให้เจ้าหน้าที่ของเรือนจำ ทัณฑสถาน ที่มีอาการป่วย มีไข้ ร่วมกับอาการทางเดินหายใจอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ไอ น้ำมูก เจ็บคอ หายใจเร็วหรือหายใจเหนื่อย หรือหายใจลำบาก และมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย ควรหยุดพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน 14 วัน นับจากวันเริ่มป่วย หรือจนกว่าจะหายเป็นปกติ
13. หากพบผู้ต้องขัง หรือเจ้าหน้าที่ป่วยพร้อมกันจำนวนมากอย่างผิดปกติ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขพื้นที่ เพื่อสอบสวนและควบคุมโรคต่อไป
คำแนะนำในการดูแลผู้ต้องขัง กรณีเกิดการระบาด
1. ทำการคัดกรองผู้ต้องขังทุกวัน และควรมีการคัดกรองก่อนการปล่อยผู้ต้องขัง (exit screening) หากพบมีอาการไข้ อาการระบบทางเดินหายใจ ร่วมกับประวัติเสี่ยง ตามเกณฑ์การเฝ้าระวังให้ประสานโรงพยาบาลเพื่อพิจารณาความจำเป็นในการกักตัวและติดตาม
2 คัดแยกผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ตามแนวทางเวชปฏิบัติ การวินิจฉัย ดูแลรักษา และป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) (เจ้าหน้าที่ / พยาบาลห้องพยาบาล สามารถติดตามและศึกษาได้จาก website กรมควบคุมโรค :https:/ddc.moph.go.th/ viralpneumonia/guidelines.php)
3. งดการเคลื่อนย้ายผู้ต้องขัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการย้ายไปเรือนจำ ทัณทสถานอื่น
4. จัดให้มีพื้นที่รองรับผู้ต้องขังใหม่ที่มีอาการไข้ หรืออาการทางเดินหายใจ และประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยยืนยันในช่วง 14 วันก่อนมีอาการ
5. จัดห้องหรือห้องโถงแยกสำหรับเป็นบริเวณผู้ป่วยไว้ใกล้เคียงกันให้เหมาะสม (เพื่อป้องกันการกระจายเชื้อ) และจัดเจ้าหน้าที่ดูแลผู้ป่วยโดยฉพาะ โดยมิให้ย้ายไปมาระหว่างแดนขังหรืออาคารต่างๆ
6. พิจารณางดการเยี่ยมผู้ต้องขัง หรือจัดให้มีวิธีการเยี่ยมอย่างเหมาะสม
7. สำรวจคัดกรองผู้ต้องขัง เจ้าหน้าที่เรือนจำ และบุคลากร
8. ควรให้การดูแลเป็นพิเศษแก่ ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงที่อาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ได้แก่ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว
9. คัดกรองผู้ต้องขังทุกวัน จนกว่าจะไม่พบผู้ต้องขังเข้าเกณฑ์สอบสวนโรค (PUI) ติดต่อกัน 14 วัน
10.หากเรือนจำ หรือทัณฑสถานใด พบการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ควรให้
-ยกเลิกหรือเลื่อนกิจกรรมภายใน ที่มีการรวมตัวกันหมู่มากออกไปก่อน
-จัดแบ่งช่วงเวลาการรับประทานอาหารเป็นกลุ่มให้เหลื่อมเวลากัน และ
-พิจารณาปรับการเขาเยี่ยมของญาติตามความเหมาะสม
คำแนะนำเพื่อลดการนำเชื้อเข้ามาแพร่เพิ่มเติมในเรือนจำและทัณฑสถาน
1.คัดกรองญาติที่จะมาเยี่ยม หากผู้ใดมีอาการป่วย เช่น มีไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก ควรแจกหน้ากากอนามัยและแนะนำการปฏิบัติต้ในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อในระหว่างที่เข้าเยี่ยม หรืออาจพิจารณา
งดการเข้าเยี่ยม
2. คัดกรองผู้ต้องขังใหม่ หากผู้มาใหม่ใดมีอาการป่วย มีไข้ ร่วมกับอาการทางเดินหายใจอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ไอ น้ำมูก เจ็บคอ หายใจเร็วหรือหายใจเหนื่อย หรือหายใจลำบาก และมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับ
ผู้ป่วยยืนยันในช่วง 14 วันก่อนมีอาการ ให้แยกไว้ก่อน มิให้เข้ามาอยู่รวมกับผู้ต้องขังคนอื่น
3. เจ้าหน้าที่ทุกคน โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ประจำห้องพยาบาล ต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันเช่นหน้ากากอนามัย และทำความสะอาดมือด้วย alcohol gel อย่างสม่ำเสมอ
แนวทางการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม ในกรณีที่มีการระบาดในพื้นที่เรือนจำ มีประเด็นด้านการบริหารจัดการโรงพยาบาลสนามที่จำต้องพิจจารณาดังนี้
1. การเลือกสถานที่ ควรพิจารณาคุณสมบัติ
-อากาศโปร่ง และ เป็นสถานที่ที่มีการถ่ายเทอากาศได้ดี
-ไม่ควรอยู่ใกล้อาคารที่พักอื่น หรือที่ที่มีความแออัด
-มีสิ่งอำนวยความสะดวกทางด้านสาธารณูปโภคที่สำคัญในการดำเนินงาน
2. การจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ และเวชภัณฑ์ที่จำเป็น ตลอดจนการกำกับดูแลการทำงานของบุคลากร
3. ระบบการดูแลการรักษาผู้ป่วยให้เป็นไปตาม แนวทางเวชปฏิบัติ การวินิจฉัย ดูแลรักษา และป้องกันการติดเชื้อไนโรงพยาบาล กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของกระทรวงสาธารณสุข
4. ระบบการบริหารจัดการหน่วย หอผู้ป่วย การจัดเวร ประเมินความเพียงพอของการให้บริการ
5. ระบบการขนส่งต่าง ๆ รวมถึง ระบบการส่งต่อผู้ป่วย การขนส่งวัสดุ วัสดุอุปกรณ์อื่น ๆ ขยะติดเชื้อและการจัดการและการ เคลื่อนย้ายศพ ให้คำนึงถึงความปลอดภัยและการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ
6. ระบบการเชื่อมโยงหรือ การบันทึกทางการแพทย์/การพยาบาล เช่น ระบบเวชระเบียน, การติดต่อสื่อสารทั่วไป ระหว่างโรงพยาบาลสนามกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงพยาบาลแม่ข่ายสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำนักงานป้องกันควบคุมโรค
7. คำนึงถึงมิติสุขภาพจิตทั้งของเจ้าหน้าที่และผู้ต้องขังให้มีความเหมาะสม
# กดคลิก ติดตาม ส่งแชร์ข่าวอิศรา ได้ที่นี่ https://www.facebook.com/isranewsfanpage/

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา