
ครม. อนุมติให้กรมทางหลวง ดำเนินการก่อสร้างโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก ช่วงบางบัวทอง – บางปะอิน ในส่วนของงานโยธา มูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท ‘กฤษฎีกา’ การันตีครม.อนุมัติได้ ไม่ใช่โครงการที่อนุมัติใหม่ เนื่องจากเป็นโครงการเดิมที่อยู่ในงบปี 69 อยู่แล้ว
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 6 มกราคม 2569 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติให้กรมทางหลวง (ทล.) ดำเนินการก่อสร้างโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก ช่วงบางบัวทอง - บางปะอิน (โครงการฯ) ในส่วนของงานโยธา วงเงินรวมทั้งสิ้น 15,862 ล้านบาท โดยใช้เงินทุนค่าธรรมเนียมผ่านทางและเงินงบประมาณสมทบ ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า จุดเริ่มต้นของโครงการจะต่อจากจุดสิ้นสุดของโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก ช่วงบางขุนเทียน - บางบัวทอง (โครงการช่วงบางขุนเทียนฯ) ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้กรมทางหลวง (ทล.) ดำเนินโครงการช่วงบางขุนเทียนฯ ในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2567 ทล. จึงมีความจำเป็น ต้องดำเนินโครงการฯ เพื่อให้ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองทั้ง 2 ช่วง ได้แก่ (1) ช่วงบางขุนเทียน - บางบัวทอง และ (2) ช่วงบางบัวทอง - บางปะอิน (ข้อเสนอในครั้งนี้) สามารถเชื่อมต่อกันโดยเป็นโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองที่เป็นวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครอย่างสมบูรณ์ ตลอดจนเชื่อมโยงโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและแผนการพัฒนาในอนาคตให้เป็นไปอย่างไร้รอยต่อทั้งระบบ โดยที่โครงการจะทำหน้าที่เชื่อมต่อการเดินทางระหว่าง ภูมิภาคโดยรอบกรุงเทพมหานครกับโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองเส้นทางอื่นในอนาคต
ลักษณะของโครงการเป็นการก่อสร้างปรับปรุงทางหลวงเดิมให้เป็นไปตามมาตรฐานทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง จึงไม่มีการเวนคืนที่ดินเพื่อดำเนินการก่อสร้าง การก่อสร้างจะเป็นผิวทางคอนกรีต ขนาด 6 ช่องจราจร (ทิศทางละ 3 ช่องจราจร) มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางเป็นแบบระบบปิด (Closed System) คิดตามระยะทางใช้ระบบจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางอัตโนมัติแบบไม่มีไม้กั้น (M-Flow) เป็นหลักและมีการออกแบบทางเข้า - ออก จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ (1) ด่านบางบัวทอง (2) ด่านลาดหลุมแก้ว (3) ด่านสามโคก และ (4) ด่านบางไทร เพื่อรองรับการจราจรจากโครงข่ายทางหลวงสายสำคัญและทางแยก ต่างระดับบริเวณใกล้เคียง
มูลค่าโครงการ จำนวน 15,862 ล้านบาท (ประกอบด้วยค่าก่อสร้างงานโยธา ค่าจ้างที่ปรึกษาควบคุมงาน และเงินเผื่อเหลือเผื่อขาด) โดยใช้แหล่งเงินจากเงินทุนค่าธรรมเนียมผ่านทาง จำนวน 8,739 ล้านบาท และเงินงบประมาณ จำนวน 7,123 ล้านบาท มีระยะเวลาดำเนินโครงการรวม 6 ปี (ปี 2568 - 2573)
ส่วนรูปแบบการลงทุน ทางภาครัฐลงทุนและดำเนินงานโครงการทั้งหมดโดยลงทุนก่อสร้างงานโยธา งานระบบและองค์ประกอบอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเป็นผู้ดำเนินงานและบำรุงรักษาและจัดเก็บรายได้ค่าธรรมเนียมผ่านทาง เนื่องจาก ทล. มีศักยภาพที่สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเดิมที่มีอยู่ในการดำเนินงานและบำรุงรักษา (Operate & Maintenance : O&M) ทั้งด้านอัตรากำลังคน ความเชี่ยวชาญของบุคลากร อาคารสำนักงาน เครื่องมือ เครื่องจักร รวมทั้งวัสดุอุปกรณ์และระบบงานต่าง ๆ และ ทล. ได้พิจารณาเปรียบเทียบแนวทางการลงทุนและดำเนินงานโครงการฯ ดังกล่าว ทั้งรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) และรูปแบบภาครัฐลงทุนและดำเนินการเองทั้งหมด พบว่า รูปแบบภาครัฐลงทุนและดำเนินงานโครงการทั้งหมดเป็นแนวทางการลงทุนและดำเนินงานโครงการที่มีความเหมาะสมเนื่องจากเป็นแนวทางที่ภาครัฐจะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายการลงทุนและบริหารจัดการโครงการฯ ที่ต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการให้เอกชนร่วมลงทุน
ขณะที่ผลการวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางการเงิน/ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจากผลการวิเคราะห์พบว่า โครงการฯ มีความคุ้มค่าทางด้านเศรษฐกิจ โดยมีอัตราส่วนระหว่างมูลค่าปัจจุบันของประโยชน์ต่อค่าใช้จ่าย (B/C Ratio) เท่ากับ 1.52 มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) เท่ากับ 5,225.71 ล้านบาท และมีอัตราผลตอบแทนด้านเศรษฐกิจ (EIRR) ร้อยละ 15.96 อย่างไรก็ดี จากการวิเคราะห์ทางด้านการเงินของโครงการฯ (FIRR) ตลอดระยะเวลา 30 ปี พบว่า โครงการฯ ไม่มีความคุ้มค่าทางการเงิน เนื่องจากมีอัตราผลตอบแทนทางการเงินของโครงการเท่ากับ ร้อยละ -1.84 ซึ่งต่ำกว่าอัตราต้นทุนทางการเงินของภาครัฐและไม่สามารถจูงใจให้ภาคเอกชนร่วมลงทุนได้
ส่วนความเห็นหน่วยงาน เช่น กระทรวงการคลัง (กรมบัญชีกลาง) สำนักงบประมาณและสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เห็นชอบ แต่มีความเห็นเพิ่มเติมบางประการ ซึ่งกระทรวงคมนาคมแจ้งว่าสามารถรับความเห็นไปดำเนินการได้

@กฤษฎีกาไฟเขียว เพราะเป็นเรื่องที่มีอยู่ในงบปี 69
ขณะที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพิจารณาแล้วไม่ขัดข้อง โดยเห็นควรให้ ทล.รับความเห็นของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการ เช่น ควบคุมฝุ่นละอองและการจัดการจราจรระหว่างการก่อสร้างให้เหมาะสม ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เห็นว่า โครงการฯ เป็นโครงการ ที่ได้กำหนดไว้แล้วในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จึงมิได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการหรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังนั้น หาก คค. ได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์เงื่อนไข และขั้นตอนตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐและกฎหมาย ว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ รวมทั้งกฎหมาย ระเบียบและมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องครบถ้วนแล้ว กรณีจึงเป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีสามารถ พิจารณาอนุมัติได้ ซึ่งในเรื่องนี้ คค. ได้จัดทำข้อมูลตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 รวมทั้งยืนยันว่าได้จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมครบถ้วนถูกต้องตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ด้วยแล้ว

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา