
‘ครม.’ เห็นชอบร่างคำแนะนำ ‘คกก.พัฒนากฎหมาย’ กำหนด ‘หน่วยงานรัฐ’ ต้องเปิดรับฟังความเห็นฯ ประกอบการจัดทำ ‘ร่างกฎหมาย’ ไม่น้อยกว่า 60 วัน
..................................
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบร่างคำแนะนำของคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย เรื่อง การรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องประกอบการจัดทำร่างกฎหมาย เพื่อเพิ่มระยะเวลาขั้นต่ำในการรับฟังความคิดเห็น ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้
โดยร่างคำแนะนำของคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย เรื่อง การรับฟังความคิดเห็นฯ ข้อ 4 ระบุว่า ควรมีระยะเวลาเพียงพอในการรับฟังความคิดเห็น เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องศึกษาข้อมูล คิดวิเคราะห์ ตรึกตรอง และร่วมแสดงความคิดเห็นได้ โดยแยกเป็นการรับฟังความคิดเห็น ตั้งแต่ในชั้นเสนอหลักการหรือประเด็นสำคัญของร่างกฎหมาย และการรับฟังความคิดเห็นภายหลังจากที่มีร่างกฎหมายแล้ว
การรับฟังความคิดเห็นตามวรรคหนึ่งผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (ระบบกลางทางกฎหมาย หรือ www.law.go.th) ควรมีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน เว้นแต่มีเหตุผลความจำเป็นอื่นซึ่งหน่วยงานของรัฐควรระบุเหตุผล และประกาศให้ทราบเป็นการทั่วไปด้วย
“การเพิ่มคำแนะนำให้หน่วยงานรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่ในชั้นเสนอหลักการหรือประเด็นสำคัญของร่างกฎหมายและรับฟังความคิดเห็นหลังจากที่มีร่างกฎหมาย (เดิม ไม่มีการกำหนด) และเพิ่มกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำในการรับฟังความคิดเห็นในแต่ละขั้นตอนผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศจาก 15 วัน เป็น 30 วัน โดยในชั้นเสนอหลักการของร่างกฎหมาย ให้รับฟังความเห็นไม่น้อยกว่า 30 วัน และหลังจากที่มีร่างกฎหมาย ให้รับฟังความเห็นไม่น้อยกว่า 30 วัน
ทั้งนี้ เพื่อให้หน่วยงานกำหนดประเด็นปัญหา/คำถามและพิจารณาว่า การตรากฎหมายนั้น มีความจำเป็นตามมาตรา 77 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือไม่ สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้หรือไม่ และจะมีผลกระทบใดบ้างอย่างแท้จริง” เหตุผลในการจัดทำร่างคำแนะนำของคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย เรื่อง การรับฟังความคิดเห็นฯ ข้อ 4 ระบุ
นอกจากนี้ ร่างคำแนะนำของคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย เรื่อง การรับฟังความคิดเห็นฯ ข้อ 7 ระบุว่า “ในกรณีที่ต้องมีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องประกอบการจัดทำร่างกฎ หรือการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องประกอบการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายหน่วยงานของรัฐ พึงดำเนินการตามคำแนะนำนี้ด้วยโดยอนุโลม” ทั้งนี้ เพื่อให้หน่วยงานของรัฐสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำได้อย่างชัดเจน
ทั้งนี้ ร่างคำแนะนำของคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย เรื่อง การรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องประกอบการจัดทำร่างกฎหมายฯ ดังกล่าว เป็นสืบเนื่องจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้มีคำแนะนำให้ขยายระยะเวลาการรับฟังความคิดเห็นเป็น 30-60 วัน เพื่อส่งเสริมความมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียที่เข้าถึงยาก เช่น กลุ่มเปราะบาง ผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเฉพาะ


ขณะที่ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้ความเห็นประกอบการพิจารณาของ ครม. ว่า ร่างคำแนะนำของคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย เรื่อง การรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องประกอบการจัดทำร่างกฎหมายดังกล่าว ไม่ใช่ร่างกฎตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.หลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ.2562 จึงไม่เข้าข่ายเรื่องที่ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น
นอกจากนี้ การเสนอเรื่องดังกล่าวเป็นการกำหนดรายละเอียดให้เป็นไปตามที่กฎหมายแม่บทให้อำนาจไว้โดยไม่มีผลเป็นการเพิ่มภาระงบประมาณและการคลังหรือทำให้สูญเสียรายได้ของรัฐ ประกอบกับเรื่องนี้เป็นเพียงคำแนะนำเพื่อให้หน่วยงานปฏิบัติให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ.2562 หาก ครม.ชุดต่อไป เห็นควรให้แก้ไขเพิ่มเติมภายหลังย่อมสามารถกระทำได้
ดังนั้น การให้ความเห็นชอบร่างคำแนะนำนี้จึงไม่มีผลสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และไม่ขัดต่อมติ ครม. เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.2568 (เรื่อง แนวทางปฏิบัติอันเนื่องมาจากการยุบสภาผู้แทนราษฎร)
ก่อนหน้านี้ ครม.มีมติเมื่อวันที่ 19 พ.ย.2562 เห็นชอบร่างคำแนะนำของคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย เรื่อง การรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องประกอบการจัดทำร่างกฎหมาย ที่กำหนดให้มีระยะเวลาการรับฟังความคิดเห็นอย่างน้อย 15 วัน ตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับ พ.ร.บ.หลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 มาตรา 5 วรรคสาม

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา