
‘SCB EIC’ ชี้สัดส่วน ‘หนี้ครัวเรือน’ Q2/69 อยู่ที่ 85.2% ต่อจีดีพี ต่ำสุดในรอบ 25 ไตรมาส สะท้อนครัวเรือนไทยอยู่ในภาวะ ‘Debt deleveraging’ ขณะที่ ‘น้ำท่วมใหญ่’ ซ้ำเติม ‘แรงงาน’ ทำรายได้หาย-รายจ่ายเพิ่ม
........................................
เมื่อวันที่ 17 ต.ค สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ เผยแพร่บทวิเคราะห์ เรื่อง ‘หนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลง แต่ความเสี่ยงไม่ได้ลดตาม’ โดยระบุว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP ในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 85.2% ลดลงต่อเนื่องมาอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 25 ไตรมาส โดยตัวเลขหนี้ครัวเรือนไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 16.43 ล้านล้านบาท หรือขยายตัว 0.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YOY) ใกล้เคียงไตรมาสก่อน และเป็นการขยายตัวต่ำ 3 ไตรมาสติดต่อกัน

“หนี้ครัวเรือนไทยขยายตัวต่ำ ท่ามกลางภาวะการเงินที่ยังตึงตัว จากการเข้าถึงสินเชื่อของรายย่อยที่ยังจำกัดจากสถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ประกอบกับภาคครัวเรือนปรับลดการใช้จ่ายและระมัดระวังการก่อหนี้ตามรายได้ที่ฟื้นตัวช้า สะท้อนให้เห็นว่าครัวเรือนไทยยังอยู่ในภาวะ Debt deleveraging
ในขณะที่ Nominal GDP ขยายตัวสูงขึ้น ทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ปรับลดลงต่อเนื่องในไตรมาสนี้ โดยในปัจจุบันประเทศไทยยังเป็นประเทศที่มีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP สูงที่สุดในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา (EMDS) และอยู่ที่อันดับ 9 หากเทียบกับ 44 ประเทศในโลกทั้งหมดที่มีข้อมูลนี้” SCB EIC ระบุ

SCB EIC ระบุด้วยว่า ภาพรวมหนี้ครัวเรือนไทยในไตรมาส 2/2569 ยังขยายตัวจากสินเชื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลเป็นหลัก โดยขยายตัว 1.4% YOY ทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า โดยเฉพาะสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ที่มีสัดส่วนสินเชื่อสูงสุดราว 35% ของยอดหนี้คงค้าง เติบโตต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ 1.9%YOY ขณะที่สินเชื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลอื่น ๆ (ไม่นับรวมบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับของ ธปท.) และสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้กำกับของ ธปท. ชะลอตัวลงเล็กน้อยแต่ยังขยายตัวสูงที่ 4.4%YOY และ 1.7%YOY ตามลำดับ
สำหรับสินเชื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลที่ยังหดตัว ได้แก่ สินเชื่อเพื่อเช่าซื้อรถยนต์และจักรยานยนต์ แม้ปรับดีขึ้นต่อเนื่องแต่ยังหดตัวสูง 7.1%YOY และสินเชื่อเพื่อการศึกษาที่ยังหดตัว 1.8%YOY นอกจากนี้ สินเชื่อครัวเรือนที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจหดตัวต่อเนื่องและหดตัวมากขึ้นถึง 2.3%YOY และสินเชื่ออื่นๆ (สินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์และอื่นๆ ที่จำแนกไม่ได้) ที่ยังหดตัวต่อเนื่องที่ 1.8%YOY สะท้อนถึงการก่อหนี้เพื่อประกอบธุรกิจ หรือการลงทุนในหลักทรัพย์ รวมถึงการสร้างรายได้ในอนาคตของภาคครัวเรือนยังไม่ฟื้นตัว
“ตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่ยังขยายตัวต่ำ สอดคล้องกับภาพรวมหนี้ครัวเรือนที่แยกตามแหล่งผู้ให้กู้ พบว่า สินเชื่อจากสถาบันการเงินเอกชนยังหดตัวต่อเนื่อง สะท้อนความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อต่อเนื่อง โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์และบริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่งและสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งมีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของหนี้ครัวเรือนทั้งหมด โดยสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์หดตัว 2.3%YOY ในไตรมาส 2/2026 ต่อเนื่อง 9 ไตรมาสติดต่อกัน ขณะที่สินเชื่อจากบริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคลขยายตัวเล็กน้อยเพียง 0.3%YOY ในไตรมาสนี้” SCB EIC ระบุ
อย่างไรก็ดี หนี้ครัวเรือนไทยยังขยายตัวจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจและสถาบันการเงินของรัฐที่เติบโตต่อเนื่องอยู่ที่ระดับ 1.8%YOY ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการช่วยเหลือภาครัฐที่มีส่วนช่วยพยุงเศรษฐกิจ ขณะที่สินเชื่อผ่านสหกรณ์ออมทรัพย์ และสินเชื่อผ่านโรงรับจำนำยังอยู่ในระดับสูงแม้จะปรับตัวลดลงบ้างอยู่ที่ 4.8%YOY และ 16.9%YOY ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นว่าภาคครัวเรือนยังคงพึ่งพาแหล่งเงินกู้ที่เข้าได้ง่ายและมีเงื่อนไขยืดหยุ่นกว่าในการปล่อยสินเชื่อมากกว่าพึ่งพาแหล่งเงินกู้จากสถาบันการเงินหลักที่ยังคงมีความเข้มงวด
ขณะเดียวกัน SCB EIC ประเมินหนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP จะลดลงอีก แต่ความเสี่ยงฐานะการเงินครัวเรือนยังคงอยู่ โดยในระยะข้างหน้า SCB EIC มองสัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP จะยังมีแนวโน้มลดลงมาอยู่ที่ราว 83.5-84.5% ณ สิ้นปี 2569 ในขณะที่แนวโน้มสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่ลดลงในระยะข้างหน้าเป็นผลมาจาก
(1) สินเชื่อครัวเรือนยังตึงตัวเนื่องจากมาตรฐานการให้สินเชื่อของสถาบันการเงินยังเข้มงวดต่อเนื่อง ส่งผลให้ครัวเรือนเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้ยาก ยอดคงค้างหนี้ครัวเรือนจึงยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำต่อเนื่อง ข้อจำกัดนี้ทำให้ภาคครัวเรือนบางส่วนจะยังหันไปพึ่งพาแหล่งเงินกู้อื่นที่มีความยืดหยุ่นและเข้าถึงได้ง่ายกว่าสถาบันการเงินหลัก แม้ว่าจะมีต้นทุนเงินกู้สูงกว่าหรือมีระยะเวลากู้สั้นกว่า
(2) อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นตัวเงิน (Nominal GDP) ขยายตัวสูงจากเงินเฟ้อเร่งตัว ซึ่ง Nominal GDP เป็นตัวหารของสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลงค่อนข้างเร็วในเชิงตัวเลข โดยอัตราเงินเฟ้อในเดือน ก.ย. เร่งตัวสู่ 2.8% สูงขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 6 จากผลกระทบของราคาน้ำมันที่ยังทรงตัวสูง ตามสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยังไม่แน่นอน ราคาอาหารสดที่สูงขึ้นจากสภาพอากาศแปรปรวน
และราคาอาหารสำเร็จรูปปรับสูงขึ้นจากการทยอยส่งผ่านต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นมาสู่ผู้บริโภค การที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลงเร็วในเชิงตัวเลขเนื่องจาก Nominal GDP ขยายตัวเร็วกว่ายอดหนี้ ขณะที่ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนยังไม่ได้ปรับดีขึ้นอย่างชัดเจน
SCB EIC ระบุอีกว่า หนี้ครัวเรือนต่อ GDP มีแนวโน้มลดลงสวนทางตลาดแรงงานอ่อนแอ เพิ่มแรงกดดันต่อรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ โดยเครื่องชี้ตลาดแรงงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 และข้อมูลล่าสุดในช่วงเดือน ก.ค.- ส.ค.สะท้อนความเปราะบาง ทั้งการจ้างงาน ชั่วโมงทำงาน และรายได้ เพิ่มความเสี่ยงต่อสภาพคล่องของครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้ไม่แน่นอน
1.การว่างงานเร่งตัว : จำนวนผู้ว่างงานใน H1/2569 เพิ่มขึ้น 9.8%YOY เป็น 3.97 แสนคน ทำให้อัตราการว่างงานโดยรวมเพิ่มขึ้นเป็น 0.94% ของกำลังแรงงาน และอัตราการว่างงานในกลุ่มแรงงานในระบบประกันสังคม ม.33 เพิ่มขึ้นเป็น 2.37% ประกอบกับอัตราการว่างงานเยาวชนอายุ 15-24 ปี (Youth unemployment) ยังอยู่ในระดับสูงที่ 5.14% สะท้อนถึงข้อจำกัดของตลาดแรงงานในการรองรับแรงงานเข้าใหม่ในช่วงเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง และการหางานทำในกลุ่มแรงงานใหม่ที่ยังมีข้อจำกัด
ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดยังชี้ว่า ตลาดแรงงานอ่อนแอลงต่อเนื่อง โดยอัตราการว่างงานรวมเร่งตัวต่อเนื่องสู่ 1.1% ในเดือน ก.ค. และ 1.2% ในเดือน ส.ค. สูงสุดในรอบ 26 เดือน อัตราการว่างงานเยาวชนเร่งตัวสู่ 6.9% สูงสุดในรอบกว่า 4 ปี ขณะที่อัตราการว่างงานในระบบประกันสังคม ม.33 ในช่วง 2 เดือนแรกของไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 2.62% และ 2.46% ตามลำดับ สูงสุดในรอบกว่า 4 ปีเช่นกัน
2.ชั่วโมงทำงานลดลง : อีกตัวชี้วัดความเปราะบางตลาดแรงงานสะท้อนผ่านคุณภาพการจ้างงาน โดยข้อมูลในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 พบว่าผู้ทำงานต่ำระดับ (ทำงานน้อยกว่า 35 ชม./สัปดาห์) เพิ่มขึ้น 7.4%YOY เป็น 8.2 ล้านคน ผู้เสมือนว่างงาน (0-20 ชม./สัปดาห์ ในภาคเกษตร หรือ 0-24 ชม./สัปดาห์ นอกภาคเกษตร) เพิ่มขึ้น 4.9%YOY เป็น 3.3 ล้านคน และชั่วโมงทำงานเฉลี่ยลดลง 0.4%YOY เป็น 42.4 ชม./สัปดาห์ สะท้อนว่าคนทำงานจำนวนมากมีชั่วโมงทำงานและรายได้ต่ำกว่าศักยภาพ
3.ค่าจ้างหดตัวในบางกลุ่ม และเงินเฟ้อสูงกดดันให้ค่าจ้างที่แท้จริงหดตัว : ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ค่าจ้างแรงงานโดยรวมเฉลี่ย (รวมโบนัส OT) หดตัว 0.4%YOY อยู่ที่ 16,299.5 บาท/เดือน ส่วนใหญ่มาจากค่าจ้างในกลุ่มแรงงานอาชีพอิสระ ที่หดตัวถึง 2.2%YOY อยู่ที่ 16,458.8 บาท/เดือน ขณะที่ค่าจ้างแรงงานในระบบ ยังขยายตัวได้ 0.9%YOY อยู่ที่ 16,193.2 บาท/เดือน
SCB EIC ประเมินว่าค่าจ้างที่แท้จริงอาจหดตัวต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี 2569 จากเงินเฟ้อเร่งตัวสูง ขณะที่ค่าจ้างปรับขึ้นช้ากว่า นอกจากนี้ การฟื้นตัวของค่าจ้างที่แท้จริงมีลักษณะเป็น K-shaped โดยค่าจ้างที่แท้จริงของแรงงานในระบบค่อนข้างทรงตัว แต่ค่าจ้างที่แท้จริงของแรงงานอิสระกลับลดลงมากกว่า 10% ใน Q2/2569 หากเทียบกับปี 2567 สะท้อนความเสี่ยงของแรงงานอิสระที่ไม่มีรายได้ประจำและสวัสดิการรองรับ ซึ่งจะส่งผลต่อความสามารถในการรับแรงกระแทกจากค่าครองชีพสูงและรายได้ผันผวน
@คาด‘แรงงาน’1.69 ล้านคนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่
SCB EIC ยังคาดว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในช่วงปลายเดือน ก.ย.2569 ที่ผ่านมา คาดว่ามีจำนวนแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้มีมากถึง 1.69 ล้านคน (ประเมิน ณ 2 ต.ค.2569 ที่สถานการณ์รุนแรงมากที่สุดและเริ่มคลี่คลายได้ในระยะต่อมา) ส่วนใหญ่เป็นแรงงานในกรุงเทพฯ และปริมณฑล
โดยเฉพาะจังหวัดสมุทรปราการและกรุงเทพฯ ที่มีจำนวนแรงงานได้รับผลกระทบน้ำท่วมสูงสุดถึงราว 4.45 และ 4.20 แสนคน ตามลำดับ จังหวัดอื่นที่ได้รับผลกระทบสูงรองลงมา ได้แก่ นครนายก ปทุมธานี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และพระนครศรีอยุธยา เหตุการณ์นี้ทำให้แรงงานส่วนหนึ่งไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้ และธุรกิจร้านค้าในพื้นที่ประสบอุทกภัยต้องปิดชั่วคราว ทำให้แรงงานเสียชั่วโมงทำงาน หรือเสี่ยงสูญเสียงานที่ทำอยู่
ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยรายงานข้อมูลในช่วง 16 ก.ย. ถึง 7 ต.ค.2569 พบว่า ครัวเรือนไทยราว 1.48 ล้านครัวเรือน (6% ของครัวเรือนทั่วประเทศ) ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้ โดยข้อมูล ณ วันที่ 7 ต.ค. ยังมีครัวเรือนกว่า 1.15 ล้านครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบอยู่
“แรงงานที่มีความเปราะบางที่สุดจากเหตุการณ์น้ำท่วมช่วง ก.ย.-ต.ค. นี้ ส่วนใหญ่เป็นแรงงานในภาคบริการ และแรงงานนอกระบบที่รับจ้างรายวัน เนื่องจากรายได้หายไปทันทีจากสถานการณ์น้ำท่วม ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าอาหาร ที่อยู่อาศัย รวมถึงค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมทรัพย์สินที่เสียหายจากน้ำท่วมเพิ่มขึ้นพร้อมกัน ซึ่งซ้ำเติมกลุ่มแรงงานอิสระและแรงงานนอกระบบที่ค่าจ้างหดตัวอยู่ก่อนแล้ว ยังทำให้แรงงานกลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาในการชำระหนี้ในระยะสั้นอีกด้วย” SCB EIC ระบุ
SCB EIC ย้ำว่า “สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่ลดลงต่อเนื่องไม่ใช่สัญญาณชี้ว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยคลี่คลายแล้ว เนื่องจากสัดส่วนหนี้ลดลงเร็วเชิงตัวเลข ท่ามกลางข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อและรายได้ครัวเรือนที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง มากกว่าจะสะท้อนความสามารถในการชำระหนี้ที่ปรับดีขึ้นอย่างชัดเจน ขณะที่ตลาดแรงงานอ่อนแอและค่าครองชีพสูงขึ้นยังคงกดดันฐานะการเงินครัวเรือน โดยเหตุการณ์น้ำท่วมเป็นปัจจัยซ้ำเติมให้ครัวเรือนบางกลุ่มเผชิญปัญหารายได้สะดุดและภาระรายจ่ายเพิ่มขึ้นกะทันหัน
ดังนั้น แม้ SCB EIC ประเมินว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP จะลดลงสู่ 83.5-84.5% ณ สิ้นปี 2569 แต่ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและความสามารถในการชำระหนี้ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะครัวเรือนกลุ่มเปราะบางที่มีความสามารถในการรองรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจจำกัด จึงจำเป็นต้องมีมาตรการช่วยเหลือระยะสั้นที่ตรงจุดและทันการณ์ เพื่อประคองสภาพคล่องและลดความเสี่ยงที่ปัญหาขาดสภาพคล่องระยะสั้นจะลุกลามเป็นปัญหาการชำระหนี้ในระยะยาวได้”

อ่านรายละเอียด : https://www.scbeic.com/th/detail/product/Household-debt-151026
อ่านประกอบ :
‘กู้ซื้อบ้าน-กู้บริโภคส่วนบุคคล’โต! ธปท.เผยQ2/69‘หนี้ครัวเรือน’16.43 ล้านล.-85.2%ต่อGDP
กู้บริโภคส่วนบุคคล 5.01 ล้านล.! ธปท.เผยหนี้ครัวเรือนQ4/68 แตะ 16.44 ล้านล้าน-86.7%ต่อGDP
กู้ยืม'บริโภค-ซื้ออสังหาฯ'โต! ธปท.เผยหนี้ครัวเรือน Q3/68 ทรงตัว 16.3 ล้านล.-86.8%ต่อGDP
กู้‘อสังหาฯ’ยังโต-‘เช่าซื้อรถ’หดต่อ! ธปท.เผย Q2/68'หนี้ครัวเรือน'16.3 ล้านล.-86.8%ต่อGDP
กู้บริโภคหด-เช่าซื้อรถฯดิ่ง9.9%! ธปท.เผยสัดส่วน‘หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี’Q1/68 เหลือ 87.4%
เช่าซื้อรถหด 9.58%-กู้ยืมอสังหาฯโต! ‘ธปท.’เผยไตรมาส 4/67‘หนี้ครัวเรือน’ต่อGDPเหลือ 88.4%
ธปท.เผย‘หนี้ครัวเรือน’ไตรมาส 3/67 16.34 ล้านล. คิดเป็น 89%ต่อ GDP-‘เช่าซื้อรถ’หด 7.93%
‘ธปท.’ออกหนังสือแจงแนวทางแก้หนี้ฯ‘คุณสู้ เราช่วย’-กำชับ‘แบงก์’ร่วมมือช่วยเหลือลูกหนี้
'คลัง-ธปท.-แบงก์'เปิดตัว'คุณสู้ เราช่วย' ลงขัน 2 แสนล.จ่าย'ดบ.'แทนลูกหนี้ 3 ปี-ปิดจบ NPL
ธปท.เผยหนี้ครัวเรือนไตรมาส 2/67 ทรงตัว 16.32 ล้านล.-สินเชื่ออสังหาฯโต-‘เช่าซื้อรถ’ร่วง
เช่าซื้อรถหด-กู้บ้านเพิ่ม! ธปท.เผยไตรมาส 1/67 หนี้ครัวเรือน 16.37 ล้านล. 90.8% ต่อจีดีพี
กู้ซื้อบ้าน-บริโภคฯยังโต! ธปท.เผย'หนี้สินครัวเรือน' Q4/66 แตะ 16.36 ล้านล. 91.3% ต่อGDP
หนี้บ้านเพิ่ม-สินเชื่อรถหด! ธปท.เผยหนี้ครัวเรือนไตรมาส 3/66 แตะ 16.19 ล้านล.-90.9%ต่อGDP
เป้า 5 ปีหนี้ต่ำ 80%ต่อGDP! ธปท.จับมือ‘สมาคมแบงก์-ชมรมสินเชื่อฯ’แก้หนี้ครัวเรือนยั่งยืน
'ธปท.'เล็งบังคับเกณฑ์คุม'หนี้ต่อรายได้'ไม่เกิน 60-70% เริ่ม ม.ค.68-ลุยแก้'หนี้เรื้อรัง'
‘ธปท.’เดินหน้า 3 แนวทางแก้‘หนี้ครัวเรือน’-ชี้สินเชื่อรถ‘จัดชั้น SM’แค่ 10% ที่เป็น NPL
หนี้ทะลุ 90.6%ต่อGDP! ธปท.ปรับข้อมูล‘หนี้ครัวเรือน’ใหม่คลุม 4 กลุ่ม ยอดเพิ่ม 7.7 แสนล.
'ธปท.' เล็งออกเกณฑ์คุม 'สินเชื่อใหม่' ไตรมาส 3-ตั้งเป้ากดหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ต่ำ 80%
‘ธปท.’เผยหนี้สินครัวเรือนไทยไตรมาส 3/65 แตะ 14.9 ล้านล.-สัดส่วนต่อจีดีพีลดเหลือ 86.8%

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา